นับเป็นก้าวใหม่ ในการตามรอยโครงการพระราชดำริ..ครั้งแรกของผม ที่สุดแสนประทับใจ..ได้แบบอย่างตามคำที่พ่อสอนไว้ ให้พสกนิกรของพระองค์..มีความเพียรพยายาม..และหมั่นช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา ตลอดจนปลุกจิตสำนึกให้ผม มีความมุ่งมั่นที่จะตามรอยพ่อ..พออยู่..พอกิน..และพอเพียง...

        ผมเก็บความรู้สึกอยากได้ใคร่รู้มานานนับปี..คิดอยู่เสมอว่า จะเริ่มต้นศึกษาโครงการตามพระราชดำริเมื่อไหร่ดี..และจะเริ่มเดินทางตามรอย..การทรงงาน..ของพระองค์ท่านที่ไหนก่อน..ที่ไม่ไกลมากนัก..

        นอกจากไม่ไกลแล้ว..ยังจะต้องเป็นโครงการฯ..ที่ติดค้างอยู่ในหัวใจในระดับต้นๆ จะได้เพิ่มความอยากรู้อยากเห็น..การเดินทางจะได้ตื่นเต้นเร้าใจ..มีภาพและเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง..ผมตัดสินใจไปศึกษาโครงการ..ชั่งหัวมัน..เป็นอันดับแรก

        ผมใช้เวลาในวันหยุดสุดพิเศษ..ในวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าอยู่โรงเรียน..ก็จะวนเวียนในไร่นาสวนผสม ในแปลงเกษตรอินทรีย์ มีน้ำหมักชีวภาพเป็นตัวเร่งผลผลิต..แต่อาทิตย์นี้ต้องหยุดพักไว้ก่อน..ขอไปศึกษาเรียนรู้โครงการพระราชดำริ..ณ ที่ตั้ง..ตามที่ได้ใฝ่ฝัน...

        ผมออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ สู่จุดหมายปลายทางที่ จ.เพชรบุรี เลยออกไปจากตัวเมืองเพชรบุรี ไม่ไกลนัก..ก็ถึงโครงการฯ..คำว่า..ชั่งหัวมัน..อยู่ในป้ายใหญ่โตอลังการ รายล้อมด้วยขุนเขา ทอดยาวอย่างสวยงาม ..สัมผัสได้ถึงบรรยากาศปลอดโปร่งโล่งสบายตายิ่งนัก

        ถ่ายรูปป้ายไว้เป็นที่ระลึก..นึกขึ้นมาได้ว่า..โครงการฯที่อยู่ตรงหน้า ได้มาถึงแล้วจริงๆ อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯเลย แต่ทำไมผมเพิ่งมา..แต่ถ้าไม่มาวันนี้..เสียดายตาย..แล้วทำไมในหลวงทรงตั้งชื่อว่า..”ชั่งหัวมัน” ชื่อนี้เหมือนมีนัย เวลาท้อแท้เหนื่อยล้า ผมก็เคยนึกถึงถ้อยคำนี้..เพื่อปรับความรู้สึกในชีวิตประจำวัน..ให้สมดุล...

        ในหลวง.รัชกาลที่ ๙..พระองค์ท่านใช้สิ่งใดในชุมชนท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์..ในการตั้งชื่อโครงการฯ..ซึ่งน่าสนใจและชวนให้ติดตาม ผมจึงเดินไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์..เพื่อขออนุญาตเข้าชม..รถที่จะนำผมชมพื้นที่โครงการเกษตรกว่า ๒๐๐ ไร่ จะออกเวลา ๑๐.๓๐ น. ผมจึงมีเวลาได้ศึกษาเรื่องราวการอนุรักษ์ดิน..จากนิทรรศการบริเวณกองอำนวยการนั่นเอง...

        กว่าจะได้ขึ้นรถของโครงการฯ ผมก็อ่านแผ่นพับได้จนจบ..พบว่า..ที่ที่ผมนั่งอยู่คือ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความเอาพระทัยใส่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อเกษตรกรในการที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้ประสบความสำเร็จ และสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน..

        โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเริ่มเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล แล้วมีชาวบ้านนำมันเทศมาถวาย ช่วงนั้นพระองค์ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯ จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่นำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน จากนั้นก็เสด็จกลับกรุงเทพฯ เวลาล่วงไปเป็นเดือน เมื่อเสด็จกลับมาหัวหิน ทรงพบว่ามันเทศนั้นได้แตกใบ เลยตรัสว่า ..”มัน..อยู่ที่ไหนก็ขึ้น”

        ดังนั้น จึงมีพระราชดำริให้จัดหาที่ดิน เพื่อทำโครงการด้านการเกษตร ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจนานาชนิด และเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาที่ดินทำกินแก่เกษตรกรที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้ง...

        รถขับเคลื่อนอย่างช้าๆ พาผมชมไปจนทั่วโครงการ..อย่างเพลิดเพลิน ผมเห็นพระตำหนักทรงงานของพระองค์ท่าน เป็นบ้านไม้สองชั้นเรียบง่าย ทรงใช้พักผ่อนพระอิริยาบถเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมโครงการ รวมทั้งรถที่ทรงใช้ทรงงานก็จอดอยู่ภายในบริเวณพระตำหนักด้วย...

        ผมสังเกตพื้นที่โดยรอบโครงการ จะตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มีแปลงปลูกมะนาว แปลงอ้อย และก็ยังมีอีกหลายชนิด อาทิ สับปะรด มะพร้าว มันเทศ ส่วนพืชผักต่างๆ ก็มีอาทิ แก้วมังกร ชมพู่เพชร กล้วย ฟักทอง กะเพรา โหระพา พริก ฯลฯ

        มีแปลงปลูกข้าว ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ปลูกยางพารา โดยทั้งหมดนี้จะเน้นไม่ให้มีการใช้สารเคมี หรือหากต้องใช้ก็ต้องมีในปริมาณที่น้อยที่สุด มีฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ และแปลงเกษตรที่จัดไว้ให้คนที่แวะมาได้เยี่ยมชมด้วย...

        ก่อนกลับ..ผมแวะเข้าไปในร้านซึ่งขายผลิตภัณฑ์ของโครงการ เพื่อหาซื้อเครื่องดื่มสมุนไพร จากนั้นก็ซื้อเมล็ดพืชผักสวนครัว เลือกซื้อมาได้ ๔ ซอง ๔ อย่าง ที่น่าสนใจก็คือ..คนขายบอกว่า..ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม คือปลูกได้หลายๆครั้ง..โดยเก็บเมล็ดไว้เพาะใหม่ได้...

       นับเป็นก้าวใหม่ ในการตามรอยโครงการพระราชดำริ..ครั้งแรกของผม ที่สุดแสนประทับใจ..ได้แบบอย่างตามคำที่พ่อสอนไว้ ให้พสกนิกรของพระองค์..มีความเพียรพยายาม..และหมั่นช่วยเหลือเกื้อกูลบุคคลอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา ตลอดจนปลุกจิตสำนึกให้ผม มีความมุ่งมั่นที่จะตามรอยพ่อ..พออยู่..พอกิน..และพอเพียง...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๐  กันยายน  ๒๕๖๐