บันทึกคำเทศนา นายแพทย์เจนศักดิ์ พนิตอังกูร
วันที่ 11 ตุลาคม 2558 หัวข้อ “ดาวิด และหีบพันธสัญญา”
@ คริสตจักรบ้านดอน สุราษฎร์ธานี
ดาวิดนี้เป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่พระเจ้ายกขึ้นมาเป็น กษัตริย์ หัวข้อนี้พูดถึงหีบพันธะสัญญาที่จะยกไปที่เยรูซาเล็ม ในหีบพันธสัญญานั้นบรรจุไปด้วย บัญญัติ 10 ประการ ซึ่งหมายถึง คำสั่งข้อปฏิบัติ ไม้เท้าของอาโรน หมายถึงการทรงนำและโถใส่มานาซึ่งหมายถึงการเลี้ยงดู สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รูปเคารพ
ประการที่ 1 ดาวิดเริ่มต้นงานนี้ด้วยการรวบรวมคนสามหมื่นคน มีเครื่องดนตรี จัดเต็มที่ ฉลองใหญ่ และในขณะที่เดินทางมาถึงลานนวดข้าวก็เกิดเหตุการณ์วิกฤติ อุตส่าตาย ทำให้ดาวิดทิ้งหีบพันธสัญญา เนื่องมาจาก ความโกรธ เสียใจ สงสัย กลัวแล้วก็หนี สืบเนื่องมาจากความคาดหวังเปรียบเหมือนเรารู้จักพระเจ้าแต่พอเราไปเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สุขภาพ การทำงานคริสตจักรแล้วทำให้เกิดคำถามกับพระเจ้าว่าทำไมต้องเป็นเรา ผมชวนเราเปลี่ยนมุมมองให้ถามใหม่ว่าทำไมถึงเป็นเราไม่ได้ เรามีข้อยกเว้นอะไรจากข้อพระธรรม 1 เปโตร บทที่ 4 ข้อ 12-19 และบทที่ 5 หรือยอห์นบทที่ 16ข้อ 32-33 เราจะต้องประสบกับความทุกข์ยาก โรมบทที่ 8 ข้อ 18 ถึง 20 อนิจจังไม่เป็นไปตามใจของเรา แต่เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า พระเจ้าอนุญาตให้เกิด
ทำไม เราถึงเจอ ก็เพื่อพระองค์จะสร้างเรา พระเจ้าทรงบันดาลทั้ง 2 อย่าง(ทั้งสุขและทุกข์) จงพินิจพิจารณาเรียนรู้กับพระเจ้า ตัวอย่างคนที่เรียนรู้กับพระเจ้าคือเปาโลใน 2 โครินธ์บทที่ 12 ข้อ 9-10 การมีคุณของเราก็พอแก่เจ้า ท่าทีแบบนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้ ถ้าเรามีวิกฤตเราจะหนีเหมือนดาวิดหรือกอดพระเจ้าไว้เหมือนเปาโล บางอย่างก็ไม่มีว่าเหตุผลว่าเพราะอะไร เราไม่ต้องหาหรอก แต่ให้เรากอดขาพระเจ้าให้แน่นไว้ และฟังว่าพระเจ้าจะสอนอะไรเรา ประเด็นที่ 1 นี้คือการเรียนรู้
ประเด็นที่ 2 ดาวิดโกรธและหนี แต่พระเจ้ายังอวยพระพรเอเบด ทำให้ดาวิดกลับไปนำหีบพันธสัญญาคืน โดยไม่ใช่วิธีการเดิม แต่ดาวิดศึกษา วิธีการที่จะทำให้ปลอดภัยให้ เราไปดูที่พงศาวดาร 1 บทที่ 15 ดาวิดศึกษาก่อนแล้วพบว่าที่ถูกต้องนั้นต้องเอาคนไปหาม แต่ครั้งแรกใช้โคเทียมเกวียนไปลาก ประเด็นนี้เหมือนเปรียบเหมือนกับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามาจากคนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าจะส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ไม่เชื่อฟังพระเจ้าก็ทำให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปจนถึงทุกวันนี้ เหมือนที่ฟาโรห์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า คำถาม เราเชื่อฟังพระเจ้าดีหรือไม่ ไม่ว่า เราเชื่อฟังหรือไม่ ก็มีผลกระทบต่อตัวเราและคนอื่นแน่นอน เราสามารถใช้ชีวิตเราเป็นพระพรได้เหมือนอย่างพระเยซู เราจะเลือกว่าชีวิตเราเป็นพระพรจากรุ่นสู่รุ่นหรือเป็นคำแช่งสาป
ประเด็นที่ 3 ทำไมพระเจ้าต้องซีเรียสให้คนหาม เรื่องนี้พระเจ้าจะสอนปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า ถ้าเป็นการล่าก็เหมือนเรานำพระเจ้าแต่ถ้าเราหามจะทำให้พระเจ้าอยู่เหนือเรา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ที่จริงแล้วพระเจ้าจะสอนว่า เราชื่นชมอย่างเดียวไม่พอ ต้องยำเกรงด้วย คำถามคือ เรานับถือพระเจ้าแบบลากพระเจ้าไปตามใจเรา แต่พอมีพระประสงค์บางอย่างเราไม่เชื่อฟัง อาจารย์เปาโลบอกว่า อย่าสักแต่รับพระคุณ พระเจ้ายังมีพระประสงค์ มีน้ำพระทัย ให้เราเชื่อฟังและทำตาม เพราะฉะนั้นครั้งแรก ดาวิดมีความชื่นชมยินดี + ความยำเกรง เราต้องมี 2 อย่างไปด้วยกัน จงรักพระเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตสุดใจอันนั้นคือชื่นชมยินดีสุดกำลังฝึกความคิดนั่นคือความยำเกรง
ประการที่ 4 เรื่องราวกำลังจะจบลงด้วยสวยๆมีทั้งความชื่นชมยินดีในประเด็นที่ ดาวิดเต้นรำถวาย อยู่ในข้อ 16-28 ภรรยามีคาวก็มาพูด ก็เปรียบเหมือนในชีวิตเรามีเสียง หรือมีข่าวอะไรเข้ามาในชีวิตเราไหม คนหนึ่งที่มีผลต่อชีวิตเราที่สุดคือตัวเราเอง เมื่อได้ยินเสียงในหัวที่พูดว่า พอแล้ว เราจะทำอย่างไร สำหรับดาวิดทำอย่างไร คำตอบอยู่ในบทที่ 6 ข้อ 21 ดาวิดยืนยันว่านี่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เขาเลือกทำถวายเกียรติแด่พระเจ้า ร่าเริง ชื่นชม เราจะถ่อม นี่เป็นงานของพระเจ้าที่พระเจ้าให้เราทำแล้วเรามีความชื่นชม
สรุปข้อที่ 1 วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นได้ขอให้เราเรียนรู้ ข้อที่ 2 ชีวิตมีความเชื่อมโยงกันถ้าเราเชื่อฟังพระเ้จ้าและจะส่งผลต่อกันข้อที่ 3 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า ถ้าเราตั้งใจทำตามแล้วก็จงชื่นชมยินดีกับสิ่งที่ทำ
