มูลนิธิสยามกัมมาจลรับหน้าที่นำเงินที่ภาคีของธนาคารไทยพาณิชย์บริจาคช่วยชุมชนที่ประสบภัยสึนามิ ส่วนที่เหลือค้างอยู่ราวๆ ๒๐ ล้านบาท   ไปช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนที่เคยประสบภัยสึนามิ    ให้เป็นชุมชนที่จัดการตนเองได้    ดังเคยเล่าไว้ที่

บ่ายวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ มูลนิธิสยามกัมมาจล จัดการประชุมนำเสนอรายงานสังเคราะห์ผล การทำงานในโครงการนี้    หลังจากดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕  

เป้าหมายของโครงการนี้ชัดเจนมาก    คือให้เกิดชุมชนบริหารจัดการตนเอง   มีความต่อเนื่องยั่งยืน 

ฝ่ายรับทุนไปปฏิบัติก็ต้องตีความ “บริหารจัดการตนเอง” ของชุมชน ว่ามีความหมายอย่างไร    หาหลักฐานอะไรมาสนับสนุน    

หลังจากผมเฝ้ามองโครงการนี้มาตลอด ๕ ปี    ผมตีความว่า ความสามารถในการจัดการ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กับหน่วยงานภาครัฐ    และหน่วยให้ทุนในรูปแบบต่างๆ น่าจะเป็นดัชนีบอก ความสามารถในการจัดการตนเอง ในมิติสูงสุด    ทีมสังเคราะห์ผลการทำงานบอกว่า “มีอำนาจตัดสินใจในชีวิตชุมชนด้วยตนเอง”    

รศ. ปาริชาติ วลัยเสถียร หัวหน้าทีมสังเคราะห์ผลงาน  เอ่ยถึงการสร้างตัวคูณ    ที่ทำงานเป็นพี่เลี้ยง แก่แกนนำในชุมชน    และตัวคูณที่เป็นแกนนำส่งต่อรุ่นสู่รุ่น    เป็นปัจจัยความต่อเนื่องยั่งยืนในความสามารถ จัดการตนเองของชุมชน

เราตั้งคำถามและช่วยกันตอบว่า “ชุมชนมีความสามารถบริหารจัดการตนเอง” หมายความว่าอย่างไร    มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ชุมชนมีความสามารถนั้น    และปัจจัยที่ “ชักใบให้เรือเสีย” ในเรื่องดังกล่าวคืออะไร  

คุณเชษฐ์ พี่เลี้ยงรุ่นสองของสตูล บอกว่า “ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเอง” หมายความว่า ชุมชนใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ   และมีข้อมูลที่เป็นจริงสำหรับใช้ในการตัดสินใจนั้น   รวมทั้งมีแผนและ ยุทธศาสตร์ร่วมชัดเจน    มีระบบโครงสร้างกลไกในการทำงานทั้งกลุ่มย่อย และกลุ่มกลาง,    วิเคราะห์ปัจจัยภายนอกได้,   ประสานภารกิจจากภายนอกเข้ากับสิ่งที่ตนอยากทำได้,     มีภาคีทำนองเดียวกัน จากพื้นที่อื่นร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้,   และมีทีมสนับสนุน เช่น มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น, มูลนิธิสยามกัมมาจล     

ปัจจัยหนุนเสริมให้เกิดความสามารถดังกล่าวคือ การมีเป้าร่วมที่ถูกต้อง   เรียนรู้จากการลงมือทำ   และการเอาความรู้จากภายนอก เข้าไป ลปรร. กับคนในพื้นที่    

ปัจจัยชักใบให้เรือเสีย  ได้แก่ ความเร่งรีบตัดสินใจ    ความยึดมั่นรูปแบบ (prototype myth)    และสภาพที่ความรู้ไม่พอ    คุณเชษฐ์ไม่ได้พูดถึงหน่วยงานและโครงการภาครัฐ หรือโครงการจากภายนอก     ที่เข้าไปให้เงินสนับสนุนชุมชนเพื่อสร้างผลงานของตนโดยไม่ได้สนใจว่าโครงการและวิธีการสร้างความสัมพันธ์ กับชาวบ้าน จะทำลายความเข้มแข็งของชุมชนหรือไม่    แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวชักใบให้เรือเสีย ที่พบบ่อยที่สุด   พอๆ กันกับเรื่องผลประโยชน์และเรื่องการเมืองในท้องถิ่น

สุนทรียสนทนาเรื่อง ความสามารถบริหารจัดการตนเองของชุมชน นี้ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง     และเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามาก    เกิดการเรียนรู้มาก    เมื่อทีมมูลนิธิสยามกัมมาจลสรุปสาระอย่างครบถ้วน แล้ว  ผมจะนำมาเผยแพร่ต่อ

เอามาเล่า เพื่อจะชี้ให้เห็นความละเอียดอ่อนของการพัฒนาบ้านเมืองให้มีความเข้มแข็งจริงๆ    ต้องช่วยกันสร้างความเป็นตัวของตัวเองในทุกระดับ    โดยต้องมีกลไกเรียนรู้จากการดำรงชีวิตของผู้คน    ที่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกัน    รวมทั้งต้องมีข้อมูล และแปลงข้อมูลเป็นความรู้สำหรับใช้งานเป็น    

ที่สำคัญ ชุมชนมีระดับพัฒนาการไม่เหมือนกัน    ประสบการณ์ที่เป็นพื้นฐานความรู้สำหรับนำมาใช้ ในการพัฒนาชุมชนของตนก็ไม่เหมือนกัน    เป็นรายละเอียดที่พี่เลี้ยงหรือนักพัฒนาจะต้องเอาใจใส่      

วิจารณ์ พานิช

๑๖ ส.ค. ๖๐