​วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐

ดร.ถวิล อรัญเวศ

รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4

วุฒิสภา คือสภานิติบัญญัติสภาหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับสภาผู้แทนราษฎร
แล้วประกอบเป็น”รัฐสภา” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(พุทธศักราช ๒๕๖๐) บ้างก็เรียกว่าสภาสูง บ้างก็เรียกว่าสภากลั่นกรอง
กฎหมายก่อนจะนำไปทูลเกล้าฯทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

วุฒิสภา ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๗-๑๑๓

มาตรา ๑๐๗ ประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน (สองร้อยคน)
ซึ่งมาจากการเลือกกันเอง
ของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ
หรือประโยชน์ร่วมกัน
หรือทํางาน หรือเคยทํางานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม
โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทําให้ประชาชน
ซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้

การแบ่งกลุ่ม จํานวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่ม
การสมัครและรับสมัคร หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกันเอง
การได้รับเลือก จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีจากแต่ละกลุ่ม
การขึ้นบัญชีสํารอง การเลื่อนบุคคลจากบัญชีสํารองขึ้นดํารงตําแหน่งแทน
และมาตรการอื่นใดที่จําเป็น เพื่อให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
และเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการให้การเลือกดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต
และเที่ยงธรรม จะกําหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน
หรือจะกําหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่
ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้

การดําเนินการตามวรรคสอง ให้ดําเนินการตั้งแต่ระดับอําเภอ
ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา
เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยในระดับประเทศ

ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนไม่ครบตามวรรคหนึ่ง
ไม่ว่าเพราะเหตุตําแหน่งว่างลง หรือด้วยเหตุอื่นใดอันมิใช่
เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา และไม่มีรายชื่อ
บุคคลที่สํารองไว้เหลืออยู่ ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่
แต่ในกรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภาเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกวุฒิสภา
ทั้งหมดและอายุของวุฒิสภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ให้ดําเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ขึ้นแทนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้ได้รับเลือก ดังกล่าวอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุ
ของวุฒิสภาที่เหลืออยู่การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
และภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับ ให้
คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดวันเริ่มดําเนินการเพื่อเลือกไม่ช้า
กว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ

การกําหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นําความใน มาตรา ๑๐๔
มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๑๐๘ สมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

. คุณสมบัติ

(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

(๒) มีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปีในวันสมัครรับเลือก

(๓) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทํางานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบปี
หรือเป็นผู้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(๔) เกิด มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทํางาน หรือมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครตามหลักเกณฑ์
และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

. ลักษณะต้องห้าม

(๑) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔)

(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๕) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘)

(๒) เป็นข้าราชการ

(๓) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๔) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

(๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองเว้นแต่ได้พ้นจาก
การดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๖) เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว
ไม่น้อยกว่าห้าปี นับถึงวันสมัครรับเลือก

(๗) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็น สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้ว
ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก

(๘) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน หรือผู้ดํารงตําแหน่ง
ในศาลรัฐธรรมนูญหรือในองค์กรอิสระ

(๙) เคยดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๑๐๙ อายุของวุฒิสภามีกําหนด คราวละห้าปี นับแต่วันประกาศผลการเลือก
สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศผลการเลือก เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้สมาชิกวุฒิสภาอยู่
ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่

มาตรา ๑๑๐ เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ใหม่ตามมาตรา ๑๐๗ วรรคห้า

มาตรา ๑๑๑ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ถึงคราวออกตามอายุของวุฒิสภา

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๘

(๕) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมใน
สมัยประชุมที่มีกําหนดเวลา ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดย
ไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา

(๖) ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ
เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษ ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท
ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(๗) กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑๓ หรือกระทําการอัน
ต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๔
หรือมาตรา ๑๘๕

(๘) พ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม

มาตรา ๑๑๒ บุคคลผู้เคยดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพ
สิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกินสองปีจะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง
ทางการเมืองมิได้ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ
ผู้บริหารท้องถิ่น

มาตรา ๑๑๓ สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตน
อยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ

อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา

๑. กลั่นกรองกฎหมาย

๒. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

๓. ให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญต่าง ๆ

๔. พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง

๕. ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง

๖. อำนาจหน้าที่อื่น ๆ

การเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์
อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกันหรือทํางาน หรือเคยทํางานด้านต่าง ๆ
ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทําให้ประชาชน
ซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ เช่น
ผู้ประกอบวิชาชีพครู สายผู้บริหารการศึกษา สายผู้สอน สายศึกษานิเทศก์
และสายบุคลากรอื่นซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ควรอย่างยิ่งที่รวมตัวกันสมัคร
แต่สำหรับข้าราชการเป้นไม่ได้ (แต่ในบทเฉพาะกาล ระยะแรกสามารถเป็นได้)
รอบต่อไปจึงห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกวุฒิสภา

สำหรับการแบ่งกลุ่ม จํานวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่ม
การสมัครและรับสมัคร หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกันเอง การได้รับเลือก
จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีจากแต่ละกลุ่ม การขึ้นบัญชีสํารอง
การเลื่อนบุคคลจากบัญชีสํารองขึ้นดํารงตําแหน่งแทน และ
มาตรการอื่นใดที่จําเป็น เพื่อให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มา
ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการให้การเลือก
ดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม จะกําหนดมิให้ผู้สมัครใน
แต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน หรือจะกําหนดให้มี
การคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือก
มีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้

บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๙ ในวาระเริ่มแรก
ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน
สองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา
โดยในการสรรหา และแต่งตั้งให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์
และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่ง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และมีความ
เป็นกลางทางการเมือง จํานวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่
ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดําเนินการสรรหาบุคคลซึ่ง
สมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(ก) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการจัดให้มี
การเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗
จํานวนสองร้อยคนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยให้ ดําเนินการให้แล้วเสร็จ
ก่อนวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒๖๘
ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน แล้วนํารายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(ข) ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา คัดเลือก
บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ ที่เหมาะสมในอันจะ
เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและ
การปฏิรูปประเทศมีจํานวนไม่เกิน สี่ร้อยคน
ตามวิธีการที่คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา
กําหนดแล้วนํารายชื่อเสนอต่อคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จ
ไม่ช้ากว่าระยะเวลาที่กําหนดตาม (ก)

(ค) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือก
ผู้ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อ ที่ได้รับ
จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้จํานวนห้าสิบคน
และคัดเลือกรายชื่อสํารองจํานวนห้าสิบคน

โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คํานึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ
อย่างทั่วถึง และให้คัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อ
ที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) ให้ได้จํานวนหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่คน
รวมกับผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
และผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ เป็นสองร้อยห้าสิบคน และ
คัดเลือกรายชื่อสํารองจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข)
จํานวนห้าสิบคน ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่
วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๒๖๘

(๒) มิให้นําความในมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะต้องห้าม (๖)
ในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยดํารง
ตําแหน่งรัฐมนตรีมาใช้บังคับแก่ผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา
ซึ่งได้รับสรรหาตาม (๑) (ข) และมิให้ นําความในมาตรา ๑๐๘ ข.
ลักษณะต้องห้าม (๒) มาตรา ๑๘๔ (๑) และมาตรา ๑๘๕ มาใช้บังคับ
แก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตําแหน่ง

(๓) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาตินํารายชื่อบุคคลซึ่งได้รับ
การคัดเลือกตาม (๑) (ค) จํานวนสองร้อยห้าสิบคนดังกล่าว
ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมแต่งตั้งต่อไป และให้หัวหน้าคณะรักษา
ความสงบแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

(๔) อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้มีกําหนดห้าปีนับแต่วันที่มี
พระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา
เริ่มตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ถ้ามีตําแหน่งว่างลง
ให้เลื่อน รายชื่อบุคคลตามลําดับในบัญชีสํารองตาม (๑) (ค)
ขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทน โดยให้ประธานวุฒิสภา
เป็นผู้ดําเนินการและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
สําหรับสมาชิกวุฒิสภาโดยตําแหน่ง เมื่อพ้นจากตําแหน่งที่
ดํารงอยู่ในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ให้พ้นจาก
ตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย และให้ดําเนินการเพื่อแต่งตั้ง
ให้ผู้ดํารงตําแหน่งนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตําแหน่งแทน
ให้สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งแทนตําแหน่ง
ที่ว่าง อยู่ในตําแหน่งเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

(๕) ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคล
ในบัญชีรายชื่อสํารองขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภา แทนตําแหน่งที่ว่าง
ตาม (๔) หรือเป็นกรณีที่ไม่มีรายชื่อบุคคลเหลืออยู่ในบัญชีสํารอง
หรือไม่มีผู้ดํารงตําแหน่ง ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตําแหน่ง

ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

(๖) เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตาม (๔) ให้ดําเนินการเลือก
สมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๐๗ ต่อไปและให้นําความใน
มาตรา ๑๐๙ วรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๗๐ นอกจากจะมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติ
ไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภา ตามมาตรา ๒๖๙ มีหน้า
ที่และอํานาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ
และการจัดทําและดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ
ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรี แจ้งความคืบหน้าใน
การดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อ
รัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน

ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดําเนินการตาม
หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอ และพิจารณา
ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็น
ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดําเนินการ
ตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ให้แจ้งให้
ประธานรัฐสภาทราบพร้อมกับการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น
ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมิได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติ
ที่จะตราขึ้นเพื่อดําเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ
หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่า
ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็น ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้น
เพื่อดําเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวน
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของแต่ละสภา อาจเข้าชื่อ
กันร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้วินิจฉัย
การยื่นคําร้องดังกล่าวต้องยื่นก่อนที่
สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี
จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วเสร็จ

เมื่อประธานรัฐสภาได้รับคําร้องตามวรรคสาม ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการร่วม ซึ่งประกอบด้วยประธานวุฒิสภาเป็นประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหน่ึง ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหนึ่งซึ่งเลือกกันเอง ระหว่างประธานคณะกรรมาธิการสามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการ เพื่อวินิจฉัย

การวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมตามวรรคสี่ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ คําวินิจฉัยของ คณะกรรมการร่วมดังกล่าวให้เป็นที่สุด และให้ประธานรัฐสภาดําเนินการไปตามคําวินิจฉัยนั้น

มาตรา ๒๗๑ ในวาระเริ่มแรกภายในอายุของวุฒิสภาตามมาตรา ๒๖๙ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๓๗ (๒) หรือ (๓) ให้กระทํา โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเกี่ยวกับ

(๑) การแก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เฉพาะเมื่อ
การแก้ไขเพิ่มเติมนั้น มีผลให้ผู้กระทําความผิดพ้นจากความผิดหรือไม่ต้องรับโทษ

(๒) ร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวน
สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ว่ามีผลกระทบต่อการดําเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

มติของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ต้องมี คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา

มาตรา ๒๗๒ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทําในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และ มติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ใน บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดําเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อท่ีพรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (0)