ครอบครัวผมเองครับ

  <p>สวัสดีครับ ท่านคณาจารย์ที่เคารพทุกท่าน และชาวนวัตกรรมที่รักทุกคน วันนี้ผมมานั่งนึกอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามกันดี ผมนั่งคิดไปคิดมาเลยนึกถึงคุณพ่อและคุณแม่ที่ตอนนี้ท่านคงกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ที่นาท่ามกลางแสงแดดและสายลม จึงทำให้ผมอยากเล่าถึงชีวิตของผมให้ท่านผู้อ่านได้ลองติดตามกันดูว่า กว่าผมจะมาเป็นนักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่ได้ นั้นชีวิตผมผ่านอะไรมาบ้าง และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผมอยากเป็น ครู </p><p>ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2528 วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืนเด็กน้อยคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางครอบครัวของชาวนาที่อบอุ่น ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่และพี่ชายของผมที่เกิดก่อนผม 3 ปี การถือกำเนิดของผมนำความยินดีมาสู่คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าผมปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไร ต่อมาคุณพ่อก็ได้ตั้งชื่อให้กับเจ้าเด็กน้อยนี้ว่า วิทยา ซึ่งแปลว่า ความรู้, ความรอบรู้ และกลายเป็นชื่อของผมนับตั้งแต่นั้นมา ผมกับพี่ชายโตมาพร้อมๆ กัน แต่เราก็ยังมีความคิดหลายอย่างที่แตกต่างกันแต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมจำได้คือ เราฝันที่จะเป็นทหารเหมือนกันและผมก็เชื่อว่านั่นเป็นความฝันของเด็กผู้ชายทุกคนในขณะนั้นก็ว่าได้  ส่วนอาชีพครูและพยาบาลจะเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงในวัยนั้นมากกว่า ตั้งแต่ผมจำความได้คุณพ่อและคุณแม่ของผมท่านจะคอยอบรมสั่งสอน ให้คำแนะนำและปลูกฝัง คุณธรรมจริยธรรมต่างๆ ให้กับผมและพี่อยู่เสมอตรงนี้นี่เองทำให้ผมเข้าใจคำหนึ่งที่ว่า พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก พอผมกับพี่เข้าเรียนในระดับประถมศึกษา คุณพ่อของผมท่านได้ไปสมัครเป็นนักการภารโรงที่โรงเรียนมัธยมประจำตำบล ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นพ่อผมคิดอะไรอยู่และผมก็ไม่ได้ใส่ใจอาจเป็นเพราะผมยังเด็กอยู่มากก็เป็นได้ จนเมื่อผมกับพี่เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา มีอยู่ครั้งหนึ่งในขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวเย็นกันอยู่ ผมถามพ่อด้วยความสงสัยว่าทำไมพ่อถึงอยากให้พวกผมเรียนหนังสือ พ่อผมยิ้มและตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า ลูกเอ๋ยมานี่พ่อจะเล่าความหลังให้ฟังสมัยเมื่อตอนที่พ่อเป็นเด็กพ่อนั้นอยากเรียนหนังสือมาก แต่คุณย่าท่านก็ไม่ให้เรียนเพราะไม่มีใครมาช่วยทำนา เมื่อพ่อได้มาเป็นพ่อ พ่อจึงไม่อยากให้ลูกทำนาเพราะพ่อรู้ดีว่าการทำนานั้นลำบากแค่ไหน และพ่อก็เชื่อว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้คนเราอยู่รอดในสังคมยุคปัจจุบันนี้ได้ และพ่อยังบอกกับผมอีกว่าพ่อจะส่งเสียให้ลูกเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่พ่อจะมีพลังทำได้ ผมนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเมื่อได้ฟังคำตอบจากพ่อ และเริ่มมองย้อนไปยังอดีตที่ผ่านมาว่าเหตุที่พ่อมาสมัครเป็นนักการภารโรงคงเป็นเพราะเหตุผลข้อนี้ ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวคุณพ่อของผมเป็นอย่างมาก และคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่มีความรู้ระดับพ่อ( ป.4 )จะมีความคิดเกี่ยวกับการให้การศึกษากับลูกได้มากถึงเพียงนี้ ผมกับพี่ชายจึงรักและเคารพคุณพ่อมาก </p><p>พอผมขึ้น  ม.2 ครอบครัวของเราก็ได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งคนซึ่งก็คือ น้องสาวของผมเอง(น้องทราย) น้องสาวของผมคนนี้จะเรียกว่าลูกหลงก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้น้องผมเกิดมาเป็นเด็กพิเศษ ครั้งแรกที่ผมเห็นน้องสาวของผม ผมแทบร้องไห้เพราะสงสารน้องแต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมรักน้องสาวของผมมากขึ้นเป็นทวีคูณ คนในครอบครัวของผมก็เช่นเดียวกันทุกคนรักและเป็นห่วงน้องสาวของผมคนนี้มาก ผมคิดอยู่เสมอว่าเมื่อน้องโตขึ้นเขาจะอยู่ในสังคมได้ดีแค่ไหน  แต่พ่อก็ได้ให้แง่คิดกับลูกๆ ทุกคนว่า คนเรานั้นเลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ฉะนั้นเมื่อน้องของเราเกิดมาเป็นแบบนี้ทางเดียวที่เราจะช่วยเขาได้ก็คือ ทุกคนต้องให้ความรักและความเอาใจใส่ต่อเขาให้มากๆ และช่วยกันอบรมสั่งสอนเขาให้เป็นคนดี มีคุณธรรม  ต่อไป </p><p></p><p> น้องสาวสุดที่รักของผมครับ</p><p>จากวันนั้นเป็นต้นมาน้องจึงเป็นเหมือนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในบ้าน  และเมื่อผมเข้า ม.ปลาย ผมได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนในเมือง(โรงเรียนสตรีสิริเกศ) ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผมอยู่ที่นี่ผมมีบทความๆหนึ่งที่คล้ายๆ กับคำสอนของพ่อและเป็นเหมือนสิ่งที่ค่อยเตือนสติผมอยู่ตลอดเวลาว่า คนเรานั้นเลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้   ขอเพียงแต่มีความพยายาม โดยบทความนั้นกล่าวไว้ว่า</p><p align="center">วิถีไปสู่ความสำเร็จและสติปัญญา</p><p align="center">มิใช่มีไว้สำหรับองค์ราชาเท่านั้น...</p><p align="center">หากทว่ายังเปิดกว้างไว้สำหรับเธอและฉัน</p><p align="center">เราอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในแรกเริ่ม</p><p align="center">แต่ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่พ่ายแพ้เสมอในบั้นปลาย</p><p align="center">หากหนทางไปสู่ความสำเร็จมีถึงร้อยก้าว</p><p align="center">และเรายังไปไม่ถึงก้าวที่ 99</p><p align="center">ก็อย่าพึ่งสรุปว่าการเดินทางของเราล้มเหลว</p><p align="center">จงหยัดยืน  และก้าวต่อไป</p><p align="center">รางวัลนั้นวางอยู่ที่ปลายทางไม่ใช่จุดเริ่มต้น</p><p align="center">จงอาจอง  และมีศรัทธาในตัวเอง</p><p align="center">การไม่ยอมก้าวต่อไปคือการพลาดหวัง</p><p align="center">ความสำเร็จ...จะเป็นของผู้ที่กล้าสู้เพื่อไขว่คว้ามา </p><p align="right">ที่มา วิชามารคณิต ม. 5 </p><p>ผมคิดอยู่เสมอว่าผมจะทำให้เต็มที่ไม่ให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลใจ และตรงนี้เองที่ทำให้ผมรู้ตัวเองว่าผมอยากเป็นครู ผมขอเล่าเท้าความสักนิดหนึ่งเรื่องมันเริ่มจากการที่ผมกำลังนั่งสอนการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเพื่อนคนหนึ่ง อยู่ๆ ผมก็มีความรู้สึกว่า การที่เราได้พูดได้บอกอะไรสักอย่างให้คนอื่นได้เข้าใจด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายนั้นมันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมชอบเวลาที่ผมพูดเรื่องที่เพื่อนเข้าใจยากให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและตรงนี้เองที่ทำให้ผมอยากเป็นครู และอยากช่วยเหลือเด็กที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญให้เขามีความรู้ที่เท่าทันกับเด็กในเมือง ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าความรู้สามารถเรียนทันกันได้ และถ้าถามผมว่าระหว่างคนเก่งกับคนขยัน คุณกลัวใครมากกว่ากัน ผมตอบได้อย่างเต็มคำว่า ผมกลัวคนขยันมากกว่า เมื่อผมจบ ม. ปลายชีวิตผมก็ได้ย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย คุณจะเชื่อผมไหม ถ้าผมจะบอกว่า ผมเกือบจะได้เป็น นิสิต มข. แล้ว ถ้าหากผมไม่สอบติดครูพันธุ์ใหม่ซะก่อน ทีแรกตัวผมเองก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันแต่ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าผมมาถูกทางแล้ว และผมเชื่อว่าที่ผมเรียนมาได้ถึงขนาดนี้ เพราะว่า ผมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู และคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ทุกคำที่คอยพร่ำบอกจะเป็นเหมือนเครื่องที่ชี้นำให้ผมก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควรต่อไป ขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ที่ให้ผมมีชีวิตเกิดมาในโลกใบนี้ ผมสัญญาว่าผมจะนำความรู้ที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อวิชาชีพครู และผมจะเป็นครูพันธุ์ใหม่ที่พร้อมไปด้วยความรู้และคุณธรรมให้สมกับที่สังคมได้ฝากความหวังไว้ต่อไป.........ขอเป็นกำลังใจให้กับว่าที่คุณครูพันธุ์ใหม่ทุกคนครับ     </p>