35. คุรุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือตัวตนภายในของเธอ

35. คุรุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือตัวตนภายในของเธอ


ถาม  ผมได้ยินมาจากทุกฝ่ายว่าอิสรภาพจากความต้องการและความลำเอียง คือเงื่อนไขแรกของการบรรลุธรรม

แต่ผมพบว่าเงื่อนไขนั้นไม่สามารถเติมเต็มได้

ความไม่รู้ตัวตนแท้จริงทำให้เกิดความต้องการ และความต้องการทำให้ระยะเวลาของความไม่รู้ยาวนานออกไปอีก

ช่างเป็นวัฎจักรที่โหดร้ายอะไรเช่นนี้

ตอบ  มันไม่มีเงื่อนไขให้เติมเต็มหรอก

ไม่มีอะไรต้องทำ ไม่มีอะไรต้องลด ละ เลิก

แค่มองและจดจำ สิ่งใดก็ตามที่ถูกรู้ ไม่ใช่เธอ และไม่ใช่ของเธอ

มันมีอยู่ตรงนั้น ในพื้นที่กว้างใหญ่ของความรู้ตัว แต่เธอไม่ใช่ทั้งพื้นที่กว้างใหญ่นั้น และไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในนั้น และไม่ใช่แม้ผู้ที่รู้ว่ามีพื้นที่นั้น

มันเป็นแค่ความคิดของเธอว่าเธอต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำให้เธอเข้าไปพัวพันอยู่กับผลของความพยายามของเธอ – เหตุจูงใจ ความต้องการ การประสบความล้มเหลว ความรู้สึกผิดหวัง – ทั้งหมดนี้ฉุดรั้งเธอไว้

แค่มองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และรู้ว่าเธออยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น

 

ถาม  หมายความว่าผมควรต้องละเว้นจากการกระทำใดๆ อย่างนั้นหรือ?

ตอบ  เธอละเว้นการกระทำไม่ได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ถ้าเธอหยุดการกระทำในทันทีทันใด เธอจะพังแน่

 

ถาม  การบรรลุธรรมคือการที่สิ่งถูกรู้และผู้รู้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวหรือเปล่าครับ?

ตอบ  ทั้งสิ่งถูกรู้และผู้รู้ต่างก็เป็นแค่ความคิดในใจ และถ้อยคำที่แสดงถึงมัน

ไม่มีตัวตนอยู่ทั้งในสิ่งถูกรู้และผู้รู้

ตัวตนที่แท้ไม่ใช่ทั้งสิ่งถูกรู้และผู้รู้ ไม่ได้อยู่ระหว่างสิ่งถูกรู้และผู้รู้ ไม่ได้อยู่เหนือสิ่งถูกรู้และผู้รู้

การมองหาตัวตนที่แท้ในระดับของใจเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์

จงหยุดการแสวงหา แล้วมอง – มันอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ – มันคือสภาวะ “ฉันเป็น” ที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี

ทั้งหมดที่ต้องทำคือหยุดนำตัวของเธอเข้าไปอยู่ภายในพื้นที่ของความรู้ตัว

ยกเว้นว่าเธอได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้อย่างระมัดระวัง การได้มาฟังฉันแค่ครั้งเดียวนั้นไม่พอ

จงลืมประสบการณ์และความสำเร็จของเธอในอดีต ยืนอยู่อย่างเปลือยเปล่า เปิดรับพายุและลมฝนของชีวิต แล้วเธอจะมีโอกาสบรรลุธรรม

 

ถาม  การอุทิศตน (bhakti) เป็นสิ่งสำคัญในคำสอนของท่านหรือเปล่า?

ตอบ  เวลาเธอป่วย เธอไปหาหมอที่จะบอกว่าเธอเป็นอะไร และวิธีการรักษาคืออะไร

ถ้าเธอมั่นใจในหมอ ทุกอย่างจะง่ายมาก เธอกินยา ทำตามคำสั่งว่าอะไรกินได้ อะไรแสลง แล้วเธอหายจากโรค

แต่ถ้าเธอไม่ไว้ใจหมอ เธอก็จะยังคงลองเสี่ยงดู หรือมิฉะนั้นเธอก็ไปเรียนแพทย์เสียเอง

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ความต้องการหายจากโรคคือสิ่งผลักดันเธอ ไม่ใช่หมอ

ถ้าไม่มีความไว้วางใจ ก็จะไม่มีความสงบ

มีบางคนที่เธอไว้วางใจเสมอ – อาจเป็นแม่ของเธอ หรือภรรยาของเธอ

ในบรรดาผู้คนทั้งหลายนี้ ผู้ที่รู้จักตัวตนแท้จริง ผู้ที่เป็นอิสระแล้ว คือผู้ที่ควรค่าแก่ความไว้วางใจมากที่สุด

แต่แค่ไว้วางใจยังไม่พอ เธอต้องมีความต้องการด้วย

ถ้าไม่มีความต้องการอิสรภาพ ความมั่นใจว่าเธอสามารถได้รับอิสรภาพก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

ความต้องการและความมั่นใจต้องไปด้วยกัน

ยิ่งเธอมีความต้องการมาก เธอก็จะได้รับความช่วยเหลือง่ายขึ้น

แม้คุรุที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าศิษย์ไม่กระหายที่จะเรียนรู้

ความกระหายและความมุ่งมั่น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความมั่นใจจะมาพร้อมกับประสบการณ์

จงอุทิศตนแก่เป้าหมายของเธอ – แล้วความอุทิศตนต่อผู้ที่สามารถนำพาเธอก็จะตามมา

ถ้าความต้องการและความมั่นใจของเธอเข้มแข็ง มันจะทำงาน และนำเธอไปถึงเป้าหมาย เพราะเธอจะไม่ทำให้เกิดความล่าช้าโดยความลังเลและความประนีประนอม

คุรุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือตัวตนภายในของเธอ

นี่คือความจริง ท่านคือครูสูงสุด

มีเพียงท่านเท่านั้นที่สามารถพาเธอไปถึงเป้าหมาย และมีเพียงท่านเท่านั้นที่จะพบเธอที่สุดปลายทาง

จงมอบความไว้วางใจให้ท่าน และเธอจะไม่ต้องการคุรุภายนอกอื่นใด

แต่เธอต้องมีความต้องการที่เข้มแข็งที่จะค้นหาท่าน และไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้เกิดอุปสรรคและความล่าช้า

และอย่าเสียพลังงานและเวลาไปกับความเสียใจ

จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของเธอและอย่าให้มันเกิดซ้ำอีก

 

ถาม  ผมจะขอถามคำถามส่วนตัวได้ไหมครับ?

ตอบ  ได้สิ เชิญเลย

 

ถาม  ผมเห็นท่านนั่งบนที่ปูลาดด้วยหนังละมั่ง

อย่างนี้จะไม่ค้านกับแนวคิดไม่ใช้ความรุนแรงหรือครับ?

ตอบ  ตลอดชีวิตการงานที่ผ่านมา ฉันเป็นคนทำบุหรี่ ช่วยให้คนทำลายสุขภาพตัวเอง

และหน้าประตูบ้านของฉัน เทศบาลสร้างส้วมสาธารณะ ทำลายสุขภาพของฉัน

ในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงนี้ เราจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่อผู้อื่นได้อย่างไร?

 

ถาม  แน่นอนว่าเราควรหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่พอจะหลีกเลี่ยงได้

แต่ในอินเดีย ยังมีผู้เป็นที่เคารพทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีหนังเสือ หนังสิงโต และหนังละมั่ง ไว้ปูนั่ง

ตอบ  อาจเป็นเพราะในสมัยโบราณไม่มีแผ่นพลาสติกไว้ปูนั่ง และหนังสัตว์นั้นดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันความอับชื้น

โรครูมาติสซึมเป็นสิ่งไม่น่าพิสมัย แม้สำหรับนักบุญ

ดังนั้น การปูที่นั่งด้วยหนังสัตว์จึงเป็นธรรมเนียมที่เกิดจากความจำเป็นต้องนั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ

เหมือนกับหนังสัตว์ที่นำมาขึงทำกลองที่ใช้ตีในวัด หนังละมั่งที่ใช้ปูนั่งจึงเป็นสิ่งที่ใช้กันสำหรับโยคี

พวกเราแทบไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้

 

ถาม  แต่สัตว์ต้องถูกฆ่า

ตอบ  ฉันไม่เคยได้ยินว่าโยคีฆ่าเสือเพื่อเอาหนังมาใช้

ผู้ฆ่าไม่ใช่โยคี และโยคีไม่ใช่ผู้ฆ่า

 

ถาม  ท่านน่าจะแสดงความไม่เห็นด้วยโดยการปฏิเสธที่จะนั่งบนหนังสัตว์ มิใช่หรือ?

ตอบ  ช่างคิดได้นะ

ฉันปฏิเสธการมีอยู่ของจักรวาลทั้งมวล ทำไมจึงมาเน้นแค่หนังสัตว์เล่า

 

ถาม  แล้วจักรวาลมีอะไรไม่ถูกต้องตรงไหนหรือ?

ตอบ  การลืมตัวตนที่แท้ของ้ธอคือบาดแผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มหันตภัยทั้งหมดหลั่งไหลออกมาจากตรงนี้

จงดูแลสิ่งสำคัญที่สุด แล้วสิ่งสำคัญรองลงมาจะดูแลตัวมันเอง

เธอไม่จำเป็นต้องจัดระเบียบให้กับห้องมืด

เพียงแค่เปิดหน้าต่างก่อนเป็นสิ่งแรก

ปล่อยให้แสงสว่างช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

ดังนั้น เราจงเลื่อนการปรับปรุงคนอื่นออกไปก่อน จนกว่าเราได้เห็นตัวเราอย่างที่เราเป็น – และเปลี่ยนแปลง

ไม่จำเป็นต้องวนเวียนอยู่กับคำถามที่ไม่รู้จบ จงค้นหาตัวเอง แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางของมันเอง


ถาม  การกระตุ้นให้กลับไปหาแหล่งตั้งต้นเป็นสิ่งหายากมาก

มันเป็นเรื่องธรรมชาติหรือเปล่า?

ตอบ  การออกไปภายนอกเป็นสิ่งธรรมชาติในตอนแรก ภารกลับเข้าภายใน – เป็นสิ่งธรรมชาติในตอนจบ

แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองอย่างเป็นหนึ่งเดียว เหมือนกับการเป็นหนึ่งเดียวของลมหายใจเข้าและออก

 

ถาม  ร่างกายและผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกันหรือเปล่า?

ตอบ  เหตุการณ์ในที่ว่างและเวลา – การเกิดและการตาย เหตุและผล – เหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียว แต่ร่างกายและตัวตนที่แท้ มีความเป็นจริงที่ต่างระดับกัน

ร่างกายมีอยู่ในเวลาและที่ว่าง เป็นของชั่วคราวและมีขีดจำกัด แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในร่างกายนั้นไร้กาลเวลา ไร้พื้นที่ เป็นนิรันดร์และแทรกอยู่ในทุกสิ่ง

การบอกว่าสองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง และเป็นสาเหตุของความทุกข์ไม่สิ้นสุด

เธออาจพูดว่า ใจและกาย เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่กาย-ใจไม่ใช่ความเป็นจริงที่รองรับมัน

 

ถาม  ไม่ว่าผู้อยู่อาศัยในร่างกายจะเป็นใคร เขาคือผู้ควบคุมร่างกาย ดังนั้นเขาควรต้องรับผิดชอบต่อร่างกาย

ตอบ  มันมีพลังสากลที่ควบคุมและรับผิดชอบอยู่แล้ว

 

ถาม  ถ้าอย่างนั้น ผมสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แล้วโยนให้เป็นความผิดของพลังสากลได้ใช่ไหม? ง่ายจัง

ตอบ  ใช่ ง่ายมาก

แค่เข้าถึงผู้ขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเคลื่อนทั้งปวง แล้วปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของท่าน

ถ้าเธอไม่ลังเลหรือโกง นี่คือทางลัดสั้นที่สุดที่จะเข้าถึงความจริงแท้

จงยืนหยัดโดยไร้ความต้องการและความกลัว ปลดปล่อยการควบคุมทั้งหมดและความรับผิดชอบทั้งหมด

 

ถาม  เป็นความบ้าคลั่งอะไรอย่างนั้น

ตอบ  ใช่  ความบ้าคลั่งของพระเจ้า

มีอะไรผิดในการปล่อยวางมายาของการควบคุม และการรับผิดชอบจากอัตตาตัวตนอย่างนั้นหรือ?

ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในใจเท่านั้น

แน่ละ ตราบใดที่เธอจินตนาการว่าตัวเธอควบคุมทุกอย่าง เธอควรจะจินตนาการด้วยว่าตัวเธอต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วย

เพราะสิ่งหนึ่งหมายรวมถึงอีกสิ่งหนึ่ง

 

ถาม  สิ่งซึ่งเป็นสากลจะรับผิดชอบต่อสิ่งซึ่งจำเพาะเจาะจงได้อย่างไร?

ตอบ  ทุกชีวิตบนโลกขึ้นอยู่กับดวงอาทิตย์

แต่เธอไม่สามารถกล่าวโทษดวงอาทิตย์ต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันคือสาเหตุสูงสุด

แสงเป็นสาเหตุของสีของดอกไม้ แต่มันไม่ได้ควบคุม หรือรับผืดชอบต่อสีของดอกไม้โดยตรง

มันแค่ทำให้สีของดอกไม้เป็นไปได้ เท่านั้นเอง

 

ถาม  สื่งที่ผมไม่ชอบในเรื่องทั้งหมดนี้คือการเข้าไปหลบภัยในพลังสากล

ตอบ  เธอไม่สามารถเถียงข้อเท็จจริงได้

 

ถาม  ข้อเท็จจริงของใคร? ของผม หรือของท่าน?

ตอบ  ของเธอน่ะสิ เธอไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงของฉัน เพราะเธอไม่รู้จักมัน

ถึงแม้เธอจะสามารถรู้จักมันได้ เธอก็จะไม่ปฏิเสธมันอยู่อี

ปัญหาอยู่ตรงนี้

เธอคิดว่าจินตนาการของเธอเป็นข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงของฉันเป็นจินตนาการ

ฉันรู้แน่ชัดว่าทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว

ความแตกต่างไม่สามารถแบ่งแยก

เธอต้องไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย หรือไม่ก็ต้องรับผิดชอบทุกสิ่ง

การจินตนาการว่าเธอควบคุม และรับผิดชอบต่อร่างกายเพียงร่างเดียว เป็นความผิดปกติของกาย-ใจ

 

ถาม  แต่ถึงยังไงท่านก็ถูกจำกัดด้วยร่างกายของท่าน

ตอบ  ก็เพียงแค่เฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับร่างกายเท่านั้น ซึ่งฉันไม่ได้รังเกียจอะไร

มันเหมือนเธอต้องอดทนต่อฤดูกาลของปี

มันมา มันไป – มันแทบไม่ส่งผลอะไรต่อฉัน

ในทำนองเดียวกัน กาย-ใจ มาแล้วก็ไป – ชีวิตแสวงหาการแสดงตัวอันใหม่ อย่างไม่สิ้นสุด

 

ถาม  ตราบใดที่ท่านไม่นำความชั่วร้ายให้เป็นภาระของพระเจ้าผมก็พอใจแล้ว

เท่าที่ผมรู้ พระเจ้าอาจมีอยู่ แต่สำหรับผม พระเจ้าเป็นแค่แนวคิดที่ฉายออกมาจากใจของคน

พระเจ้าอาจเป็นจริงสำหรับท่าน แต่สำหรับผม สังคมเป็นจริงมากกว่าพระเจ้า เพราะผมเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นและเป็นนักโทษของมัน

ค่านิยมของท่านคือปัญญาและความกรุณา ความเห็นแก่ตัวที่ชาญฉลาดของสังคม

ผมอยู่ในโลกที่แตกต่างจากท่าน

ตอบ  ไม่มีอะไรบังคับคุณนี่

 

ถาม  ไม่มีอะไรบังคับท่าน แต่ผมถูกบีบบังคับ

โลกของผมเป็นโลกแห่งความชั่วร้าย เต็มไปด้วยน้ำตา ความดิ้นรน และความเจ็บปวด

การพยายามอธิบายให้มันพ้นๆไปโดยใช้คำพูดฉลาดๆ โดยการพูดถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ และกรรม เป็นแค่การเติมการสบประมาทลงบนบาดแผล

พระเจ้าแห่งโลกที่ชั่วร้าย เป็นพระเจ้าที่โหดร้าย

ตอบ  เธอคือพระเจ้าของโลกของเธอ และเธอทั้งโง่เขลาและโหดร้าย

จงปล่อยให้พระเจ้าเป็นแค่แนวคิด – การสร้างสรรค์ของเธอ

ค้นหาว่าเธอคือใคร เธอมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมเธอจึงโหยหาความจริงแท้ ความดี และความงามในโลกที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย

เธอมาถกเถียงเรื่องมีหรือไม่มีพระเจ้า จะเกิดประโยชน์อะไร เมื่อเธอไม่รู้เลยว่าพระเจ้าคือใคร และเธอกำลังพูดถึงอะไร

พระเจ้าที่เกิดจากความกลัวและความหวัง ขึ้นรูปโดยความต้องการและจินตนาการ ย่อมไม่ใช่พลัง ไม่ใช่ใจ และไม่ใช่หัวใจของจักรวาล

 

ถาม  ผมเห็นด้วยว่าโลกที่ผมอาศัยอยู่และพระเจ้าที่ผมเคารพนับถือล้วนเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากจินตนาการ

แต่ทั้งสองอย่างนี้ถูกสร้างขึ้นจากความต้องการได้อย่างไร?

ทำไมผมต้องจินตนาการโลกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและพระเจ้าที่เฉยเมยเช่นนั้น?

ผมเป็นอะไร ทำไมผมจึงทรมานตัวเองอย่างโหดร้ายขนาดนั้น?

ท่านผู้บรรลุธรรมผ่านมาและบอกผมว่า “มันเป็นแค่ความฝัน เธอต้องตื่นขึ้นเสียที” แต่ท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความฝันของผมด้วยไม่ใช่หรือ?

ผมรู้สึกว่าตัวเองติดกับและไม่เห็นทางออก

ท่านบอกว่าท่านเป็นอิสระ

ท่านเป็นอิสระจากอะไร?

ได้โปรด อย่าป้อนคำพูดต่างๆให้ผม ช่วยทำให้ผมบรรลุ ช่วยให้ผมตื่นขึ้น เพราะท่านเท่านั้นที่เห็นว่าผมกำลังพลิกตัวกลับไปกลับมาอยู่ในความหลับไหล

ตอบ  เมื่อฉันพูดว่าฉันเป็นอิสระ ฉันแค่พูดความจริง

ถ้าเธอเป็นผู้ใหญ่ เธอก็อิสระจากความเป็นเด็ก

ฉันเป็นอิสระจากการบรรยายทั้งปวง และการบ่งบอกทั้งปวง

สิ่งต่างๆที่เธอได้ยิน มองเห็น หรือคิดเกี่ยวกับมัน ฉันไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น

ฉันเป็นอิสระจากความเป็นสิ่งที่แลเห็นหรือสิ่งที่คิดขึ้น

 

ถาม  แต่ท่านก็มีร่างกาย และท่านขึ้นอยู่กับมัน

ตอบ  เธอคิดเอาเองว่าความเห็นของเธอเท่านั้นที่ถูกต้อง

ฉันขอพูดซ้ำอีกครั้ง – ฉันไม่ใช่ ฉันไม่เคยใช่ และฉันจะไม่ใช่ร่างกาย

สำหรับฉัน นี่คือข้อเท็จจริง

ฉันเองก็เคยอยู่ภายใต้มายาว่ามีตัวฉันเกิดมา แต่คุรุของฉันทำให้ฉันเห็นว่าความเกิดและความตายเป็นเพียงแค่ความคิด – ความเกิดเป็นเพียงแค่ความคิดว่า “ฉันมีร่างกาย”

และความตาย เป็นแค่ความคิดว่า “ฉันสูญเสียร่างกายของฉัน”

ขณะนี้ เมื่อฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่ร่างกาย ดังนั้นร่างกายอาจจะอยู่หรืออาจจะไม่อยู่ที่นั่น – มันจะต่างกันอย่างไร?

กายใจเป็นเหมือนห้อง

มันอยู่ที่นั่น แต่ฉันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในนั้นตลอดเวลา

 

ถาม แต่มันก็มีร่างกาย และท่านก็ดูแลมัน

ตอบ  พลังที่สร้างร่างกายต่างหากที่ดูแลมัน

 

ถาม  เรากระโดดจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่งตลอดเวลา

ตอบ  มีแค่สองระดับให้พิจารณา – ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นระดับทางกายภาพ – และแนวคิดซึ่งเป็นระดับทางใจ

ฉันอยู่เหนือทั้งสองระดับ

ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือแนวคิดของเธอ ล้วนไม่ใช่ของฉัน

สิ่งที่ฉันเห็นอยู่เหนือจากนั้น

ข้ามมาอยู่ด้านเดียวกับฉัน แล้วมองเห็นมันด้วยกัน

 

ถาม  สิ่งที่ผมอยากพูดมันไม่ซับซ้อนเลย

ตราบใดที่ผมเชื่อว่า “ฉันเป็นร่างกาย” ผมต้องไม่พูดว่า “พระเจ้าจะดูแลร่างกายของฉัน”

พระเจ้าจะไม่ดูแลมัน พระองค์จะปล่อยให้มันอดหยาก ป่วย และตาย

ตอบ  เธอจะคาดหวังอะไรอื่นจากร่างกายล่ะ?

ทำไมเธอจึงห่วงใยมันนัก?

เพราะเธอคิดว่าเธอคือร่างกาย เธอต้องการให้ไม่มีอะไรทำลายมันได้

เธอสามารถยืดอายุของมันไปได้มากโดยการฝึกปฏิบัติที่เหมาะสม แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดอันใด?

 

ถาม  การมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ดี

มันทำให้เรามีโอกาสหลีกเลี่ยงความผิดพลาดของวัยเด็กและวัยรุ่น ความเครียดของวัยผู้ใหญ่ ความทุกข์ทรมานและความโง่ของวัยชรา

ตอบ  ถ้าอย่างนั้นเธอก็มีชีวิตยืนยาวไปเถอะ

แต่เธอไม่ใช่ผู้ควบคุม

เธอจะกำหนดวันเกิดและวันตายของตัวเองได้ไหม?

เราไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน

ภาษาของเธอเป็นการพูดให้เชื่อ ท้งหมดโยงอยู่กับการคาดคะเนและสมมติฐาน

เธอพูดอย่างมั่นใจถึงสิ่งซึ่งเธอไม่มีความมั่นใจในมัน

 

ถาม  เพราะอย่างนั้น ผมจึงอยู่ที่นี่

ตอบ  เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันอยู่ที่นี่

เข้ามาสิ แต่เธอไม่เข้ามา

เธอต้องการให้ฉันมีชีวิตเหมือนเธอ รู้สึกแบบเดียวกับเธอ ใช้ภาษาของเธอ

ฉันทำไม่ได้ และนั่นไม่ช่วยอะไรเธอ

เธอต้องมาหาฉัน

ถ้อยคำเป็นเรื่องของใจ และใจมืดมัวและบิดเบี้ยว

ดังนั้นสิ่งสูงสุดจึงต้องอยู่เหนือถ้อยคำและข้ามมาอยู่ข้างเดียวกับฉัน

 

ถาม  กรุณานำผมข้ามไปด้วย

ตอบ  ฉันกำลังทำอย่างนั้น แต่เธอต่อต้าน

เธอทำให้ความคิดเห็นเป็นจริง ในขณะที่ความคิดเห็นคือความบิดเบี้ยวของความเป็นจริง

จงละทิ้งการสร้างความคิดเห็นทั้งหมด และอยู่กับความเงียบ และเอาใจใส่

จงจริงจังกับมัน แล้วทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีสำหรับเธอ

 

ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช

“I AM THAT”

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน i am that 30

คำสำคัญ (Tags)#I am THAT#ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช#คุรุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือตัวตนภายในของเธอ

หมายเลขบันทึก: 637675, เขียน: 23 Sep 2017 @ 16:56 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)