GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความตาย-ชีวิต-ความสุข

ไม่รู้ว่าผมถูกชะตากับเรื่อง "ชีวิตและความตาย" มากหรือเปล่าไม่รู้ ทุกครั้งที่ผมหาหนังสืออ่านหรือเปิดอินเตอเน็ต จะเจอเรื่องดังกล่าวมาแทบทุกครั้ง หรือบางทีเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนกำลังสนใจกัน

วันนี้เป็นอีกวันที่ชะตายากจะเลี่ยง

เริ่มจากผมค้นหารูปสวยๆ มาเป็นแบบให้ผมวาดรูปเล่น จากรูปวิว+ภาพการ์ตูนสวยๆ ดูตามไปเรื่อยๆ จนมาถึงหัวข้อความตาย (suicide) ดูแล้วรู้สึกสะท้อนใจพิกล

เลยเปลี่ยนมาดูเรื่องวิจารณ์หนัง ก็อ่านไปอ่านมาก็โดนเรื่องแนวนี้อีก

ผมเลยมาเปลี่ยนดูหนังสือการ์ตูนแทนไปเจอเรื่องหนึ่งที่ลายเล้นแปลกๆ ชื่อเรื่องว่า Say hello to Black Jack แต่พอมาดูข้างในพบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอฝึกหัดที่มาเจอเคสคนไข้มะเร็งตับอ่อนขั้นสุดท้าย แล้วปรากฎว่าหมอที่รักษามี 2 แนวทาง คือ

  • รักษาเต็มที่ ใช้ยาที่ยังอยู่ขั้นทดลอง คนไข้อาจต้องทรมาณกับอาการข้างเคียงที่ยังไม่ทราบแน่ชัด

  • หรือรักษาตามอาการไป ปล่อยให้คนไข้จากไปอย่างสงบ

อ่านแล้วอารมณ์เริ่มเปลี่ยนกลับมาอ่านกำลังภายในเป็นการปรับอารมณ์ก่อนกลับไปพัก ก็มาเจอกับตอนที่พระเอกโดนทำร้ายสาหัส สูญเสียวรยุทธ์ อาจถึงขั้นพิการและถ้ารอดก็ชีวิตอาจเหลือไม่นาน

สิ่งที่ผมสนใจคือ แนวคิดของพระเอกที่ชืดชาต่อชีวิตตนเอง ใช้ชีวิตที่เหลือออกเดินทางต่อไป แม้ทราบว่าจะมีศัตรูลอบทำร้ายตนอยู่ก็ตาม

พระเอกยังยิ้มรับกับชีวิตที่เหลือได้ ตอนแรกผมคิดในใจว่า "คนแต่งเขียนโอเวอไปหรือเปล่า" แต่พออ่านต่อๆ ไปก้เข้าใจ สรุปได้ว่า "...ต่อให้เหลือชีวิตเพียง 1 วันแล้วเป็นไร จะให้ข้านั่งอุดอู้ด้วยความหวาดกลัวว่าจะมีใครมาลอบฆ่า ถ้าต้องมีชีวิตด้วยความทุกข์เช่นนั้น ต่อให้ทำให้ข้ายืดอายุได้เป็นปีหรือสิบปีข้าก็ไม่รับมันเด็ดขาด..."

ในเรื่องของความตาย แฝงด้วย มุมมองของชีวิตอีกด้านหนึ่ง ไปด้วยกัน เช่นเดียวกับที่พระเอกเรื่องที่ผมอ่านเสนอมุมมองที่ว่า

-หากได้ใช้ชีวิตที่เราคิดว่าคุ้มค่าแล้วเราไยต้องกลัวความตายเล่า-

นี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมชอบอ่านนิยายกำลังภายใน ตัวละครส่วนมากจะเป็นเป็นพวกที่กล้าใช้ชีวิตที่ตนคิดว่าถูก เผาผลาญชีวิตตัวเองดังดาวตกลูกหนึ่ง ทั้งสว่างเจิดจ้าและงดงาม

ผมเองก็ไม่อาจหาญที่จะคิดเช่นนั้นได้ (ยังปลงไม่ตก+รักชีวิตน้อยๆ อยู่มาก) แค่เพียงวางแผนคิดว่าเราจะเหลือชีวิตอีกกี่ปี แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุขจากนี้ไปจนแก่และจากไปแค่นั้นครับ

เพียงแต่มีคำถามหนึ่งที่ผมยังคาใจตัวเองอยู่ เราใช้ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขแล้วหรือ ความสุขเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการใช่ไหม มันมีหน้าตาตัวตนอย่างไร

ความสุขมักจะมาร่วมกับความทุกข์ร่วมด้วย

  • ความสุขจากการมีชีวิต-ความทุกข์จากการเสียชีวิต 

  • ความสุขจากการได้เสพ-ความทุกข์จากการไม่ได้เสพ

  • ความสุขจากการได้รับสิ่งที่หวัง-ความทุกข์จากการสูญเสียสิ่งที่หวัง

  • ความสุขจากการได้รัก-ความทุกข์จากการพลาดรัก

  • ความสุขจากการอยู่ร่วม-ความทุกข์จากการพลัดพราก

  •  .................


จากความตายสู่ชีวิต เข้าเรื่องความสุข

วันนี้คุณมีมุมมองเรื่องความสุขอย่างไรครับ

บันทึกด้วยความสงบนาน 45 นาที อีกหนึ่งจันทร์ที่ผมมักฟุ้งซ่าน

เมามายยามจันทร์ส่อง     เหม่อมองดูท้องนภา

ชีวิตที่ใฝ่หา      แท้จริงเป็นฉันใด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 63696
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 23
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (23)

  • อ่านไปได้ครึ่งเรื่อง ผมนึกว่าคุณจันทร์เมามายจะเปลี่ยนจากคนอ่านไปเป็นคนทำบ้าง พออ่านจนจบ ถึงรู้ว่าโชคดีที่ผมคิดผิดครับ.....อิ อิ
  • สุขทุกข์อยู่ที่ใจครับ เพียงแค่ใช้มุมมองที่เหมาะสม เราก็กระโดดข้ามความทุกข์มาพบความสุขแล้วครับ พระเอกหนังสือกำลังภายในของคุณจันทร์เมามาย เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดมากครับ ในเรื่องนี้
  • ตามพี่ไมโตมา
  • ยังไม่อยากตายยังไม่ได้แต่งงานเลย
  • ฮือ ฮือๆๆๆ
  • แล้วมองใครไว้แล้วหรือยังล่ะคุณลุง
  • ลองปรึกษาคุณเมตตาดูซิ เธอสร้างประวัติศาสตร์ไว้ตั้ง 7 ตอนครึ่ง
  • ถ้าผมบอกว่า ยังไม่อยากแต่งงานบ้างนี่ จะมีความหมายเหมือนคุณลุงมั้ยเนี่ย....ฮือ ฮือ...
  • อิ อิ น่าจะดีกว่า
  • ไม่ได้ครับพี่ไมโต ลูกสอง ภรรยา ประมาณ.....คน
  • อ้าวบันทึกคุณจันทร์ฯ 
  • ขออนุญาตคุณจันทร์ฯใช้พื้นที่คุยนะครับ

สวัสดียามดึกขอรับพี่ไมโตคอนเดรีย

  • เคยมีเพื่อนถามว่าตอนนี้ผมมีความสุขหรือยัง
  • ผมไม่รู้ครับว่าจะตอบยังไง เลยยิ้มตอบไปว่าก็เหมือนเดิมละ
  • แต่ยังยิ้มได้นี่ แสดงว่ายังสุขมั้งครับ
  • แล้วพี่ขจิตนี่เป็นลุงเลยเหรอครับ อิอิ
  • เชิญพี่ขจิตเต็มที่เลยครับ ผมไม่ถือสา(ก)
  • รู้สึกความสุขของพี่ขจิต คือ การหาภรรเมียสินะ
  • ถูกมะครับ
  • ใช่ครับ คุณจันทร์เมามาย ถ้ายังยิ้มได้ ก็แสดงว่ายังมีความสุขครับ แม้ข้างในจะไม่ใช่ก็ตาม เราก็ไม่จำเป็นต้องบอกใครนี่ครับว่า ในใจเราไม่ใช่ อยู่ให้ชาวบ้านเห็นว่าเรามีความสุขนั่นแหละดีแล้วครับ โลกจะสดใสขึ้นอีกเยอะ
  • พี่ขจิตนี่เป็นคุณลุงครับ แล้วคุณจันทร์เมามาย จะเป็นลุงด้วยอีกคนมั้ยครับ ดูสง่าราศรี น่าจะเป็นได้ครับ ตอนนี้ยิ่งเอาผ้าคาดตาออก แสดงว่าถูกถอดออกจากคอลัมม์ลุงหนวดแล้ว ยิ่งเห็นราศรีจับ น่าจะเป็นคุณลุงได้อีกสักคน หรือถ้าไม่อยากไปอยู่ลำดับเดียวกับคุณลุงขจิต เอาเป็นคุณอา ก็ได้.....คุณอา.....ว   คุณอา....จันทร์เมามาย....ดูไม่จืดเชียว
  • อิ อิ
  • เรารู้ว่าเบื้องหลังของด้านหัว แล้ว มีด้านก้อย ทั้ง ๆ ที่เราไม่เห็น

และแน่นอนว่า

  • อีกด้านของการมีชีวิต คือ การที่ไม่มีชีวิต ผ่านจุดกึ่งกลางที่เรียกกันว่า "ความตาย"
  • คนที่กลัวที่จะผ่านจุดนั้น เป็นเพราะว่า

- ยังมีสิ่งต่าง ๆ มากมายมหาศาลที่อยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ หรือไม่มีแม้แต่โอกาสด้วยซ้ำที่จะทำ(แต่ก็ยังอยากทำ)

- ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายมหาศาลที่ยังอยากได้ แต่ยังไม่ได้ (บางทีก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเอามาทำไม แต่ก็จะเอาอ่ะ)

-ไม่รู้หรือเปล่าว่า ชีวิตหลังจากที่ไม่มีชีวิตแล้ว เป็นอย่างไร หรือว่าทำอะไรได้บ้าง (คงจะดีไม่น้อยถ้าคนที่ตายไปแล้ว กลับมาบอกเรา แต่ไม่ต้องมาบอกผมนะ)

-ทัศนคติที่สังคม ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตหลังความตายมันน่ากลัว(ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นก็ไม่เคยตายน่ะนะ น่าจะลองดูก่อน)

  • สิ่งเหล่านี้ ทำให้เรากลัวมากมายมหาศาล พยายามที่จะห่างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ -ท้ายที่สุดของความพยายาม เราเหลือเพียง ร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟริม กับจิตใจที่เต็มไปด้วย การยึดติด ความอิษฉาริษยา ความเห็นแก่ตัว หรืออวิชาบังตา

ท้ายที่สุด ไม่มีใครหนีความตายพ้น

ตามเข้ามาอีกที
  • ให้ตายซิ ผมชอบภาษาคุณอาเดียว เอ้ย คุณอาจันทร์เมามายจัง
  • สั้นๆ กระชับ ได้ใจความ ครบถ้วน สมบูรณ์ สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน ....สุดยอด สุดยอด
  • ผมลองพยายามตัดบางคำออกจากประโยคของคุณจันทร์เมามายแล้ว ปรากฎว่า ผมไม่สามารถตัดออกได้สักคำ ทำคำมีหน้าที่เฉพาะตามที่กำหนดไว้ หากตัดคำใดคำหนึ่งออก จะสื่อความหมายได้ไม่ชัดเจน และไม่แสดงอารมณ์ที่เด่นชัดอีกต่อไป....เยี่ยม
  • ว่าไงคุณลุง...มีคนแซวแล้ว
  • ง่า ยังไม่อยากถูกเรียกลุงเลย
  • แม้ว่าจะมีเด็กรุ้นหลานเรียกแล้วก็เหอะ
  • ขอเวลาอีกสัก 10 ปีแล้วจะยอมรับครับ อิอิ

 

  • ท่าทางจะยังไม่อยากยอมรับความจริงนะ คุณจันทร์เมามาย
  • เอ้า ให้เวลาอีก 10 ปี ทำใจซะ

 นาย อุทัย อาวรณ์

  • เป็นมุมมองที่ไกลมากครับ
  • ความเห็นผมนะครับ การที่เราจะมองไปถึงชีวิตหลังความตายนี่เป็นจุดสำคัญชี้ที่ทำให้เราคิดได้ต่างกันมากเลยครับ
  • อีกจุดหนึ่งครับที่เดี่ยวกัน คือ เรื่องกรรม การที่คนเราไม่เชื่อเรื่องกรรมว่าจะตามติดตัวไปจนถึงชาติหน้า ชาติไหน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขยันทำบาปขึ้น เพราะเห็นผลชาตินี้เลย เอื้อก
  • ถ้ามีคนกลับมาบอกได้ จะมาในรูปไหนน้า เหอๆ  แล้วคุณอุทัยว่าไงครับจะเชื่อได้ไหม ถ้ามีคนในภพหน้ามาบอกคุณ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเขาเป็นคนภพหน้า ไม่ใช่เอเลี่ยนหรือคนมาหลอกเราเล่น ประเด็นที่พูดมานี่รู้สึกจะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยากครับ
  • ชอบตรงที่บอกว่า "- ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายมหาศาลที่ยังอยากได้ แต่ยังไม่ได้ (บางทีก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเอามาทำไม แต่ก็จะเอาอ่ะ)" โดนใจครับ คนที่มีหมื่นล้านแล้วจะเอาไปอีก 7 หมื่นล้านทำไมไม่เข้าใจคนรวยเเหะ
  •  แต่ถ้ายังไม่มีภรรเมียอย่างคุณขจิตแล้วอยากมีนี่เข้าใจครับ อิอิ (แต่เจ้าตัวอยากเอามากๆ เปล่าไม่รู้เหมือนกัน)
  • สุดท้ายครับ ชีวิตหลังความตายถ้ามีจริง พวกเราคงผ่านมาแล้ว แต่ก็ยังงงครับว่าผ่านมาแล้วก่อนหน้านั้นเป็นไงน้า

 

ปล.พี่ไมโตเริ่มต้นเป็นอาเดียว ตบท้ายเป็นลุงจนด้ายนะ

  • ผมอายุน้อยนะครับ(เหลือน้อย) ยังไม่ 36 ปีเลยขอบอก เรียกลุงก็ได้ครับ ดูแก่ดี(คนเรียกนะครับ)
  • ใครว่าผมหาภรรยา ผมเลือกเหมือนกันนะครับคุณอาจันทร์ฯ
  • อยากถามพี่ไมโตนิดครับ (สงสัยตั้งกะบันทึกก่อน)
  • พี่ไมโตเห็นว่า การที่เราใช้โปรแกรมเดียวจัดการทั้งระบบ กับการมีโปรแกรมเฉพาะแยกจัดการแต่ละหน่วยงาน อย่างไหนจะดีกว่ากันครับ
  • ท่าทางผมจะกลายเป็นลุงซะแล้ว
  • ไหนๆ เป็นลุง ขอเป็นคุณลุงขายาวละกัน จบสวยดี อิอิ

 

  • ประโยคของคุณอุทัย ที่คุณจันทร์เมามายยกมา โดนใจผมเหมือนกันครับ สะดุด กึกเลย
  • คนเรา ทำเวร ทำกรรมแล้ว ก็เกิดมาใช้เวรใช้กรรม แต่เอ .....แล้วเจ้าคนแรกที่เกิดมาบนโลกนี่ เขาไปเอาเวร เอากรรมที่ไหนมาเกิดนะ

ลุงๆ

  • ไม่ได้เรียกพี่ขจิตนะครับ เหอๆ 
  • พอดีมีคนถามว่า ลุงกะลุงเจอกันเรียกไร
  • พี่ไมโตถามผมอึ้บไปเลย คนแรกเอากรรมมาจากไหน
  • คงจะเอามาจากตอนชาติก่อนที่เป็นสัตว์,พืชหรืออื่นๆ ครับ (ถ้ามีจริง)
  • พี่ไมโตตอบคำถามผมด้วยนะครับ (รออ่านอยู่)

 

  • เรียก Double ลุงครับ
  • Daddy long legs
  • นิยามคำว่า ลุง คือ พี่ชายของพ่อ
  • แสดงว่าไม่ได้เรียกตามอายุแต่วัดจาก(ขนาด)พุง?
  • วัดจากสายตาว่า(ยาว)?
  • ก็ไม่ใช่ วัดจากบุคลิก (ราศี) ตามที่พี่ไมโตว่า
  • Uncle(Sam)
  • กลับมาเป็นวิชาการก่อน
  • โปรแกรมใหญ่ขนาดสถาบัน ยังไงก็ต้องแบ่งเป็นส่วนๆ แล้วมาประกอบกันครับ แต่ละส่วนก็เหมือนกับเป็นโปรแกรมย่อย (module)ในโปรแกรมใหญ่ แต่ที่สำคัญ คือการเชื่อมโปรแกรมย่อยเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ส่วนโปรแกรมแยกจัดการเฉพาะหน่วยงานที่ต่างหน่วยต่างทำ ถึงเวลาแล้วจับมาเชื่อมกันได้ไม่สมบูรณ์ครับ ยิ่งถ้าขาดการ normalization ตัวฐานข้อมูลด้วยแล้ว ปัญหาจะยิ่งมากครับ ผมยกตัวอย่างเช่น HN เดียวกันจากเวชระเบียน นำมา Key เข้าคอมสองหน่วยงาน โดย key เข้าสองครั้ง ปรากฎว่ามีบาง record key HN ผิดบ้าง พอมาเชื่อมกัน เท่านั้นก็ปวดหัวแล้วครับ ในระบบควรเป็นการ Key ครั้งเดียว ใครอยากได้อะไรจากฐานนี้ ก็ link ไป
  • ถ้าใจของผมนะครับ ผมอยากให้ออกแบบระบบใหม่ วางระบบทั้งสถาบัน ทั้งด้านการใช้งานจริงของแต่ละหน่วยงาน และการสรุปข้อมูลในภาพรวม เพื่อใช้ในประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ทั้งระดับหน่วยงาน และผู้บริหารระดับสูง  เรื่องนี้ผมเพียงได้แต่เสนอจากมุมมองคนภายนอกครับ คุณจันทร์เมามายน่าจะตอบคำถามเหล่านี้ในเชิงรายละเอียดได้ดีกว่าผม เพียงแต่ผมรู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้ น่าจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะแสดงอาการสาหัสกว่านี้ จึงได้เสนอให้จัดเป็นวาระ ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมานั่งคุยกัน วางแผนงานอนาคตร่วมกัน แล้วแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าตั้งใจทำ จะโดยวิธีไหนก็ตาม ทุกปัญหามีทางแก้ครับ
  • ในความเห็นของผม หน่วยสารสนเทศ ควรมีหน้าที่ในการ maintenant ระบบตลอดจนดึงข้อมูลที่ใช้สรุปในภาพรวมที่ไม่ได้เขียนเป็นโปรแกรมให้ใช้งาน อย่างเช่น ดึงข้อมูลเพื่อใช้ในการทำวิจัยเป็นต้น เพื่อให้มีเวลาในการพัฒนาประสิทธิภาพของโปรแกรมให้ดีขึ้น หากหน่วยสารสนเทศ มาคอยวิ่งแก้ปัญหา software ก็ไม่ต้องมีเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่นแล้วครับ ดังนั้น ระบบที่ใช้ต้อง stable ครับ ไม่กวนคนสารสนเทศมากเกินไป
  • ดูเป็นงานเป็นการจัง
  • ขอบคุณพี่ไมโตครับ
  • จะเอาไปนอนคิดต่อ
  • ตายตาหลับแล้ว(?)

เอ๊ะ ตกลงเขาจะถามเรื่อง"ความสุข"กันอยู่ไหมคะเนี่ย อ่านลุงๆอาๆ โต้ตอบจนเพลิน ลืมไปเลยว่าตั้งใจจะเขียนอะไร

ความสุขที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่"การให้"โดยไม่หวังผลตอบแทนนะคะ ทำทีไร สุขใจทุกที ไม่เคยเป็นอย่างอื่นเลย แต่เมื่อไหร่คิดถึง"การได้"ก็จะมี"ทุกข์"เป็นหางว่าวตามมาทันทีแน่นอนเลยค่ะ เห็นตัวอย่างอยู่มากมายในโลกใบนี้ แต่แปลกที่คนก็แสวงหาแต่ทุกข์กันนะคะ  

โอ๋-อโณ

อ่า ยอมรับว่านอกเรื่องไปเรื่อยครับ

พี่โอ๋ พูดหมายถึงความสุขจากการปลดกิเลสออกจาตัวใช่ไหมครับ

กิเลสที่หลุดจจากตัวเรา เราจะรู้สึกเบาขึ้นทั้งจิตใจและร่างกาย

ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ