การขยายลัทธิจักรวรรดินิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19
เป็นผลกระทบโดยตรงจากการสำรวจทางทะเลที่ทำให้มีการยึดครองอาณานิคมในดินแดนต่างๆ และการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองที่เกิดจากการครอบครองอาณานิคมได้ส่งผลให้ประเทศต่างๆในยุโรปแข่งขันกันขยายลัทธิจักรวรรดินิยม เพื่อแย่งชิงอาณานิคมในเอเชียและแอฟริกา
ปัจจัยที่ส่งเสริมในการขยายตัวจักรวรรดินิยม
ด้านเศรษฐกิจ
การแสวงหาวัตถุดิบ ความก้าวหน้าในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปต้องการแสวงหาวัตถุดิบในดินแดนโพ้นทะเล เช่น แร่เพื่อผลิตวัสดุประเภทเหล็กผสม (Alloy steel) แร่ทองแดงสำหรับผลิตสายไฟ และยางพารา นอกจากนี้ยังต้องการนำเข้าสินค้าที่ชาวยุโรปต้องการบริโภค เช่น ชา กาแฟ และเครื่องเทศด้วย
การขยายตลาด สินค้าอุตสาหกรรมที่ประเทศต่างๆ ผลิตได้ล้วนมีปริมาณมากเกินความต้องการบริโภคในประเทศ ทำให้ประเทศอุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องการหาตลาดใหม่ๆ รองรับสินค้าของตน
เช่น แอฟริกา เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออเฉียงใต้
การลงทุน นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนมหาศาลได้ขยายการลงทุนในต่างแดน เช่น การทำเหมืองแร่ การทำไร่ขนาดใหญ่ (Plantation) และการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้รัฐบาลและธนาคารในประเทศยุโรปยังให้ผู้ปกครองท้องถิ่นในเอเชียและแอฟริกากู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศ เช่น การสร้างทางรถไฟ และเขื่อนชลประทาน โดยให้นักธุรกิจจากประเทศของตนเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง
ด้านการเมือง
กระแสชาตินิยมสมัยใหม่ที่แพร่กระจายอยู่ในยุโรปในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในฝรั่งเศสเยอรมันและอิตาลี ประชาชนในดินแดนเหล่านั้นมีความภาคภูมิใจในเกียรติภูมิเชื้อชาติ และประวัติศาสตร์ของตน ความรู้สึกชาตินิยม ทำให้ชาวฝรั่งเศสสนับสนุนจักรพรรดินโปเลียนโบนาปาร์ตหรือ
นโปเลียนที่ 1 (Napoleon Bonaparte) ทำสงครามเพื่อครอบครองยุโรปในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 อิตาลีรวมประเทศอิตาลีได้สำเร็จใน ค.ศ. 1870
เยอรมันรวมประเทศได้สำเร็จในปีถัดมา
ประเทศเหล่านี้เห็นว่าการขยายลัทธิจักรวรรดินิยม เพื่อยึดครองอาณานิคมจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเมืองให้ประเทศของตน ทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนเกียรติภูมิของชาติด้วย ดังนั้นจึงส่งเสริมให้รัฐบาลของตนขยายลัทธิจักรวรรดินิยมแข่งขันกับอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นเป็นจักรวรรดิที่มีอาณานิคมมากที่สุด
ด้านวัฒนธรรม
ชาวยุโรปภูมิใจในความเป็นชนผิวชาวที่นับถือศาสนาคริสต์ของตน ว่ามีความเหนือกว่าชนชาติอื่น ซึ่งแตกต่างจากตนทั้งเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนาธรรม เป็นพวกล้าหลัง ต้องได้รับการช่วยเหลือให้คนเหล่านั้นได้เข้าถึงศรัทธาในพระเจ้าของตนและเรียนรู้อารยธรรมของชาวตะวันตก เป็น “ภาระของคนผิวขาว(White man’s burden)” และยังเป็นการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้เผยแผ่ศาสนาด้วย ดังนั้นมิชชันนารีชาวยุโรปจำนวนมากจึงยินดีอุทิศตนทำงานช่วยเหลือชาวพื้นเมืองควบคู่กับการเผยแผ่ศาสนาในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ ทั้งในเอเชียและแอฟริกา มิชชันนารีบางกลุ่มมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขยายลัทธิจักรวรรดินิยมด้วย เช่น กรณีบาทหลวงฝรั่งเศสชักนำให้กองทัพฝรั่งเศสยึดครองเวียดนาม
การขยายลัทธิจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจตะวันตก
อังกฤษ หลังจากได้รับชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในสงครามเจ็ดปี (ค.ศ. 1756 – 1763)
ทำให้อังกฤษมีอาณานิคมเอเชีย ได้แก่ อินเดีย ลังกา พม่า คาบสมุทรมลายู (ประกอบด้วยปีนัง มะละกา รัฐมลายู สิงคโปร์และบรูไน )
แอฟริกา ได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของแอฟริกา ได้แก่ แอฟริกาใต้ แอฟริกาเหนือ แอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตะวันตก
ออสเตรเลีย อังกฤษได้อ้างสิทธิ์ยึดเข้ายึดครองทวีปออสเตรเลียในปลายทศวรรษ 1820 และได้จัดส่งนักโทษเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้าไปบุกเบิก จนได้รับสมญานามว่า “ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินในจักรวรรดิอังกฤษ”
ฝรั่งเศส
แอฟริกาเหนือ แอฟริกาตะวันตกและแอฟริกาตะวันออก
เอเชีย อินโดจีนของฝรั่งเศส ลาว กัมพูชา เวียดนาม
เยอรมนี
แอฟริกาตะวันตก แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้และแอฟริกาตะวันออก และได้พยายามขยายอิทธพลด้านเศรษฐกิจในตะวันออกกลางและจีน แต่ไม่สามารถยึดครองดินแดนได้
อิตาลี
แอฟริกาบางส่วนได้แก่ เอริเทีย (Eritrea) โซมาลีแลนด์ (Somaliland) ตริโปลี (Tripoli)และเอธิโอเปีย (Ethiopia)
รัสเซีย
ได้ขยายอิทธิพลเข้าสู่เอเชียกลางและเอเชียตะวันออก ได้ลงทุนสร้างทางรถไฟสายทรานไซบีเรีย(Trans Siberian Railroad )เชื่อมภาคตะวันตกของรัสเซียกับเมืองท่าวลาดิวอสต็อก(Vladivostcok) ต่อมาทำสงครามกับญี่ปุ่นในเรื่องแมนจูเรีย ในปี ค.ศ 1904-1905
ผลกระทบที่ต่อการพัฒนาการของทวีปอเมริกา แอฟริกาและเอเชีย
ทวีปอเมริกา
อเมริกาเหนือตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส
อเมริกาใต้ตกเป็นอาณานิคมของสเปน (ยกเว้นประเทศบราซิลเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส)
ด้านการเมือง
การขยายอำนาจของชาวสเปนในทวีปอเมริกา ทำให้อาณาจักรโบราณของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม (อาณาจักรมายา แอชเต็กและอินคา) ที่เจริญรุ่งเรืองถูกทำลายไปจนหมดสิ้น หลังจากนั้นชาวผิวขาวได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและก่อตั้งอาณานิคม ต่อมาได้กลายเป็นประเทศเอกราช
ด้านเศรษฐกิจ
ชาวยุโรปได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและจัดทำเกษตรกรรมในไร่ขนาดใหญ่ (plantation) ชาวสเปนจะจ้างชาวพื้นเมืองเป็นแรงงาน ส่วนชาวอังกฤษจะใช้ทาสผิวดำมาเป็นแรงงาน
ด้านสังคม
ดินแดนที่เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกชาติใดก็จะรับเอาวัฒนธรรมของนั้น
อเมริกาใต้ก็จะเป็นวัฒนธรรมของสเปน (ลาตินอเมริกา)
อเมริกาเหนือจะเป็นวัฒนธรรมของอังกฤษและฝรั่งเศส
ทำให้วัฒนธรรมและความเป็นชนพื้นเมืองแทบจะสูญหายไป
ทวีปแอฟริกา
ด้านการเมือง
ดินแดนในแอฟริกาถูกแบ่งแยกเป็นเขตอาณานิคมของประเทศยุโรปชาติต่างๆ ที่เข้ามาปกครองอาณานิคมในแอฟริกาโดยตรง ทำให้ระบอบปกครองดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองในแอฟริกาที่เคยอยู่ใต้การปกครองของผู้นำชนเผ่าซึ่งเป็นกษัตริย์หรือหัวหน้าเผ่าถูกทำลายไป แต่ละอาณานิคมประกอบด้วยชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ที่ขาดเอกภาพเพราะมีความแตกต่าง ทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ดังนั้นเมื่อดินแดนเหล่านั้นได้รับเอกราชและก่อตั้งเป็นประเทศต่างๆ ที่ไม่ยอมรับอำนาจ และการเป็นผู้นำประเทศของชนเผ่าอื่น ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศเหล่านั้นและยังคงเป็นปัญหาเรื้องรังมาถึงปัจจุบัน
ด้านเศรษฐกิจ
ในสมัยอาณานิคม ชาวยุโรปได้ลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจในบางพื้นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากอาณานิคม เช่น การทำเหมืองแร่ธาตุทองคำและเหมืองเพชรในแอฟริกาใต้ และเหมืองทองแดงในคองโก เป็นต้น ผลประโยชน์จากการลงทุนทั้งหมดตกอยู่กับนายทุนชาวผิวขาว ในขณะที่ชนพื้นเมืองไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงแม้กระทั่งโอกาสในการฝึกฝนเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ ดังนั้นหลังจากได้รับเอกราชแล้ว ประเทศในแอฟริกาส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาความยากจนและการขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งส่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ด้านสังคม
ชาวยุโรปไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาณานิคมพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงไม่ได้ส่งเสริมด้านการศึกษามากนัก ทำให้ชนพื้นเมืองเหล่านั้นขาดโอกาสทางการศึกษาในสมัยอาณานิคม ผู้ที่อ่านออกเขียนได้จึงเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งมักเล่าเรียนจากพวกมิชชันนารีของกลุ่มศาสนาต่างๆ ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาและสอนหนังสือให้กับชนพื้นเมือง อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองแอฟริกาไม่ได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมของชาวยุโรปมากนัก เนื่องจากชาวยุโรปไม่สนใจ ผสมผสานทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมพื้นเมืองแอฟริกา
เอเชีย
ด้านการเมือง
อาณานิคมของยุโรปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ได้รับผลกระทบด้านการเมืองการปกครองอย่างมาก เนื่องจากระบอบการปกครองแบบเดิมถูกล้มล้างโดยเฉพาะการล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ในบางประเทศ ดังกรณีของอินเดียและพม่า ส่วนบางประเทศแม้ยังคงมีสถาบันกษัตริย์หรือสุลต่านอยู่ แต่ก็ปราศจากอำนาจในการปกครองและบริหารประเทศ ดังเช่น เขมร ลาว เวียดนามและมลายู ส่วนประเทศอื่นที่ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้ แต่ก็ต้องยินยอมผ่านปรนตามนโยบายของชาติตะวันตกเพื่อความอยู่รอด เช่น จีนและญี่ปุ่นต้องยินยอมทำสนธิสัญญาเปิดเมืองท่าให้เรือของชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขาย ส่วนไทยก็ต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ
ด้านสังคม
การขยายอิทธิพลของยุโรปทำให้ประเทศในเอเชียรับวัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตกผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การพัฒนาด้านคมนาคม สาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข สถาปัตยกรรม และการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาความเจริญด้านวัตถุที่เมืองแม่นำเข้ามายังอาณานิคมของตน ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยอยู่จนถึงปัจุบัน โดยเฉพาะอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ นอกจากนี้ดินแดนที่เป็นเอกราช เช่นไทยก็มีการปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้าตามแบบตะวันตก เช่น การจัดการศึกษาแบบตะวันตก การแต่งกาย การพัฒนาด้านการสื่อสาร คมนาคมขนส่ง การสร้างถนน โรงพยาบาล ฯลฯ จึงกล่าวได้ว่าการขยายอิทธิพลของยุโรปในสมัยอาณานิคมได้ส่งผลให้วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาผสมผสานอยู่ในสังคมเอเชียต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ความคลั่งชาติ
ความรักชาติและเผ่าพันธุ์อย่างรุนแรงของผู้นำประเทศบางคนที่ต้องการสร้างประเทศของตนให้เป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ ทำให้กลายเป็นความคลั่งชาติและมีการปลุกกระแสนิยมในหมู่ประชาชนให้คล้อยตาม ความคิดและปฏิบัติตามผู้นำ เช่น
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซี (Nazi) เยอรมันต้องการสร้างประเทศเยอรมณีให้เป็นจักรวรรดิไรท์ที่ยิ่งใหญ่ และต่อต้านชาวยิว เพราะฮิตเลอร์เชื่อว่าชาวยิวเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชนเผ่าอารยัน แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในระหว่างสงครามดังกล่าว
ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์การเมือง
ความยึดมั่นในลัทธิการเมืองของผู้นำแต่ละประเทศก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดลัทธิชาตินิยมด้วย โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น ที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างประเทศที่ยึดถืออุดมการณ์การเมืองแตกต่างกัน ผู้นำบางประเทศได้ปลุกกระแสชาตินิยมให้ประชาชนคล้อยตามอุดมการณ์ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ และให้ต่อต้านอุดมการณ์ที่แตกต่างจากตนอย่างรุนแรง เช่น กรณีเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่งต่างยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนจนไม่สามารถปรองดองกัน (เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศบริเวณเส้นขนานที่ 38 บริเวณหมู่บ้านปันมุนจอม)
การขยายตัวของลัทธิชาตินิยม
ลัทธิชาตินิยมเริ่มขึ้นในทวีปยุโรปและขยายตัวในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นลัทธิชาตินิยมได้ ขยายตัวในทวีปต่างๆ อย่างรวดเร็วในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆ ถูกย่ำยีจากกองทัพของต่างชาติ เช่น กองทัพนาซีเข้ารุกรานประเทศยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก
กองทัพของญี่ปุ่นกดขี่ข่มเหงประชาชนในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามมหาเอเชียบรูพา
ส่งผลให้มีการขยายตัวของลัทธิชาตินิยม ต่อมาลัทธิชาตินิยมได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในประเทศเกิดใหม่หลังสงครามและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในดินแดนเหล่านั้น การขยายตัวของลัทธิชาตินิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 3 มีสาเหตุดังนี้
ประการที่หนึ่ง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนต่างๆ ที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจ ตลอดจนชนกลุ่มน้อยที่เคยถูกปกครองและถูกกดขี่ข่มเหงจากประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเดียวกันได้ใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ขอแยกตัวเป็นอิสระ ส่งผลให้มีประเทศเกิดใหม่เนื่องจากแรงผลักดันด้านชาตินิยมเป็นจำนวนมากในเอเชีย แอฟริกา และคาบสมุทรบอลข่าน
ประการที่สอง
ประชาชนในประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นอดีตอาณานิคมของต่างชาติถูกกระตุ้นให้มีความนึกคิดแบบชาตินิยม เนื่องจากผู้นำประเทศต้องการใช้จิตสำนึกนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เช่น เวียดนาม และเกาหลีใต้
ประการที่สาม
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต่างพยายามพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า และอาศัยความช่วยเหลือจากชาติมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ชาติมหาอำนาจจึงฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบและเรียกร้องสิ่งตอบแทน เช่น การขอตั้งฐานทัพเพื่อขยายอิทธิพลทางการทหารและการเอาเปรียบด้านการค้า กรณีเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมต่อต้านประเทศมหาอำนาจ เช่น การประท้วงขับไล่ทหารอเมริกันในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ การประท้วงสินค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย ฯลฯ
ผลของลัทธิชาตินิยม
การต่อสู้และเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเนื่องมาจากการขยายตัวของลัทธิชาตินิยมได้ส่งผลกระทบที่สำคัญคือ
ประการแรก
ทำให้เกิดสงครามเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเจ้าของอาณานิคมเดิม หรือผู้ปกครองประเทศไม่ยินยอมให้ชนกลุ่มน้อยแบ่งแยกดินแดน กลุ่มชาตินิยมจึงผลักดันให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน เช่น สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับอาณานิคมในอินโดจีน สงครามระหว่างกลุ่มเรียกร้องเอกราชในอินโดนีเซียกับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ และสงครามระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ในแหลมบอลข่าน แอฟริกา พม่า อิหร่าน และอิรัก
ประการที่สอง
ทำให้มหาอำนาจในสงครามเย็นฉวยโอกาสแทรกแซงการต่อสู้ของกลุ่มชาตินิยมในประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งเป็นผลให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง และประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังเช่น กรณีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา สงครามเวียดนาม และสงครามเกาหลี
โดยสรุป
เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกลางต่อเนื่องถึงสมัยใหม่ ได้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งในทวีปยุโรปและประชาคมโลก