จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 4 : การทำงานแบบคู่ขนาน

จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 4 : การทำงานแบบคู่ขนาน

31 สิงหาคม 2560

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

 

ในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยบุคลากรที่เป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก” (Key or Primary Stakeholders) ได้แก่ (1) ฝ่ายการเมืองท้องถิ่น และ (2) ฝ่ายข้าราชการ “ฝ่ายประจำ” เนื่องจากบุคลากรทั้งสองฝ่ายนี้ เป็นบุคลากรหลักของ อปท. ย่อมมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิบัติงานของ อปท. โดยเฉพาะ “ปัญหาข้อพิพาทในระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย” หรือที่เรียกให้โก้หน่อยว่า “การทำงานแบบคู่ขนาน[2] ทั้งนี้ด้วยเหตุว่า ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนหรือเป้าหมายส่วนบุคคล (ส่วนตัว) ที่แตกต่างกัน ปัญหาในระหว่างผู้ที่ปฏิบัติงานท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ เป็นที่ทราบกันนานแล้ว

 

การปฏิรูปท้องถิ่นเป็น “วาทกรรม” หรือไม่

วาทกรรม (Discourse) [3] อันเป็นข้ออ้างเพื่อความชอบธรรมและให้ประชาชนหลงเชื่อว่าจะทำให้ดีขึ้น คงไม่ใช่การเพ้อฝัน แต่การพายเรือในอ่างมาถึง 3 ปี คงมิใช่คำตอบของการ “ปฏิรูปท้องถิ่น” เพราะหากจะทำจริงคงมิใช่เรื่องยาก หรือว่า คนท้องถิ่นหลงเชื่อกันไปเอง ลองมาดูข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้สรุปปัญหาและอุปสรรคของการกระจายอำนาจ ในห้วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ว่ามีทั้งหมด 7 ประเด็น [4] ที่เป็นอุปสรรค ในการกระจายอำนาจทางการเงิน การคลัง สู่ อปท. ดังนี้

(1) รัฐบาลไม่สามารถจัดแบ่งสัดส่วนรายได้ให้ อปท.ได้ถึงร้อยละ 35 ตามที่เคยตั้งเป้าไว้

(2) รัฐบาลไม่ยอมถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะทุกอย่างให้แก่ท้องถิ่น

(3) อปท.ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ

(4) อปท.ยังไม่มีรายได้ที่จัดเก็บเองอย่างเพียงพอ ต้องพึ่งพารายได้จากรัฐ

(5) ความเป็นอิสระในการบริหารงานของ อปท. กับการกำกับดูแล อปท. ของส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

(6) อปท.ในระดับบนและล่าง มีอำนาจหน้าที่ทับซ้อนกัน

(7) นโยบายรัฐมุ่งสร้างความเข้มแข็งภูมิภาคและประชาชนโดยตรง

 

ปัญหาคู่ขนานในการทำงานท้องถิ่น

มาประเดิมหาจุดร่วมจากจุดนี้ เพื่อหาคำตอบจากจุดต่างกัน การพิจารณาปัญหาจาก “คู่พิพาทขัดแย้ง” ในการทำงาน หรือ การหาคำตอบจาก “การทำงานแบบคู่ขนาน” ระหว่าง “ฝ่ายการเมืองท้องถิ่น” และ “ฝ่ายประจำท้องถิ่น” จึงเป็นสิ่งจำเป็น ลองมาเก็บประเด็นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาพพจน์ใน “เชิงลบ” (Negative) ที่ยังคงหลงเหลือฝังตามานาน เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการคิดวิเคราะห์บ้าง

(1) โจทก์มูลเหตุหลักที่เกิดขึ้นคือ กรณีที่ผู้บริหารกำกับมีลักษณะการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ใช้อำนาจโดยพลการ โดยไม่มีอำนาจ ดุลพินิจมิชอบ ไม่มีหลักธรรมาภิบาล กำกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการชี้นำ อิทธิพล ใช้แต่พระเดช แอบแฝงด้วยผลประโยชน์ แบบที่เรียกว่า “ล้วงลูกกระตุกไมค์ ตลอดเวลา”

(2) ในการบริหารงานราชการ (Public Service) นั้น ต้องยึดผลประโยชน์ประชาชนและผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก คือ ผลประโยชน์ประชาชนต้องมาก่อน ผลประโยชน์ส่วนตนที่มักมีแฝงอยู่ชนิดที่แก้ไขยากคือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” [5] ของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นเป็นข่าวการทุจริตกันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการสำคัญที่มีงบประมาณสูงแทบทุกโครงการ การอ้างเพื่อประโยชน์ของประชาชนจึงอ้างไม่เต็มปาก ตามที่ว่า ตอนหาเสียงก็ลงทุน พอได้ก็มาถอนทุน  

(3) ฝ่ายกำกับ ตรวจสอบ อปท. อาจบอกว่าจำเป็นต้องปฏิรูปท้องถิ่นด้วยเหตุผลเชิงลบตามที่ยกขึ้นมาอ้าง อาจบิดเบือนให้สังคมเข้าใจว่าท้องถิ่นมีแต่จะจ้องทุจริต ควรปฏิรูป แต่ใน อปท.ขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง ลองรวบรวมเทศบัญญัติ ข้อบัญญัติงบประมาณของท้องถิ่นดังกล่าวมาตรวจสอบดู ก็อาจพบว่า อปท. มีงบประมาณลงทุนแต่ละแห่งเพียงไม่เท่าใด หากไม่นับเทศบาลหรือ อบต.ขนาดใหญ่เขตปริมณฑล จะมีงบประมาณลงทุนเฉลี่ยประมาณ 1-3 ล้านบาทก็ถือว่ามากแล้ว ลองคิดดูว่าหาก อปท.รวมหัวกันทุจริตแล้วคงเป็นยอดงบประมาณที่น้อยมาก นอกจากนี้ภาพการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านนอกที่มีสมาชิก อบต. เกือบ 20 คน ฝ่ายบริหารทำงานกันแบบอุตสาหกรรมครอบครัว ประกอบด้วยญาติพี่น้องมาทำงาน อบต. กัน ยังเป็นภาพแบบบ้าน ๆ ที่ฝังตาผู้ที่ไม่เข้าใจบริบทบ้านนอก อาจไม่พอเพียงต่อการทุจริตได้ แต่อย่างไรก็ตามท้องถิ่นก็ยังมีภาพลบว่า ยังเป็นแหล่งทำมาหากินของนักการเมืองท้องถิ่นต่อไป ทั้งๆที่ อปท. บางแห่งเล็กมาก มีรายได้ต่ำจำนวนมาก รายได้ไม่มี มีแต่รอเงินงบประมาณอุดหนุนจากส่วนกลาง

(4) ปกติวิสัยในการทำงานของข้าราชการ ไม่ว่าจะทำงานที่ส่วนราชการใดก็สามารถทำได้ เพราะยังมีคนที่อยากเข้ามาทำงานราชการอีกมากมาย แต่การทำงานที่ต้องคอยทักท้วง แก้ไข หรือการทำงานที่ตกอยู่ “ภายใต้ความกดดัน” หรือ ภายใต้ภวังค์ใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้งานถูกต้องชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ตามแบบแผนของทางราชการ เป็นงานที่ “ค่อนข้างยาก” อาจเป็นที่เพ่งเล็งของฝ่ายการเมืองท้องถิ่น ที่มองว่าเป็นปัญหาอุปสรรคของการทำงาน ที่ทำให้ไม่สามารถสนองงานบริการสาธารณะต่อประชาชนได้อย่างทันการณ์ ทันใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมาย “การทำงานแบบคู่ขนาน” ที่อาจเป็น “คู่ปฏิปักษ์ขัดแย้ง” กันมายาวนาน ประหนึ่งว่าข้าราชการเหล่านั้นโดนไล่ผลักไสจากฝ่ายบริหารให้ย้าย แต่ระบบการการโอนย้ายกลับปิดกั้นให้ย้ายยากอีก จึงเป็นปัญหาการบริหารงานบุคคลที่ประสบแก่บุคคลากรฝ่ายประจำของท้องถิ่นมาตลอด มีข้อเสนอว่า ฝ่ายการเมือง หรือคณะผู้บริหาร (รวมฝ่ายสภาท้องถิ่น) ควรเป็นเพียงผู้นำเสนอความต้องการของประชาชนเท่านั้น ส่วนการนำความต้องการ และนโยบายไปปฏิบัติควรเป็นฝ่ายราชการประจำ ซึ่งปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยถือปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย          

(5) มีผู้คาดการณ์ และประมาณสถานการณ์งบประมาณบริหารงานบุคคลตามกฎหมายของท้องถิ่นที่ไม่เกินกว่าร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายของ อปท. [6] นั้น มีสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ ลูกจ้าง อปท. ส่วนใหญ่มีแต่เครือญาติบริวารลูกหลานฝากกันเข้ามาทำงานโดยระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) เมื่อคิดค่าใช้จ่ายบุคคลก็ไปถึงครึ่งแล้วคืออาจถึงร้อยละ 25 อันเป็นภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดแก่ อปท. โดยเฉพาะ อปท. ขนาดเล็กและขนาดกลาง          

(6) ควรมีมาตรการให้ผู้บริหาร อปท.หรือในทุกองค์กรภาครัฐ ที่มีอำนาจในการสั่งแต่งตั้งคนในบังคับบัญชาของตนเอง ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การแต่งตั้งคณะกรรมการพัสดุควรมีลักษณะเป็น “หน่วยงานภาครัฐในการจัดซื้อจัดจ้างกลาง” ตามกฎหมายใหม่ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยการบูรณาการร่วม เช่น ปปช. หรือ สตง. เป็นประธานกรรมการ หน่วยงานกำกับดูแล เป็นกรรมการ หน่วยงานเจ้าของงบประมาณ เป็นกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน เป็นกรรมการ เป็นต้น โดยให้ใช้บังคับกับคณะกรรมการพัสดุทุกคณะแล้วแต่กรณี ด้วย           

(7) กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คณะผู้บริหารท้องถิ่น และสภาท้องถิ่นเดิมที่หมดวาระปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว (ต่ออายุ) รักษาการต่อไป [7] และอยู่ยาวมานานถึง 2-3 ปี อาจทำให้นักการเมืองท้องถิ่นไม่ต้องไปห่วงคะแนนเสียงว่าจะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ เพราะ คสช.เพิ่มอำนาจในการอนุมัติงบประมาณให้จากเมื่อก่อนอำนาจนายก อปท. มีอำนาจจัดซื้อจัดจ้างภายในวงเงินตกลงราคาไม่เกิน 100,000 บาท ปัจจุบันได้เพิ่มเป็นไม่เกิน 500,000 บาท [8] ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความสบายใจ แต่ในทางกลับกัน เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประจำ ที่อาจถูกตรวจสอบ โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ หรือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ยังมีอยู่มาก จึงมีกระแสให้ยกเลิกการปฏิบัติหน้าที่ “ชั่วคราว” หรือ “การรักษาการ” นี้เสีย

(8) อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ถือเป็นข้าราชการฝ่ายประจำที่มีความรู้ มีทักษะและประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากการรับราชการมาอย่างต่อเนื่อง ที่ย่อมรับรู้ปัญหาอุปสรรคในทางปฏิบัติทุก ๆ ด้านของ อปท. มาเป็นอย่างดี และที่สำคัญคือมิได้มีส่วนได้เสียในงบประมาณหรือหน้าที่และอำนาจของ อปท. ในแต่ละประเภทโดยตรง ย่อมจะนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติได้เป็นอย่างดี

 

แม้ข้อวิตกเชิงลบจะเป็นภาพที่ฝังตาฝังใจมาตลอดว่า เมื่อรากฐานคือ “ชุมชนหมู่บ้าน” ไม่มีปากเสียง ไม่มีบทบาท ผู้บริหารท้องถิ่นผู้มีอำนาจที่มาจากการซื้อเสียง มาจากนายทุนที่ไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ประกอบกับ มีข้าราชการฝ่ายประจำที่ด้อยประสิทธิภาพ แถมยังเป็น “คู่พิพาทกัน” หรือมี “การทำงานแบบคู่ขนานกัน” แล้วย่อมเกิดปัญหาต่อ การปฏิรูปท้องถิ่นที่ต้องให้ความสำคัญกับชุมชนให้มาก ซึ่งเป็นที่เข้าใจและเรียกร้องกันมาตลอดว่า หากไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนท้องถิ่นแล้ว การเมืองประเทศไทยก็อย่าหวังว่าจะดีขึ้น

 

[1] Phachern Thammasarangkoon, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 64 ฉบับที่ 51 วันศุกร์ที่ 1 - วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน 2560, หน้า 66   & หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน 2560 ปีที่ 68 ฉบับที่ 23509 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น : บทความพิเศษ

[2]เทียบแนวคิด “การคิดแบบคู่ขนาน” (parallel thinking) พร้อมวิธีปฏิบัติจริงที่เรียกว่าหมวกความคิดหกใบ (Six thinking hats) เป็นวิธีคิดของ เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน  (Dr. Edward de Bono) ที่ใช้แก้ไขความขัดแย้งซึ่งมาจากการรับรู้คนละทิศทาง การคิดคู่ขนานเป็นแนวการคิดแบบใหม่ควบคู่ไปกับแนวการคิดแบบเดิม มีลักษณะยืดหยุ่น ประนีประนอม โดยสรุปคือ “ความคิดแบบคู่ขนานยึดหลักที่ว่า อย่าเอาความเห็นที่ขัดแย้งมาปะทะกัน ให้วางเรียงขนานกันไว้แล้วประเมินผลได้เสียอย่างเป็นระบบ”

นอกจากนี้ ยังมีคำเทียบเคียงอีกหลาย ๆ คำ ได้แก่

การอภิปรายคู่ขนาน (parallel discussion)

ทีมคู่ขนาน (Parallel Team) ทำงานคู่กับงานประจำ

หลักสูตรคู่ขนาน เรียนควบกันไปแล้วได้ปริญญา 2 ใบ ใน 2 สาขา (Dual Degree)

อาจารย์ประจำในระบบคู่ขนาน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน? เสื้อแดงหรือทักษิณ? (บทความโดยใจ อึ๊งภากรณ์)

โลกคู่ขนานหรือเอกภพคู่ขนาน (Parallel universe) เป็นแนวคิด สมมุติทางวิทยาศาสตร์ อาจไม่มีอยู่จริง เป็นทฤษฎีทางฟิสิกส์คือ Quantum parallel universe ซึ่งเสนอขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1957 โดยนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันชื่อ Hugh Everett

[3]วาทกรรม, วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org/wiki/วาทกรรม   

คือรูปแบบของความคิด หรือกรอบความคิด เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นสถาบันและมีการสืบทอด “ซึ่งแสดงออกผ่านทางการพูดและเขียนอย่างจริงจัง/ประโยคหรือนิยามที่ใช้บ่อยๆ” เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งลักษณะของวาทกรรม และการปรับเปลี่ยนลักษณะของวาทกรรมนั้น ๆ

& ความหมายของ วาทกรรม,  Oknation, 5 กรกฎาคม 2551, http://oknation.nationtv.tv/bl...

“วาทกรรม” แปลมาจากคำว่า discourse แนวคิดเรื่องวาทกรรมที่นักวิชาการไทยนำมาเผยแพร่ราว พ.ศ. 2524-2525 นี้เป็นของมิแช็ล ฟูโก้ (Michel Foucault) ซึ่งพยายามเชื่อมโยงเรื่องสำคัญ 3 เรื่องเข้าด้วยกันนั่นคือ ความรู้ อำนาจและความจริง กล่าวโดยรวมๆ ได้ว่าวาทกรรมเป็นการสร้างความรู้ การผลิตความรู้หรือการนิยามความรู้บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจในการกำหนดความจริง

ฟูโกต์ได้ให้ความหมายของวาทกรรม (discourse) หมายถึง ... ประกอบกันเป็นความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหนึ่งๆซึ่งส่งผลต่อการกำหนดว่าอะไรคือความรู้ ความจริง ..

ดู ฟูโกต์, วิกิตำรา, https://th.wikibooks.org/wiki/ฟูโกต์   

[4] สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (สกถ.) ได้มอบหมายให้คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ วีระศักดิ์ เครือเทพ พร้อมคณะนักวิจัยทำการติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจของไทย ได้สรุปปัญหาและอุปสรรคของการกระจายอำนาจ ในห้วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ปี 2540 – 2556   จากการศึกษาข้อมูลภาคสนามจากกรณีตัวอย่าง อปท. จำนวน 110 แห่ง

ดู  ข้อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจของผู้ทรงคุณวุฒิบุคคลที่เกี่ยวข้องใน “ 15 ปีการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" , สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ตุลาคม 2558, http://61.19.113.77/test02/file_data/201608151515431.pdf 

ยุคติดกับดักทางการเมือง ปี 2549 - 2556 บ้านเมืองประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในวงกว้าง ส่วนราชการหลายแห่งมีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะยังคงรวมศูนย์อำนาจและการดำเนินภารกิจต่อไป และกลายเป็นการเปิดช่องทางให้นักการเมืองระดับชาติแทรกแซงการกระจายอำนาจได้ง่ายขึ้นโดยการสร้างระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับ อปท. แบบทวีคูณ
ปี 2556 - 2557 เริ่มเกิดกระแสผลักดันจากภาคประชาชนและกลุ่มเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อการปฏิรูปอีกครั้งที่เรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจขนานใหญ่ โดยการเรียกร้องให้มีการปกครองตนเองเต็มพื้นที่จังหวัดและมีการยุบเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค (หรืออย่างน้อยต้องยกเครื่องบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคขนาดใหญ่)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาณุ ธรรมสุวรรณ, การติดตามผลการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปี งบประมาณ 2546, http://kpi.ac.th/media/pdf/M7_...  

มีการถ่ายโอนภารกิจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว จำนวน 158 ภารกิจ จากทั้งหมด 245 ภารกิจ (ข้อมูล 27 มิถุนายน 2546) และเพิ่มเป็น 164 ภารกิจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546

[5]“ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict of Interest-COI) หมายถึง สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ ส่วนตนอยู่และมีการใช้อิทธิพลตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิด ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์ ทับซ้อนมีหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดอยู่ในรูปของตัวเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ รวมถึงผลประโยชน์อื่นๆที่ไม่ใช่ในรูปตัวเงินหรือทรัพย์สินก็ได้ อาทิ การแต่งตั้งพรรคพวก เข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ทั้งในหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทจำกัด หรือการที่บุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจให้ญาติพี่น้องหรือบริษัทที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับสัมปทานหรือผลประโยชน์ จากทางราชการโดยมิชอบ ฯลฯ

ดู http://203.157.7.46/uploadFile....  

[6] พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542  มาตรา 35  “ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้าง ที่นำมาจากเงินรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกำหนดสูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้ ”,   http://www.local.moi.go.th/200...

[7] ปลดล็อกคำสั่ง คสช. 85/2557 เลือกตั้ง'ท้องถิ่น, กรุงเทพธุรกิจ, 29 มีนาคม 2560, www.bangkokbiznews.com/blog/de...

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 85/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ให้งดการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ครบวาระหรือพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 1/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว สั่ง ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 5 มกราคม 2558

[8]ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, http://www.gprocurement.go.th/...

หนังสือแจ้งเวียน ด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ) 0421.3/ว 299 ลว. 28 ส.ค. 58 ขยายวงเงินวิธีตกลงราคา เป็นไม่เกิน 500,000 บาท อำนาจของหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุโดยวิธีตกลงราคา ตามระเบียบฯ ข้อ 39 วรรคแรก

ตามหนังสือเวียน ว 299 เป็นการกำหนดในเรื่องของการขยายวงเงินในการจัดหาพัสดุแต่ละวิธีเท่านั้น โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2558 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 และตามหนังสือเวียน ว 145 ได้ขยายระยะเวลากำหนดวงเงินวิธีการจัดหาพัสดุฯ ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 และขยายต่อไปจนสิ้นสุดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ซึ่งตาม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2560 ก็คือ การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท นั่นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)