ปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป การใช้วิธีการสอนการอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ประเทศในระยะยาว..”

ผมประชุมรับทราบนโยบายสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน..ทันทีที่ศึกษากระบวนการและขั้นตอนการดำเนินงานจากเอกสาร ก็รู้ได้ทันทีว่างานนี้ไม่ยาก สำหรับโรงเรียนที่มีที่ดินและยิ่งจะดีมากขึ้น..ถ้าที่ดินนั้นมีต้นไม้อยู่แล้ว..

โรงเรียนบ้านหนองผือ..มีครบทุกอย่าง..ไม่มีอยู่อย่างเดียวคือ ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ..วันนี้..ตัดสินใจว่าจะใช้พื้นที่สวนป่าในส่วนใดของโรงเรียน เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ถาวร นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..

จริงๆแล้ว ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานมาก เพราะงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน คือ งานสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากร ทรัพยากรชีวภาพ และกายภาพ โดยมีการสัมผัส การเรียนรู้ การสร้างและปลูกฝังคุณธรรม การเสริมสร้างคุณธรรม ปัญญา และภูมิปัญญา...

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช (วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๖ ณ อาคารที่ประทับในสำนักงานชลประทาน เขต ๑ ถนนทุ่งโฮเตล จังหวัดเชียงใหม่)

“การสอนและอบรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชพรรณนั้น ควรใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป การใช้วิธีการสอนการอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ประเทศในระยะยาว..”

เท่าที่ศึกษาในวันนี้..ในขั้นตอนแรกบอกว่า..ให้สมัครเป็นสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน..ผมคิดว่า..น่าจะไม่พร้อมที่จะสมัคร..คงต้องศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ให้ครอบคลุมงานสวนพฤกษศาสตร์ของโรงเรียนเสียก่อน..

งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี ๕ องค์ประกอบหลัก คือ..การจัดทำป้ายชื่อพรรณไม้ การรวบรวมพรรณไม้เข้าปลูกในโรงเรียน  การศึกษาข้อมลต่างๆ  การรายงานผลการเรียนรู้ และ การนำไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษา...

จุดประสงค์หลัก ก็เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ฯ ซึ่งจะต้องมาจากเหตุผลหรือกิจกรรมที่สำคัญ คือ มีการเรียนรู้ สร้างให้เกิดคุณธรรมและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาเกื้อหนุน..

ส่วนปัจจัยหลักที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุน คือ พืชพรรณไม้ที่มีอยู่ ปัจจัยเสริม คือ โครงสร้างทางกายภาพ หรือบริบทโรงเรียน ส่วนปัจจัยประกอบ ก็คือ สิ่งที่จะต้องปลูกสร้าง หรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ...

ผมจึงตัดสินใจ ไม่ใช้พื้นที่สวนป่าของโรงเรียนเป็นสวนพฤกษศาสตร์ แต่ใช้พื้นที่ ๑๐๐ ตารางวา ริมสระน้ำของโรงเรียน เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งใหม่ เนื่องจากดูแลง่าย มีความเหมาะสมที่จะทำป้ายนิเทศ ป้ายชื่อพรรณไม้และทางเดินที่ให้ความสะดวกในการเข้าศึกษาเรียนรู้

วันนี้..ผมจึงสำรวจพื้นที่ นับจำนวนต้นไม้และสังเกตการเจริญเติบโต พบว่า มีต้นไม้หลักๆ อยู่ ๓ อย่าง คือ ต้นสะเดา ขนาดใหญ่มาก ต้นนนทรีย์ และต้นตาล ที่จัดเป็นไม้หายากของชุมชนหนองผือ..

ผมถ่ายภาพลงแฟ้ม..แล้วลงมือปลูกต้นประดู่เพิ่มเติม ในอนาคตอันใกล้ ผมตั้งใจจะปลูกไม้ต้นใหญ่เลย สัก ๕ – ๑๐ ต้น เลือกพรรณไม้หายาก และน่าสนใจ และต้นไม้ในวรรณคดี จากนั้น จัดทำป้ายชื่อ และข้อมูลความรู้ ตลอดจนปรับภูมิทัศน์ ตั้งเป้าไว้ว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจภายใน ๓ ปี สวนพฤกศาสตร์ของโรงเรียน จะใช้เป็นสถานที่อบรมสั่งสอนนักเรียนได้อย่างเบ็ดเสร็จ บนฐานงานสวนพฤกษศาสตร์อย่างแท้จริง

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๐  ตุลาคม  ๒๕๖๐

สวนป่า หรือสวนสมุนไพรของโรงเรียนบ้านหนองผือ (เดิมจะใช้เป็นสวนพฤกศาสตร์)

ต้นแจง..รู้จักเพียงอย่างเดียว ต้นไม้ต่อจากต้นแจง..ชื่ออะไร คงต้องไปถามภูมิปัญญาท้องถิ่น

 




สถานที่ที่จะใช้เป็นสวนพฤกษศาสตร์..อยู่ริมสระน้ำ มีต้นไม้ใหญ่น้อย ดังนี้