วิกฤตเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การที่จะตอบคำถามนี้คงต้องมองย้อนหลังกลับไปในอดีต จะพบว่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมามาก แนวทางการเกิดมักจะใกล้เคียงกัน เริ่มต้นด้วยการปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน การนำเงินที่กู้ยืมไปลงทุน เงินเฟ้อขึ้น ดอกเบี้ยขึ้น ลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น (หุ้นและอสังหาฯ) คนกู้เงินไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเอกชนเริ่มหมดความสามารถในการชำระหนี้เพราะดอกเบี้ยเริ่มแพง หนี้เสียเพิ่มขึ้น เกิดวิกฤตสถาบันการเงินหรือวิกฤตรัฐบาล

หลังจากนั้นราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างแรง เศรษฐกิจโลกหดตัวเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วสุดท้ายเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งความคิดนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Carmen Reinhart และ Kenneth Rogoff ทีศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจใน 66 ประเทศทั่วโลก แล้วเขียนลงในหนังสือขายดีของเขาชื่อ “This Time is Different” โดยจากผลการศึกษา ท่านทั้ง 2 สรุปว่าวิกฤตเศรษฐกิจในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนจะมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ที่สำคัญกว่านั้นและผมชอบข้อสรุปนี้มากคือ ก่อนเกิดวิกฤตผู้คนทั้งหลายมักพูดว่า “This time is different” หรือครั้งนี้คงไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรอก สถานการณ์ครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งที่แล้ว สุดท้ายทุกคนเข้าสู่โหมดประมาท แล้วความโลภเข้าครอบงำ สุดท้ายวิกฤตเศรษฐกิจก็มาเยือน

เชื่อว่าในอนาคตจะต้องเกิดวิกฤติการณ์เงินโลกขึ้นอีกแน่ แต่ระดับความรุนแรง เมื่อเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อาจจะรุนแรงไม่เท่าเพราะเชื่อว่าประสบการณ์จากวิกฤติที่ผ่านมาที่เราได้เจอช่วยสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับการรับมือ การแก้ไขได้ไม่มากก็น้อย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมตัวทางด้านการเงินเพื่อรับวิกฤติการณ์ต่างๆที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

  1. ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เศรษฐกิจทั้งในประเทศและทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องมีการติดตามและอัพเดทข่าวสารต่าง ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ ในปัจจุบันมีช่องทางการติดตามข่าวสารอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสารธุรกิจ โทรทัศน์ วิทยุหรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต
  2. ติดตามความมั่นคงของแหล่งรายได้อย่างใกล้ชิด หากรายได้หลักของมาจากการทำงานบริษัท ควรติดตามข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะบริษัทหรือกิจการต่าง ๆ มีสิทธิขาดสภาพคล่อง ปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากมีแนวโน้มว่าบริษัทที่ทำอยู่เริ่มไม่มีความมั่นคง รีบหางานใหม่หรือหางานเสริมที่มีรายได้สำรองเอาไว้ เพราะหากวันไหนที่บริษัทปิดตัวหรือถูกเลิกจ้าง ก็จะยังมีรายได้เข้ามาโดยไม่เดือดร้อน หรือหากแหล่งรายได้ของคุณคือกิจการส่วนตัว ต้องรีบปรับตัวด้วยการควบคุมต้นทุนให้ต่ำลง สำรองเงินทุนและรักษาสภาพคล่องในบริษัทให้มั่นคง อีกทั้งต้องระวังการให้เครดิตในระยะยาวแก่คู่ค้า เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน อาจทำให้มีปัญหาในการชำระเงินจนทำให้กิจการของคุณขาดสภาพคล่องได้
  3. ให้ความสำคัญกับการออมเงิน และพยายามลดหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อต้องถูกเลิกจ้างกะทันหันหรือกิจการมีปัญหา เงินสำรองที่ออมไว้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลงไปได้ หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำเป็น หรือถ้าหากใช้ก็ควรชำระเต็มจำนวนแทนการจ่ายขั้นต่ำ เพราะจะทำให้มีหนี้และยังต้องเสียดอกเบี้ยรวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก และที่สำคัญอย่าลืมติดตามความมั่นคงของสถาบันการเงินที่ฝากเงินเอาไว้ให้ดี เพราะหากเกิดการทุจริตหรือมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น อาจทำให้สูญเสียผลประโยชน์ในเงินฝากหรือสินทรัพย์ที่มีได้
  4. ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เพิ่ม ลดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากของที่มีอยู่ยังใช้ได้ก็ไม่ควรซื้อใหม่ และการกู้เงินเพื่อมาซื้อก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้กับตัวเอง หาวิธีลดค่าใช้จ่ายในบ้านอย่างการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ลดการไปรับประทานอาหารนอกบ้านและทำอาหารกินเอง รวมทั้งหาช่องทางใหม่ ๆ ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น



แหล่งที่มา

http://www.forbesthailand.com/investment-outlook-d...

http://guru.sanook.com/6482/

https://moneyhub.in.th/article/thai-economic-2559-...