ผ้านุ่งโจงกระเบน...คนสมัยใหม่รู้จักไหมค่ะ

Dr. Ple
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ


เมื่อไม่นานมานี้ มีคนไข้มาตรวจกับ นพ.สมพนธ์ นวรัตน์ ... เป็นคุณยายอาย 84 ปี ยังแข็งแรง เดินได้ดีค่ะ คุณยายใส่ผ้าถุง หรือผ้าหาง หรือผ้าถุงโจงกระเบน นะคะ ... ดูแล้วน่ารักจังเลย ผู้เขียนเลยขอนุญาตคุณยายถ่ายรูปหน่อย เพื่อนำมาเขียนบทความเรื่องนี้ นะคะ เพราะสมัยนี้ ปี พ.ศ.๒๕๖๐ หาดูได้ยากมากๆแล้วค่ะ และคุณยายก็สุขภาพดี๊ดี นะคะ ที่สำคัญคุณยายยังใส่ผ้าถุงโจงกระเบน ...ถามญาติที่มาด้วย เขาเล่าให้ฟังว่า....คุณยายใส่หรือ นุ่งผ้าถุงโจงกระเบน ด้วยต้นเองนะคะ ทำได้เก่งมากๆ เลยค่ะ ... เพราะเท่าที่ทราบ การนุ่งผ้าโจงกระเบนนั้นนุ่งยาก ใช้เวลาใส่ยากและนานนะคะ ต้องมีคนช่วยค่ะ ... ในชีวิตผู้เขียนเคยใส่เพียงครั้งเดียวค่ะ...และต้องมีคนช่วยใส่นะคะ ทำคนเดียว ทำไม่ได้ค่ะ ยาก มากๆ และใช้ผ้ายาวมากๆ ยาวเป็น 2 เท่าของผ้าถุงทั่วไปด้วยค่ะ ... เรามาเรียนรู้ว่าผ้าถุงโจงกระเบนนั้น เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นะคะ

รัชกาลที่ 1-3 (พ.ศ. 2325-2394)

การแต่งกายของผู้หญิง : ผู้หญิงจะ นุ่งผ้าจีบ ห่มสไบเฉียง ตัดผมไว้ปีกประบ่า กันไรผมวงหน้าโค้ง หากเป็นชาวบ้านอาจนุ่ง ผ้าถุงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ห่มตะเบงมาน หรือผ้าแถบคาดรัดอก แล้วห่มสไบเฉียง


สมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411)

เนื่องจากสมัยโบราณคนไทยไม่นิยมสวมเสื้อแม้แต่เวลาเข้าเผ้า ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงประกาศให้ข้าราชกาลสวมเสื้อเข้าเฝ้า และทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาภาษาอังกฤษ จึงทำให้มีการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา การแต่งกายของสตรีจึงมีการเปลี่ยนแปลงไป

การแต่งกายของผู้หญิง: ผู้หญิงจะ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน หรือนุ่งผ้าจีบ ใส่เสื้อแขนยาว ผ่าอก ปกคอตั้งเตี้ยๆ (เสื้อกระบอก) แล้วห่มผ้าแพรสไบจีบเฉียงทับบนเสื้อ ตัดผมไว้ปีกเช่นเดิม แต่ไม่ยาวประบ่า

สมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453)

สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนต้น

การแต่งกายของหญิง : ผู้หญิงจะ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน เสื้อกระบอก แขนยาว ผ่าอก ห่มผ้าแพร จีบตามขวาง สไบเฉียงทับบนเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ถ้าอยู่บ้านจะห่มแต่สไบ ไม่สวมเสื้อ เมื่อมีงานพิธีจะนุ่งห่ม ผ้าตาด เลิกไว้ผมปี และหันมาไว้ผมยาวประบ่า


สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนกลาง

การแต่งกายของหญิง: ผู้หญิงจะ นุ่งผ้าจีบ ไว้ชายพก...แต่หากมีงานพิธีก็ยังคงให้ นุ่งโจงกระเบน อยู่ สวมเสื้อแบบตะวันตกแขนยาว ต้นแขนพองแบบหมูแฮม ปกคอตั้ง มีผ้าแพรหรือผ้าห่มสไบเฉียงทับตัวเสื้ออีกที ไว้ผมยาวเสมอต้นคอ สตรีชาววังจะมีผ้าแพรชมพูปักดิ้น มีลวดลายตามยศพระราชทาน สวมรองเท้าบูตและถุงเท้า

สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย

การแต่งกายของหญิง:   ผู้หญิงจะ นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแพรไหม ลูกไม้ ตัดแบบตะวันตก แขนยาว พองฟู เอวเสื้อเข้ารูป มีการคาดเข็มขัดหรือสายห้อยนาฬิกา มีสายสะพายผ้าแพร สวมถุงเท้ามีลวดลายและรองเท้าส้นสูงให้ไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม และมักนิยมเครื่องประดับมุกสายสร้อยหลายชั้น


วิธีนุ่งโจงกระเบน  

1.ใช้ผ้าผืนยาว กว่าผ้านุ่งธรรมดา 2 เท่า ไม่เย็บติดกันเป็นถุง คลี่ออกโอบตัว ดึงปลายให้เสมอกัน

2.จับผ้าบริเวณใกล้เอวขมวดเกี้ยวกันไว้เป็นชายพกแล้วเหน็บให้แน่น 

3.จับปลายที่เหลือม้วนเข้าด้วยกัน

4.พันเป็นเกลียวลงด้านล่างจนเป็นแท่ง เรียกว่า ชายกระเบน 

5.จับลอดขาไปเหน็บปลายไว้ด้านหลัง

ขอบคุณช้อมูลจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/502068


ขอบคุณ...ข้อมูลจาก http://lifestyle.campus-star.com/scoop/11888.html



คุณยายใส่ผ้าถุง โจงกระเบน น่ารัก นะคะ ... ที่สำคัญใส่เองด้วย ทำได้ด้วยตนเอง ตามวิธีการ 5 ขั้นตอน ในการนุ่งโจงกระเบน ที่ได้เขียนไว้ข้างบน นะคะ .... อยากให้เด็กๆ สมัยใหม่ได้ เรียนรู้ ถึง ศิลปะวัฒนธรรม การใส่ผ้าถุงโจงกระเบน นะคะ



ขอบคุณค่ะ

๕ กรกฏาคม ๒๕๖๐




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมศรี นวรัตน์ ศิษย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

คุณยายคนนี้. อายุคงเกือบร้อย. ..นะเจ้าคะ. คุณหมอเปิ้ล. รุ่น. ยายธี. ยังได้มีโอกาศ. หัดนุ่งโจงกระเบน. และช่วยผู้เฒ่าสมัยนั้น เหน็บ ชาย กระเบน. เจ้าค่ะ...

นักเรียนเรียนนาฏศิลป์. ยังนุ่งโจงกระเบน.สีแดง. กันอยู่..รึเปล่า(ไม่ทราบ). 555

คุณหมอสองท่าน คงสบายดี นะเจ้าคะ. ..คิดถึง. ไข่มดแดงไข่เจียว. อิอิ...

เขียนเมื่อ 

ชอบผ้าไทย

แม่ผมยังนุ่งแบบนี้อยู่เลยครับ

ขอบคุณมากๆครับ