22. ชีวิตคือความรักและความรักคือชีวิต
ถาม โยคกรรมเป็นสิ่งที่ต้องรู้ตัวเสมอใช่ไหม?
หรือเราอาจไม่ต้องรู้ตัวก็ได้ เมื่ออยู่ต่ำกว่าขีดจำกัดของการตระหนัก
ตอบ ในกรณีของผู้เริ่มฝึก โยคกรรมมักจะเป็นไปโดยเจตนาและต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างมาก
แต่ผู้ที่ฝึกอย่างจริงใจเป็นเวลาหลายปี มีเจตนาอยู่ที่การตื่นรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่
Sadhana ที่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งเกิดขึ้นเองและมั่นคง
ถาม คนที่เป็นนักเรียนที่จริงใจของโยคกรรมมาช่วงเวลาหนึ่ง และถูกทำให้เสียกำลังใจและละทิ้งความพยายามทั้งหมด เขาจะอยู่ในฐานะอะไร?
ตอบ สิ่งที่คนทำหรือไม่ทำ มักเป็นสิ่งหลอกลวง
ความเฉื่อยชาเมินเฉยที่เห็นด้วยคา อาจเป็นแค่การพักชั่วคราวเพื่อรวบรวมกำลัง
สาเหตุของพฤติกรรมของเราเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เราไม่ควรด่วนตำหนิหรือยกย่อง
จำไว้ว่าโยคะคืองานของความเป็นเราภายใน (vyakta) ที่กระทำต่อความเป็นเราภายนอก (vyakti)
ทั้งหมดที่ความเป็นเราภายนอกกระทำเป็นแค่การตอบสนองต่อความเป็นเราภายในเท่านั้น
ถาม แต่ความเป็นเราภายนอกก็ยังช่วย
ตอบ มันจะช่วยได้มากแค่ไหน และช่วยได้อย่างไร?
มันสามารถควบคุมร่างกายได้บางส่วนและสามารถปรับปรุงท่าทางและการหายใจ
แต่มันควบคุมความคิดและความรู้สึกของใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตัวมันเองคือใจ
มันคือความเป็นเราภายในที่ควบคุมความเป็นเราภายนอก
ความเป็นเราภายนอกจะฉลาดถ้าเชื่อฟัง
ถาม ถ้าความเป็นเราภายในคือสิ่งที่รับผิดชอบต่อพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ แล้วทำไมความเป็นเราภายนอกจึงต้องถูกเคี่ยวเข็ญและส่งเสริมมากอย่างนั้น?
ตอบ ความเป็นเราภายนอกช่วยได้โดยการเงียบไว้และเป็นอิสระจากความต้องการและความกลัว
เธอจะสังเกตได้ว่าคำแนะนำทั้งหมดที่ความเป็นเราภายนอกได้รับจะอยู่ในรูปของการปฏิเสธ – อย่า หยุด ห้าม มาก่อน ยอมแพ้ เสียสละ ยอม เห็นสิ่งผิดเป็นสิ่งผิด
แม้คำอธิบายถึงความเป็นจริงที่บอกในลักษณะของการปฏิเสธ – ไม่ใช่นี่ ไม่ใช่นี่ (neti, neti)
สิ่งเชิงบวกทั้งหมดเป็นของความเป็นเราภายใน เช่นเดียวกับความตายตัวทั้งหมด เป็นของความจริงแท้
ถาม เราจะจำแนกความเป็นเราภายในออกจากความเป็นเราภายนอกได้อย่างไรในประสบการณ์จริง?
ตอบ ความเป็นเราภายในเป็นต้นตอของแรงบันดาลใจ ความเป็นเราภายนอกมีความทรงจำเป็นตัวขับเคลื่อน
ต้นตอเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ ในขณะที่ความทรงจำทั้งหมดต้องเริ่มต้น ณที่ใดที่หนึ่ง
ดังนั้น ความเป็นเราภายนอกเป็นสิ่งแน่นอน แต่ความความเป็นเราภายในเป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ด้วยถ้อยคำ
ความผิดพลาดของนักเรียนมีเพราะเขาคิดไปเองว่าความเป็นเราภายในนั้นเป็นอะไรบางสิ่งที่ยึดเกาะได้ และลืมว่าสิ่งถูกรู้ทั้งหมดเป็นของชั่วคราว ดังนั้นจึงไม่มีอยู่จริง
มีเพียงสิ่งซึ่งทำให้การรับรู้เป็นไปได้ ซึ่งเราเรียกว่า ชีวิต หรือ Brahman หรืออื่นๆ เป็นสิ่งมีอยู่จริง
ถาม ชีวิตจำเป็นต้องมีร่างกายเพื่อแสดงตัวหรือเปล่า?
ตอบ ร่างกายแสวงหาที่จะมีชีวิต
ชีวิตไม่ได้ต้องการร่างกาย มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่ต้องการชีวิต
ถาม ชีวิตทำอย่างนั้นด้วยความจงใจหรือเปล่า?
ตอบ ความรักแสดงออกด้วยความจงใจหรือเปล่า?
ใช่และไม่ใช่
ชีวิตคือความรักและความรักคือชีวิต
มีอะไรหรือที่รักษาร่างกายนี้ให้เป็นกลุ่มก้อนอยู่ได้ถ้าไม่ใช่ความรัก?
ความต้องการคืออะไร ถ้าไม่ใช่ความรักตัวเอง?
ความกลัวคืออะไร ถ้าไม่ใช่แรงกระตุ้นเพื่อปกป้อง?
และความรู้คืออะไรถ้าไม่ใช่ความรักความจริง?
วิธีการและรูปแบบอาจผิดได้ แต่แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังคือความรักเสมอ – ความรักตัวฉันและของฉัน
ตัวฉันและของฉันอาจเล็ก หรืออาจระเบิดออกและโอบล้อมจักรวาลทั้งหมด แต่ความรักยังเหลืออยู่
ถาม การพูดออกนามพระเจ้าซ้ำๆเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วไปในอินเดีย การทำเช่นนั้นมีอานิสงส์อย่างไร?
ตอบ เมื่อเธอรู้จักชื่อของสิ่งของ หรือบุคคล เธอจะพบมันได้ง่ายมาก
เมื่อกล่าวเรียกชื่อพระเจ้า จะทำให้พระเจ้าปรากฏแก่เธอ
ถาม พระเจ้าจะปรากฏออกมาในลักษณะอย่างไร?
ตอบ ในรูปแบบตามความคาดหมายของเธอ
ถ้าเธอโชคไม่ดี และเทวดาองค์หนึ่งบอก mantra ให้เธอท่องไว้แล้วจะโชคดี และเธอกล่าวมนต์นั้นๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเชื่อและศรัทธา โชคร้ายของเธอก็จะเปลี่ยนไป
ความเชื่อมั่นและศรัทธามีพลังแรงมากกว่าโชคชะตา
โชคชะตาเป็นผลของเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นจึงเป็นการถักทอขึ้นอย่างหลวมๆ
ความเชื่อมั่น และความหวังที่ดี จะสามารถเอาชนะมันได้โดยง่าย
ถาม เมื่อมีการท่องบ่นมนต์ mantra ซ้ำๆ ทำให้เกิดอะไรขึ้น?
ตอบ เสียงของมนต์ทำให้เกิดรูปร่างซึ่งครอบงำธรรมชาติเดิม
ธรรมชาติเดิมสามารถครอบงำรูปร่างใดๆ – และทำงานของมันผ่านทางรูปร่างนั้น
ธรรมชาติเดิมแสดงตัวของมันออกมาผ่านทางการกระทำ – และมนต์ คือพลังงานที่อยู่ในรูปแบบของการกระทำ
มันกระทำต่อเธอ มันกระทำต่อสิ่งแวดล้อมของเธอ
ถาม มนต์เป็นขนบธรรมเนียม มันต้องเป็นเช่นนั้นหรือ?
ตอบ เป็นเวลานมนานมาแล้ว ความเชื่อมโยงได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างคำบางอย่าง และพลังงานที่สอดคล้องกัน และถูกทำให้แรงมากขึ้นโดยการพูดซ้ำนับคนั้งไม่ถ้วน
มันเหมือนถนนที่ให้คนเดินไป
มันเป็นเส้นทางที่ง่ายต่อการเดิน ข ใช้แค่ศรัทธาเท่านั้นเอง
เธอวางใจและเชื่อใจในถนนว่าจะนำเธอไปถึงจุดหมายปลายทาง
ถาม ในยุโรป ไม่มีธรรมเนียมการท่องมนต์ ยกเว้นในลำดับที่กำหนดไว้แล้ว แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไรต่อเยาวชนในโลกตะวันตก?
ตอบ ไม่มี นอกเสียจากว่าเขาจะสนใจมันจริงๆ
สำหรับพวกเขา วิธีการที่ถูกคือการยึดมั่นอยู่กับความคิด ว่าเขาคือพื้นรองรับความรู้ทั้งหมด เป็นควาตระหนักที่ไม่เปลี่ยนรูปและเป็นนิรันดร์ สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อประสาทสัมผัสและใจ
ถ้าเขารักษษมันไว้ในใจตลอดเวลา ตระหนักและตื่นตัว เขาได้ยึดโยงตัวเองไว้
กับการปลดปล่อยจากการยึดอยู่กับความหลง และได้พบชีวิตบริสุทธิ์พบแสงสว่าง และความรัก
ความคิดที่ว่า “ฉันคือผู้เฝ้ามองเท่านั้น” จะชำระร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์และเปิดตาปัญญา
เมื่อบุคคลก้าวพ้นมายา และใจของเขาเป็นอิสระจากความต้องการทั้งปวง
ในทำนองเดียวกันกับที่น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ และน้ำกลายเป็นไอน้ำ และไอน้ำละลายไปในอากาศ และหายไปในที่ว่าง ร่างกายก็ละลายไปเป็นความตระหนักที่บริสุทธิ์ (chidakash) และความตระหนักที่บริสุทธิ์ละลายหายไปเป็นธรรมชาติการมีอยู่เป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ (paramakash) ซึ่งอยู่เหนือการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่ทั้งปวง
ถาม ผู้บรรลุความจริงแท้ ล้วนกิน ดื่ม และนอน เหมือนคนธรรมดา
อะไรทำให้เขาทำเช่นนั้น?
ตอบ พลังที่ทำให้จักรวาลดำเนินไป คือพลังเดียวกันกับที่ทำให้เขาดำเนินไป
ถาม ทั้งหมดล้วนดำเนินไปโดยพลังเดียวกัน – อะไรคือความแตกต่าง?
ตอบ ความแตกต่างคือสิ่งนี้เท่านั้น - ผู้บรรลุความจริงแท้รู้ว่าผู้ไม่บรรลุนั้นเพียงแค่ได้ยินอแต่ไม่สามารถสัมผัสได้
พวกเขาอาจมีความรู้ และมั่นใจในความรู้ แต่ในการปฏิบัติ พวกเขาทรยศต่อพันธนาการของเขา ในขณะที่ผู้บรรลุความจริงแท้จะทำในสิ่งทีถูกต้องเสมอ
ถาม ทุกคนพูดว่า “ฉันเป็น”
ผู้บรรลุความจริงแท้ก็พูดว่า “ฉันเป็น”
ความแตกต่างอยู่ที่ไหน?
ตอบ ความแตกต่างอยู่ในความหมายของคำว่า “ฉันเป็น”
สำหรับผู้บรรลุความจริงแท้ ประสบการณ์ที่ว่า “ฉันคือโลก โลกเป็นของฉัน” เป็นจริงอย่างยิ่ง – เขาคิด รู้สึก และทำอย่างสอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง
เขาอาจไม่รู้ทฤษฎีและการปฏิบัติของการบรรลุธรรม และเขาอาจเกิดมาโดยไม่ได้อยู่ในข้อกำหนดของศาสนาหรือปรัชญาทางจิตวิญญาณใดๆ
แต่มันไม่มีข้อบกพร่องใดๆแม้แต่น้อยในความเข้าใจและความเมตตาของเขา
ถาม ผมอาจบังเอิญพบขอทาน ไร้เสื้อผ้าคลุมกายและหิวโหย และถามเขาว่า “ท่านคือใคร?”
เขาอาจตอบว่า “ฉันเป็นธรรมชาติเดิมแท้”
ผมตอบว่า “เอาละ เอาเป็นว่าเธอคือธรรมชาติเดิมแท้สูงสุด ให้เธอเปลี่ยนสภาวะปัจจุบันของเธอซะ”
เขาจะทำอย่างไร?
ตอบ เขาจะถามเธอว่า “สภาวะไหน? มันมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง? ที่ฉันเป็นอยู่มันผิดตรงไหน? ”
ถาม ทำไมเขาจึงตอบอย่างนั้น?
ตอบ เพราะเขาเป็นอิสระสิ้นเชิงแล้วจากลักษณะปรากฏ เขาไม่ยึดอยู่กับชื่อละรูปร่าง
เขาใช้ความทรงจำ แต่ความทรงจำไม่สามารถใช้เขาได้
ถาม ความรู้ทั้งหลายล้วนมีความทรงจำเป็นรากฐานมิใช่หรือ?
ตอบ ใช่ – สำหรับความรู้ระดับต่ำ
ความรู้ระดับสูง ความรู้เกี่ยวกับความจริงแท้ เป็นสิ่งมีอยู่ในธรรมชาติเดิมของคนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ถาม ผมจะพูดอย่างนี้ได้ไหมว่า ผมไม่ใช่สิ่งที่ถูกรู้ และผมก็ไม่ใช่ธรรมชาติรู้
ตอบ ตราบใดที่เธอยังเป็นผู้แสวงหา ให้ยึดความคิดว่าเธอคือความรู้ตัวที่บริสุทธิ์ และอิสระจากสิ่งถูกรู้ทั้งปวง เอาไว้ก่อน
การก้าวไปเหนือความรู้ตัวคือสภาวะสูงสุด
ถาม ความต้องการบรรลุความจริงแท้ มันก่อตัวขึ้นในความรู้ตัวหรือเหนือความรู้ตัว?
ตอบ ในความรู้ตัวสิ
ความต้องการทั้งหมดเกิดจากความทรงจำ และอยู่ภายในขอบเขตของความรู้ตัว
สิ่งที่อยู่เหนือความรู้ตัวจะอยู่เหนือความพยายามใดๆ
ความต้องการที่จะไปเหนือความรู้ตัวจึงทำให้เธอยังตกอยู่ในความรู้ตัว
ถาม แล้วมันมีร่องรอยหรือตราประทับใดๆของสิ่งที่อยู่เหนือความรู้ตัวที่จะเห็นได้ภายในความรู้ตัวหรือเปล่า?
ตอบ ไม่มี และไม่สามารถจะมีได้
ถาม ถ้าอย่างนั้น อะไรคือสิ่งเชื่อมโยงระหว่างความรู้ตัวและสภาวะที่อยู่เหนือความรู้ตัว?
เราจะพบเส้นทางระหว่างสองสภาวะซึ่งไม่มีอะไรเหมือนกันนี้ได้อย่างไร?
ความตระหนักที่บริสุทธิ์ไม่ใช่สิ่งเชื่อมโยงระหว่างสองสภาวะนี้หรือ?
ตอบ แม้ความตระหนักที่บริสุทธิ์ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้ตัว
ถาม แล้วอะไรที่อยู่เหนือความรู้ตัว ความว่างหรือ?
ตอบ ความว่างก็เป็นการพูดถึงความรู้ตัว
ความเต็มและความว่างยังเป็นของคู่
ความจริงแท้อยู่เหนือขึ้นไปอีก – ไม่ได้อยู่เหนือความรู้ตัว แต่อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
ความยากอยู่ที่คำว่า “สภาวะ”
ความจริงแท้ไม่ใช่สภาวะของอะไรบางอย่าง – มันไม่ใช่สภาวะของใจ หรือความรู้ตัว หรือจิตใจ – มันไม่ใช่อะไรบางอย่างที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด มันไม่ใช่การมีอยู่และการไม่มีอยู่
ธรรมที่เป็นของคู่ทั้งหลายล้วนอยู่ภายในมัน – แต่มันไม่ได้อยู่ในการแสดงตัวของของคู่
เธอต้องไม่คิดว่ามันคือจุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง
มันเป็นตัวมันเอง หลังจากความรู้ตัวแล้ว ไม่มีอะไรอีก
คำว่า “ฉันเป็นชาย” หรือ “ฉันเป็นพระเจ้า” ไม่มีความหมายใดๆ
เราจะได้ยินมันในความเงียบเท่านั้น
เราจะได้เห็นมันในความมืดเท่านั้น
ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช
“I AM THAT”