บทบาทภาคธุรกิจกับการต้านทุจริต (1) : คอรัปชั่นฉันไม่ขอรับ

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560  กระทรวงอุตสาหกรรม โดย ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “บทบาทภาคธุรกิจกับการต้านทุจริตติดสินบน” ณ  โรแรมรามารการ์เด้นส์  กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการป้องกันการทุจริต และรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนเพื่อร่วมเป็นเครือข่ายในการป้องกันการทุจริต มีผู้ประกอบการและผู้สนใจเข้าร่วม จำนวน 126 คน

การสัมมนาในครั้งนี ในภาคเช้า ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ภักดี  โพธิศิริ  ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง บทบาทภาคเอกชนกับการป้องกันและยับยั้งการทุจริตในเชิงรุก ส่วนภาคบ่ายเป็นการเสวนาและอภิปรายในหัวข้อ บทบาทภาคธุรกิจการต้านทุจริต วิทยากรประกอบด้วย  คุณนิกร  สุศิริวัฒนนนท์  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  คุณสุทธิเลิศ  วีระไพบูลญ์  รองประธานสภาการเหมืองแร่   คุณวิชัย  อัศรัสกร รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  คุณนภดล  ศรีภัทรา  เลขาธิการสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  และผมทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

 ในภาคเช้า ศ.ดร.ภก.ภักดี  โพธิศิริ ได้กรุณาเล่าเรื่องราวของรูปแบบการทุจริต พฤติกรรมความเคยชินต่อการทุจริตในสังคมไทย ที่นำไปสู่มาตราการป้องกันปัญหาการทุจริต เช่น บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ  ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐะรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ 3  พ.ศ.2558 รวมไปถึง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือแม้กระทั่งระบบ ISO 37001 และส่วนสำคัญที่วิทยากรเน้นย้ำมากคือเรื่องที่ “นิติบุคคลต้องมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการทุจริต” เพื่อแนะนำให้ผู้ประกอบการได้สร้าง “ระบบควบคุมภายในขององค์กร”  เพราะเนื่องจากว่า กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ และหากมีปัญหาการทุจริตก็จะช่วยป้องกันนายจ้างจากการมีมาตรการตามกฎหมายกำหนด   การให้ความสำคัญกับกฎหมายมาตรา 123/5 ที่เป็นมาตรการในการป้องกันการให้สินบน ที่นิติบุคคลต้องปฏิบัติ รวมถึงรูปแบบการให้สินบนหรือทุจริตติดสินบนที่ทำในนามของนิติบุคคลหรือเอื้อประโยชน์ต่อนิติบุคคล ก็จะมีผลในทางกฎหมาย เพราะผู้บริหารหรือนิติบุคคลต้องรับผิดชอบ เป็นต้น


  ในภาคบ่ายเป็นการเสวนาและอภิปรายเรื่อง บทบาทภาคธุรกิจกับการต้านทุจริต............ ที่เว็บไซต์ ศปท. กระทรวงอุตสาหกรรม เขียนข่าวสรุปไว้ว่า “มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริต การปลูกฝังจิตสำนึกในการไม่ยอมรับการทุจริต และการนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่าง “รัฐ เอกชน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต และลดการติดสินบนให้หมดไป ทั้งนี้  การดำเนินการควรเริ่มจาก มีความเชื่อมั่นที่จะช่วยกันป้องกันการทุจริต พวกเราแต่ละคนจะต้องไม่ปฏิบัติตนในการส่งเสริมให้มีการทุจริต รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยร่วมผลักดันป้องกันปราบปรามการทุจริต”  (cr : http://www.industry.go.th/anti_corrupt

เท้าความ...ว่าเหตุใดถึงได้ไปร่วมที่เวทีในครั้งนี้

ก่อนหน้าที่ พี่แซม เสริมพงษ์  พรมลี เจ้าหน้าที่ของ ศปท. กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ดูแลบริหารโครงการนี้ ได้เคยชวนผมไปร่วมงานสัมมนาแล้ว แต่ผมตอบปฏิเสธไป เนื่องเพราะเป็นงานของภาคธุรกิจเอกชน  แม้จะเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะมีต้นทุนค่าเดินทางและเวลา แต่เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2560 พี่แซม ติดต่อมาว่า ขอให้ไปช่วยเป็นผู้ดำเนินงานเสวนา (เป็นวิทยากร) ช่วงนั้นผมไม่ค่อยสบายนัก เนื่องเพราะการโหมงานหนักติดต่อกันหลายวันในช่วงไปทำค่ายที่ศูนย์ฯภูพาน  สกลนคร ขณะพี่แซมคุยสายเพื่อชวนไปทำหน้าที่ ผมจึงตกปากรับคำว่า “ครับ ยินดีครับ” ต้นสายก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งหนังสือเชิญและรายละเอียดให้แล้วก็ว่างสายไป ส่วนปลายทางอย่างผม เมื่อวางสายแล้วก็เริ่มงุนงงว่า ตัวเองไปรับปากตกลง...... แล้วต้องอย่างไรต่อ เพราะลืมคิด วิเคราะห์ว่า การไปทำหน้าที่วิทยากรดำเนินรายการเสวนานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ถนัดเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าจะเคยทำหน้าที่มากอย่างหลากหลายก็ตามที... จึงเกิดความ “คึดยาก” หรือ “ลำบากใจ” ที่จะทำหน้าที่ ที่แขวนไว้ด้วยความคาดหวังจากทุกๆส่วนที่เกี่ยวข้อง (คิดในใจล่วงหน้า)

เมื่อรับปากแล้ว จึงต้องพยายามทำการบ้านโดยขอข้อมูลจากพี่แซมว่า วิทยากรที่จะร่วมเสวนามีท่านใดบ้าง  หัวข้อหรือประเด็นที่ ศปท. ต้องการจากผู้ร่วมเสวนามีเนื้อหาสาระอย่างไรบ้าง ประเด็นคำถามที่ ศปท. วางไว้มีหรือเปล่า?  พี่แซมจึงส่งรายชื่อวิทยากรและประเด็นคำถามกว้างๆมาให้.... ผมก็พยายามตามหาประวัติของแต่ละท่านผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อว่าจะได้รู้จักเขาเหล่านั้นที่จะต้องไปนั่งบนเวทีเดียวกัน อันเป็นการเรียนรู้ผู้อื่น...เพื่อเรียนรู้ตนเอง ประเด็นที่ได้มาจากพี่แซม จึงถุกผันไปเป็นคำถามที่เตรียมไป....

คำถามแรก ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เชื่อมผสานองค์กรภาคธุรกิจเอกชนในการร่วมแรงร่วมใจต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ ในโอกาสนี้ ผมจะขออนุญาตให้ท่านวิทยากรแต่ละท่าน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ว่าแต่ละท่านหรือองค์กรได้มีบทบาทหรือกลไกอย่างไรในการต้านการทุจริต

คำถามถัดมา   ทั้ง 4 ท่าน ได้เล่าถึงบทบาทและกลไกในการต้านการทุจริตไปแล้ว  ในลำดับถัดมา ผมขออนุญาตให้ทั้ง 4 ท่าน ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดหรือแสดงทัศนะว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนกำกับ ดูแล และสนับสนุนองค์กรธุรกิจอุตสหกรรมอยู่ ท่านอยากให้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีกิจกรรม โครงการหรือดำเนินการอย่างไรในการสร้างเครือข่ายเพื่อการป้องกันการทุจริต

คำถามถัดมา  ในฐานะที่แต่ละท่าน แต่ละองค์กร ได้ทำหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่แล้ว ท่านเองมีความต้องการหรือมีส่วนใดบ้างที่อยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนเพื่อการพัฒนาเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต

คำถามสุดท้าย ในช่วงสุดท้ายนี้ อยากจะรับฟังความเห็นจากวิทยากรทั้ง 4 ท่านว่า หากกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการสร้างความเชื่อมั่นและเสริมสร้างภาพลักษณ์ เพื่อให้ปัญหาการทุจริตติดสินบนลดลง มีความโปร่งใสเทียบเท่ามาตรฐานสากล จนเกิดความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมได้  ท่านอยากให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบาย มาตรการหรือแนวทางอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้สอบถาม แลกเปลี่ยนทัศนะ “ทุกท่านครับ บทบาทภาคธุรกิจกับการต้านการทุจริต ที่วิทยากรทั้ง 4 ท่าน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แง่คิด และทัศนะร่วมกันในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ผู้ร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ ในช่วงสุดท้ายนี้หากท่านใดมีคำถามที่จะร่วมแลกเปลี่ยน หรือสอบถามวิทยากร ก็เรียนเชิญนะครับ”

ความท้าทายค่อยๆลดความตึงเครียดลง เมื่อผมเขียนบท (สคริปท์) สำหรับการทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเสร็จ  ซ้อมอ่าน/ท่องและพูดคนเดียวอยู่สักพักใหญ่ๆ  และเมื่อวันเดินทางมาถึง ภาคเช้า ผมเข้าไปนั่งฟัง อาจารย์ภักดี บรรยาย ช่วงทานมื้อกลางวันทีมวิทยากร ก็นั่งทานด้วยกัน สนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน และผมก็สรุปประเด็นคำถามที่จะชวนวิทยากรทุกๆท่านร่วมสนทนากันวนเวที ท่านนิสากร  จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็กรุณาแนะนำให้ปรับประเด็นคำถามเล็กน้อย คือ ขอข้อเสนอแนะเรื่องกลไกและความสำเร็จของการทำงานต้านการทุจริตระหว่างกระทรวงกับภาคธุรกิจ และข้อเสนอสู่การปฏิบัติที่จะเป็นรูปธรรมและสร้างความยั่งยืน

ด้วยเห็น....และเป็นไป

เราเสวนากันไปจนครบเวลา 2 ชั่วโมง ประเด็นการทำงานของภาคธุรกิจเอกชนที่เข้าไปมีส่วนในการขับเคลื่อนงานต้านการทุจริตมีมาหลายปีแล้ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง การร่วมมือขององค์กรภาคธุรกิจมีแรงกระเพื่อมจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรุปแบบการทุจริตคอรัปชั่น เปลี่ยนจากการที่ภาครัฐหรือหน่วยงานองค์กรอิสระ เป็นผู้ทำหน้าที่ “จัดการ” ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ผันแปรมาเป็นองคืกรธุรกิจเอกชน สร้างกลไก เงื่อนไข เพื่อต่อต้านการขอรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ......เมื่อการเสวนาสิ้นสุดลง ผมทบทวนตนเองทันทีว่า “บกพร่อง” เรื่องอะไรในการทำหน้าที่วิทยากรผู้ดำเนินการเสวนา ข้อจำกัดเรื่องเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ลีลาและการขมวดปมของผู้ดำเนินการเสวนาเป็นส่วนสำคัญในการจัดการเวลาและสร้างบรรยากาศของการเสวนาให้สนุกผนวกกับสาระแก่นสาร และครั้งนี้ทำให้ทราบว่า วิทยากรแต่ละท่านองค์ความรู้เข้มข้นมาก ลีลาการถ่ายทอดอันมาจากประสบการณ์ตรง ทำให้เห็นภาพวังวนของการคอรัปชั่นชัดเจนมาก และมันมีพลวัตน์ไปมาอย่างไร  ผมจะขอนำเสนอในบันทึกฉบับที่ 2 นะครับหากมีคนสนใจอ่าน  

 

ณ  มอดินแดง

11 กรกฎาคม  2560


ขอบคุณรุปภาพจาก ศปท.อต.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ท่องไปในโลกกว้าง



ความเห็น (0)