ช่วงนี้มีงานเร่งรีบอยู่ ๒ งานคือ ๑) บทความที่จะส่งในวารสารฉบับหนึ่งซึ่งจะปิดรับในสิ้นเดือนนี้เท่านั้น ๒) โครงการวิจัย ที่จะต้องเขียนส่งภายในสิ้นเดือนนี้เช่นกัน ขณะที่งานอื่นๆ ประชุม สัมมนาก็เข้ามาพร้อมกันในวาระนี้ ผมได้ขอทีมงานว่า ช่วงนี้ของดอื่นๆสักระยะ แต่งานบางงานก็งดไม่ได้เพราะเป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ

ระหว่างที่กำลังมึนกับเรื่องรอบตัว มีเรื่องที่สำคัญเข้ามาแข่งขันอีกเรื่องหนึ่งคือ คู่ชีวิตเข้าโรงพยาบาล ก่อนนั้นเธอมีอาการไม่สบาย ต้องกินยาแก้ปวดไปชุดหนึ่งเพื่อที่จะไปทำงานประจำได้สะดวก สองสามวันต่อมามีอาการปวดหลัง ผมนวดหลังให้แต่ก็ไม่ได้ผล รอบนี้ต้องไปพบหมอ หมอวินิจฉัยว่ากระดูกทับเส้น จึงให้ยามากิน เธอแพ้ยาบางชนิดจึงงดไป โรคดังกล่าวยังไม่ทันหายดีผมมีธุระเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อให้ผ่านทางในที่ดินกระจ้อยร่อยผืนหนึ่ง เธอขอตามผมไปด้วย ผมลางานอย่างเป็นทางการเพื่อเดินทางไปธุระดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เคลียร์สมองไปด้วย เราไปพักกันที่ริมหาดแถวๆ พลับพลาก่อนถึงหาดทรายรี กินอาหารทะเลที่ผมควรงดอาหารแบบนี้ เมื่อทำธุระเสร็จ เราเดินทางมาพักกันที่ชายทะเลขนอม เล่นน้ำทะเล จากนั้นกลับมาถึงบ้าน เข้าทำงาน วันอาทิตย์ญาติๆชวนไปเที่ยวทะเลแถวสิงหนคร เด็กๆเล่นน้ำกันสนุกสนาน แต่วันจันทร์อาการไข้เริ่มปรากฎ กลางคืนตัวร้อนทั้งคืน ตกเช้าเธอกัดฟันไปทำงาน แต่ทำไม่ไหวจึงไปให้หมอตรวจอาการ หมอสั่งให้นอนพักและให้ตรวจเลือด แต่ไม่พบอาการ ขณะนั้น มีคนไข้คนหนึ่งมีอาการเดียวกัน วันเดียวกัน มาจากสะเดา ตรวจเลือดแล้วไม่พบเหมือนกัน รอดูอาการในวันถัดมา วันที่สามหมอเจาะเลือดพบว่า เป็นไข้เลือดออก เธอกินอะไรไม่ได้เลย ข้าวปลาอาหารที่โรงพยาบาลจัดมาให้ก็คือจัดมาให้อย่างเดียว ต้องคืนกลับไป ยังดีหน่อยที่ฝืนกินผลไม้ ล่าสุดหมอบอกเกร็ดเลือดเหลือหมื่นกว่า แต่ไม่เห็นหมอทำหน้าตาตกใจ ก็เชื่อใจหมอกัน เธอเข้าห้องน้ำแล้วหอบ สุดท้ายวันนี้เห็นว่า การเดินไปห้องน้ำแล้วกลับมาเหมือนเข่าอ่อนจะล้ม จึงตัดสินใจไม่ต้องเข้าห้องน้ำ แต่หากจะถ่ายเบาให้ถ่ายลงในภาชนะ วันนี้คงให้ไปอาบน้ำไม่ได้ ผมจึงจัดการเช็ดตัวเธอ ระหว่างที่ดูแลคนไข้ ญาติๆก็มาเยี่ยมกัน ให้กำลังใจกัน โดยเฉพาะแม่เฒ่าที่เลี้ยงดูเอาใจใส่เธอมาตั้งแต่เล็ก อยากจะมานอนเฝ้า ได้แต่บอกท่านไปว่า ขอให้ไปพักผ่อนกันเถอะ เจ็บอยู่คนหนึ่งก็อย่าเพิ่มคนเจ็บขึ้นมาอีก เพราะแม่เฒ่าก็ใช่ว่าจะแข็งแรง

นึกถึงเมื่อหลายปีก่อน เช้าไปสอนหนังสือที่โรงเรียนศรียาภัยถึงเย็น เย็นกลับมาสอนพระเณรที่วัด ค่ำไปเฝ้าอุปัชฌาย์ที่โรงพยาบาล การได้ฝึกงานดูแลคนไข้ การเช็ดเนื้อเช็ดตัว ทาแป้ง จึงพอจะทำเป็นบ้าง ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้ดูแลเอาใจใส่ การจัดอาหารให้ การเตรียมน้ำดื่ม การเก็บภาชนะ ฯลฯ ที่ทำให้แต่เธอ จึงทำให้นึกถึงอดีตที่เคยทำสิ่งเหล่านี้ให้กับบุพพการี อย่างอุปัชฌาย์

ผมต้องหาเวลาช่วงค่ำระหว่างเฝ้าดูแลเอาใจใส่เธอเพื่อทำสองเรื่องให้ทันคือ บทความและโครงร่างงานวิจัย ซึ่งทั้งสองอย่างมีผลต่ออนาคตของงานที่อยากจะมีชีวิตอยู่กับมันในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนการดูแลเอาใจใส่เป็นหน้าที่ที่เราจะพึงทำซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ "ใช่" สำหรับการมีชีวิตคู่ ชีวิตทางสังคมก็ประมาณนี้เอง


หมายเหตุ : ไข้เลือดออก ดูแล้วทรมานอย่างนี้เอง

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

๒๕ มีนาคม ๒๕๖๐

ผมพาเธอไปอาบน้ำในห้องน้ำตั้งแต่ ๖ โมงเช้า จัดเตรียมอาหารที่พอจะกินได้ให้กินในเบื้องต้น ไม่นานอาหารที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ก็มาถึง แต่เธอไม่ได้แตะต้อง เช้านี้ดูเหมือนจะมีกำลังใจเพิ่มขึ้น ได้ยินเสียงเบาๆว่า "ต้องสู้" ไม่เหมือนที่ผ่านมากับชีวิตที่มันไม่สามารถจะอยุ่ใต้อำนาจของตัวเองได้ "ถ้าน้องเป็นอะไรไป จะทำอย่างไร" ผมได้แต่นิ่งเฉย การนึกถึงความตายเราเรียกว่า มรณสติ พุทธองค์สอนให้นึกถึงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดผมจึงตอบไปว่า "ถ้าไม่มีเธอผมก็อยู่ที่บ้านนั้นไม่ได้" (หมายถึง อยู่ได้ แต่อยู่ไม่ได้) การตอบแบบนี้เพื่อจะให้เห็นว่า หากเธอไม่อยู่ผมจะลำบาก อันจะได้มีกำลังใจว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

หลังจากทำภาระกิจเรียบร้อย น้องชายที่นัดหมายให้มาเฝ้าคนไข้แทนก็เดินทางมาถึง เป็นการเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง ผมอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมสะพายเป้ไปห้องบรรยาย แต่ก็ต้องวางกระเป๋าลงเพราะ "พี่จะเข้าห้องน้ำ" ผมพาเธอเข้าห้องน้ำ เพราะเธอคงไม่กล้าที่จะถ่ายเบาลงในภาชนะรองรับแน่ๆ หากมีผมคนเดียวก็คงจะมีความกล้าอยู่ เสร็จภาระกิจผมจึงออกจากห้อง เสียงให้หลังถามว่า จะกลับมาเวลาเท่าไร ผมตอบไปว่า ประมาณบ่ายโมง

เที่ยงครึ่ง ผมทำภาระกิจเสร็จ จึงรีบมาที่โรงพยาบาล ซื้อข้าว เกาเหลา และก๊วยเตี๋ยว (ก๋วยเตี๋ยว) เข้ามาในห้องคนไข้ เห็นแม่กับอานอนเฝ้าแทนน้องชายอยู่แล้ว ผมทักทายท่านพอประมาณ ชวนกินอาหารเที่ยว แต่ทุกคนเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือเพียงผมที่จะจัดการต่อไป กินข้าวเสร็จ นั่งทำงานต่อไป ในห้องมีการเปิดทีวีไปด้วย ส่วนผมก็รวมสมาธิคิดๆ เขียนๆ ไปตามศักยภาพ คงไม่มีใครรู้ว่า เวลาแบบนี้ผมต้องการอยู่เงียบๆคนเดียว ผมแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางเสียงจูงใจเหล่านั้น ผมสามารถทำงานได้ ไม่นานมีน้า ๒ คนและลูกของน้ามาเยี่ยม เสียงคุยทักทายตามประสารักและสามัคคี เป็นเรื่องปกติ แต่ผมคร่ำเคร่งทำงาน โดยไม่ได้คุยด้วย กิจกรรมยังคงดำเนินการต่อไป มีคนอยากกินมะม่วงเปรี้ยวจิ้มน้ำปลา จึงต้องวงกันกลางห้อง ผมต้องเลิกทำงานหน้าคอมฯชั่วคราว เพราะนั่งบนเก้าอี้สูงกว่าผู้ใหญ่ โดยออกไปเดินข้างเตียงคนไข้ คนไข้ยังคงนอนดูทีวีต่อไป ไม่ได้หลับ ไม่นานคู่สามีภรรยาใหม่เข้ามาเยี่ยม สมาชิกผู้เยี่ยมเยียนจึงคับคั่งเล็กน้อย เรียกว่า กำลังใจไม่ขาดเลยทีเดียว คนไข้ไม่ค่อยอยากพูด เพราะเหนื่อย ไม่ค่อยมีแรง เมื่อต้องการไปห้องน้ำเธอจะเรียกผม เมื่อต้องการน้ำเธอจะเรียกผม

เกือบห้าโมงเย็น ทุกๆคนค่อยทยอยกลับ ผมจึงมีเวลานั่งทำบทความต่อ เธออยากกินบะหมี่ขาว ผมบอกว่าสักครู่นะ แป๊ปหนึ่ง บทความใกล้จะเรียบร้อยแล้ว เมื่อบทความเสร็จโดยยังไม่ได้ตรวจ จึงเดินลงไปซื้อบะหมี่ขาวมาต้มให้เธอ ปรากฎว่า รอบนี้เธอกินได้ แต่กินได้นิดหน่อย เพราะหากกินมากจะมีผลต่อท้อง เนื่องจากตอนนี้ท้องของเธอแน่นและใหญ่ผิดปกติ หมอบอกว่าตับโต ผมนั่งกินอาหารพร้อมกับเธอด้วย เสร็จสินแล้วจึงอยู่หน้าจอคอมฯเหมือนเดิม ส่วนเธอนั่งดูทีวี รายการที่ชอบคือรายการที่เกี่ยวกับดารา ขณะนี้มีหมอท่านหนึ่งมาตรวจดูอาการ (๑๙.๕๐ น.) ไม่ใช่หมอคนเดิม เข้ามาสอบถามอาการ พร้อมกับใช้ อืมมมม หูฟังตรวจฟังอาการหน้าท้องและหลัง

หมอบอกว่า ดูแนวโน้มว่า ไข้เริ่มลงตั้งแต่เมื่อวาน น่าจะไม่ต้องกลัวเรื่องช๊อคแล้ว นี่เกิน ๔๘ ชั่วโมง น้ำเริ่มกลับเข้าที่แล้ว ที่แน่ๆน่าจะพ้นภาวะช๊อคแล้ว หากไม่สบายใจก็ให้ลด iv (ศัพท์แพทย์คืออะไรไม่อาจทราบได้) หมอถามคนไข้ว่า เริ่มกินอะไรได้บ้างหรือยัง คนไข้ตอบว่า พอจะกินได้บ้างแล้ว หมอบอกว่า น่าจะพ้นภาวะช๊อคแล้ว

ระหว่างหมอมาดู มีญาติมาเยี่ยมเพิ่มเติม

๑๙.๕๕ น.

_________________________________________________________________________________________

วันนี้หมอยินยอมให้คนไข้ออกจากโรงพยาบาลได้ จริงๆคือไม่อยากให้ออกก่อน แต่คนไข้อ้อนวอน ก็เลยยินยอม แต่วันพรุ่งนี้ต้องมาเจาะเลือดเพื่อตรวจดูผล คนไข้รับปากอย่างดีอกดีใจ หลังจากหมออกไปแล้ว คนไข้บอกว่า เหตุที่ให้ออกไปนอนที่บ้านน่าจะเป็นเพราะว่า คนไข้มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับโรค ส่วนอีกห้องหนึ่งนั้น หมอยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล

เราพูดกันว่า การที่ให้คนไข้ออกจากโรงพยาบาล เกิดเหตุมีปัญหาขึ้นมา หมออาจโดนคนไข้ฟ้องได้ ดังนั้น หมอต้องมั่นใจก่อนว่าคนไข้หายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมเตรียมเก็บของต่างๆ เพื่อกลับบ้าน ส่วนวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน คนไข้บอกว่า พรุ่งนี้ขับรถมาเองได้ แต่ผมปรามไว้ว่า รู้ว่าขับได้ แต่อย่าเพิ่งขับเลยจะดีกว่า ยอมอ่อนแอสักพักจะเป็นไร

ที่แน่ๆ ผมรับรู้ว่าคนไข้ยังอ่อนแอ เสียงแห้ง กลางคืนไอแบบเหนื่อย จะเดินก็ต้องค่อยๆเดิน แต่นั่นแหละ บางทีการอยู่ที่บ้านน่าจะช่วยพยุงจิตใจได้มากกว่ากันนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล

ผมพูดกับคนไข้ว่า โรงพยาบาลที่ควรจะเป็นตอนนี้น่าจะสร้างบนเนื้อที่อย่างน้อยร้อยไร่ สร้างแบบรีสอร์ท คนไข้สามารถเดินบนหญ้า ออกกำลังกาย ในบรรกาศที่ร่มรื่น มีสัตว์ต่างๆให้ดูชม มีต้นไม้ มีลำธาร ฯลฯ ผ่อนคลาย ไม่ใช่ต้องอยู่กับห้องโดยไม่สามารถจะเดินไปไหนได้ ยกเว้นการเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อดูบรรยากาศภายนอก

ระหว่างคุยกัน มีโฆษณาทางทีวีเกี่ยวกับกางเกงทำงานชายยี่ห้อหนึ่ง เอวเป็นยางยืด ผมคุยกับคนไข้ว่า เสียดายจัง ผมคิดเรื่องนี้ไว้ ๒ ปีแล้ว จะหายางยืดมาเสริมเอว เพื่อกางเกงนั้นจะยังใช้ได้ต่อไปโดยไม่ต้องซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง บัดนี้ มียี่ห้อดังหนึ่งทำขายไปซะแล้ว

๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐

๑๓.๐๓ น.

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------