แนวความคิดเกี่ยวกับการแปล

การถอดความ (paraphrase)

คือการหาทางเอาชนะความไร้เหตุผลของภาษา เพียงแต่อาศัยวิธีทื่อ ๆ โดยบอกตัวเองว่า “ถึงแม้ฉันไม่พบคำในภาษาของฉันที่สอดรับกับคำในภาษาต้นฉบับ ฉันก็ยังหาวิธีคงคุณค่าของต้นฉบับไว้ได้ด้วยโดยเพิ่มคำจำกัดความหรือคำขยายความเข้าไป” ดังนั้น การถอดความจึงแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมรายละเอียดที่นิยามอย่างหลวม ๆ แกว่งไปแกว่งมาระหว่างสองขั้วของ “ความมากเกินไป” ที่เยิ่นเย้อรุงรัง กับ “ความน้อยเกินไป” อย่างน่าเสียดาย
ด้วยวิธีการนี้ มันอาจถ่ายทอดเนื้อหาบางส่วนออกมาได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรงในขอบเขตจำกัด แต่ละทิ้งความประทับใจของต้นฉบับไปโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะภาษาอันมีชีวิตชีวาถูกฆ่าอย่างไม่มีทางกู้ชีพ ทุกคนรู้สึกได้ว่า ต้นฉบับไม่มีทางเป็นแบบนี้ และไม่มีทางกลั่นออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่ง นักถอดความจัดการกับองค์ประกอบของทั้งสองภาษา ราวกับมันเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่สามารถลดทอนจนเหลือค่าเท่ากันได้ด้วยการบวกหรือลบ แต่จิตวิญญาณของภาษาที่แปลงมาหรือภาษาต้นฉบับย่อมไม่มีทางสำแดงออกมาได้ด้วยกระบวนการแบบนี้ ยิ่งกว่านั้น ถ้าการถอดความพยายามค้นหาร่องรอยทางจิตวิทยาของการเชื่อมโยงทางความคิด ซึ่งมักคลุมเครือและเลื่อนลอย โดยใช้อนุประโยคต่าง ๆ เสริมเข้ามา ย่อมเท่ากับว่าการถอดความนั้นพยายามทำตัวเป็นงานอรรถกถาพร้อม ๆ กันไปด้วย โดยเฉพาะในงานเขียนยาก ๆ การถอดความจึงยิ่งห่างไกลจากแนวความคิดของการแปลออกไปอีก


การเลียนแบบ (imitation)

คือการยอมจำนนต่อความไร้เหตุผลของภาษา ยอมรับว่าไม่มีทางสร้างแบบจำลองของผลงานศิลปะการประพันธ์จากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่แต่ละส่วนของภาษาปลายทางสอดรับกับแต่ละส่วนของภาษาต้นทางอย่างเที่ยงตรง ดังนั้น ด้วยความแตกต่างของภาษา (ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความแตกต่างอื่น ๆ ที่สำคัญอีกเป็นจำนวนมาก) จึงไม่มีทางทำอะไรได้ นอกจากเขียนเลียนแบบขึ้นมาใหม่ โดยที่ผลงานทั้งหมดประกอบขึ้นมาจากส่วนต่าง ๆ ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากส่วนต่าง ๆ ของต้นฉบับ แต่กระนั้นก็ตาม มันยังให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับโดยรวม เท่าที่ความแตกต่างในวัตถุดิบจะเอื้อให้เกิดขึ้นได้

การสร้างใหม่แบบนี้ย่อมไม่ใช่ผลงานดั้งเดิมอีกต่อไป ทั้งยังมิได้มุ่งหมายที่จะเป็นตัวแทนและสำแดงถึงจิตวิญญาณของภาษาต้นทางอย่างแท้จริงด้วย ความเป็นต่างด้าวที่มีอยู่ในต้นฉบับถูกเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือซาก เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของภาษา ศีลธรรมและการศึกษา ผลงานประเภทนี้คาดหมายที่จะทำปฏิกิริยาต่อผู้อ่าน เช่นเดียวกับที่ต้นฉบับทำปฏิกิริยาต่อผู้อ่านในภาษาดั้งเดิมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ในการพยายามรักษาปฏิกิริยาเดียวกันนี้ไว้ มันจึงต้องบูชายัญเอกลักษณ์ของผลงานนั้นเสีย
ด้วยเหตุนี้เอง นักเลียนแบบจึงไม่มีเจตนาแม้แต่น้อยนิดที่จะชักนำทั้งสองฝ่ายเข้ามาหากัน กล่าวคือ ผู้เขียนภาษาต้นฉบับกับผู้อ่านผลงานเลียนแบบ ทั้งนี้เพราะนักเลียนแบบไม่เชื่อว่า ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างสองฝ่ายนี้เป็นไปได้ เขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านได้รับความประทับใจคล้ายกับที่ผู้อ่านร่วมภาษากับต้นฉบับได้รับเท่านั้นเอง

การถอดความมักใช้ในงานวิชาการ ส่วนการเลียนแบบมักใช้ในงานศิลปะ และดังที่ทุกคนยอมรับว่า ผลงานศิลปะย่อมสูญเสียน้ำเสียง ความงามและเนื้อหาทางศิลปะทั้งมวลไปกับการถอดความ ในทำนองเดียวกัน คงไม่มีใครโง่พอที่จะคิดหาทางเลียนแบบผลงานชิ้นเอกทางวิชาการโดยเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่ตามอำเภอใจเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งสองแบบนี้ย่อมไม่เป็นที่พึงพอใจแก่ใครก็ตาม ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าของผลงานชิ้นเอกในภาษาอื่น และต้องการถ่ายทอดพลังของผลงานนั้น ให้แก่ผู้อ่านที่พูดภาษาเดียวกับเขา อีกทั้งเขายังมีแนวความคิดเกี่ยวกับการแปลที่เข้มงวดกว่านั้นอยู่ในใจด้วย ในที่นี้ เราไม่สามารถประเมินค่าการถอดความและการเลียนแบบให้ละเอียดกว่านี้ เพราะมันอยู่นอกเหนือแนวความคิดเกี่ยวกับการแปล เราเพียงแต่หยิบยกขึ้นมา เพื่อตีกรอบให้เห็นถึงขอบเขตของสิ่งที่เราสนใจ

.