บันทึกดนตรีโรงเรียนนกฮูกประจำปี ๒๕๖๐

เปิดเทอมเพื่อรอปิดเทอม เริ่มต้นเพื่อจะได้มีตอนจบ


อ่านไม่ผิดหรอกครับ เพราะน้องจ้ากำลังเป็นเช่นนั้น ถ้าพูดถึงเรื่อง "คอนเสิร์ตของโรงเรียน" ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และต้องมีอย่างน้อย ๒ ครั้งแน่ๆ คือเปิดเทอม และปิดเทอมซึ่งที่ผมกำลังจะเล่าก็คือ คอนเสิร์ตประจำเดือนมีนาคม

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องเดียวหรอก ที่เป็นสาเหตุให้ลูกสาวของผมเฝ้ารอเปิดเทอม เรื่องอื่นก็ยังมี โดยเฉพาะ “กีฬาสีโรงเรียนนกฮูก” และ “งานวิชาการคาเฟ่”

มันมีอะไรดีนักหนาวะ

นั่นสิ มันมีอะไรดี ทั้งๆที่มันก็คืองานเล็กๆของเด็กบ้านๆ
กีฬาสี ซึ่งผมก็ยังคงงงงงกับกับกองเชียร์ กับเชียร์หลีดเดอร์ กับนักกีฬา และกับเหล่าผู้ปกครองอยู่ทุกปี ตั้งแต่แป้งเริ่มเรียนมาเมื่อ ๑๓ ปีที่แล้วงานกีฬาที่ครูแจ้งกำหนดการวันจันทร์แล้วต้องแข่งวันศุกร์
น้องจ้าก็งงมาตั้งแต่เริ่มเดินได้ มาดูพี่แป้งแข่ง เต้นรำหน้ากองเชียร์ จนกระทั่งเธอมาเฝ้ารอการเป็นเชียร์หลีดเดอร์ตามความฝันของตัวเอง และมันก็ได้เป็นจริง (เป็นลีดเดอร์มากี่ปีแล้วนะ) และตอนนี้กำลังจะต้องขึ้นชั้นป.๖ และฝันต่อไปคือเป็นหัวหน้าสี

มันมีอะไรดีนักหนาวะ

น้องจ้าเฝ้ารอ "วิชาการคาเฟ่" วันวิชาการของโรงเรียน ที่ในช่วงเช้าจะมีเพอร์ฟอแม้นซ์ของแต่ละชั้นป.ที่ต้องมาออกร้านค้า ทำของขายในโรงเรียน จัดการเรื่องโซเชี่ยลเอ็นเตอร์ไพร้ซ์เพียงช่วงเวลาครึ่งเช้าของวันอย่างสนุกสนาน ทั้งนักเรียน ครู และแน่นอน "พ่อแม่"

มันมีอะไรดีนักหนาวะ
แต่ขอโทษทีครับ มันกลับเป็นงานที่ผมได้มีโอกาสมาร่วมน้อยครั้งที่สุด เพราะมันมักจะชนวันอังคาร วันที่ผมต้องออกตรวจคนไข้ที่โอพีดีเสมอๆ ซึ่งเป็นวันที่คนไข้ต้องการผมมากกว่าลูกจริงๆวันหนึ่งในสัปดาห์ หรือไม่ก็ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ที่ผมมักจะถูกเรียกตัวไปประชุมต่างจังหวัดเสมอๆ จนจ้าบอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่ไม่เป็นไรของลูกคือ ซึม
เมื่อปีที่แล้ว กำหนดการถูกจัดขึ้นในสัปดาห์หนึ่งที่ผมคาดว่าจะมาร่วมงานได้ แต่ครั้นมีความจำเป็นที่กำหนดการต้องถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ จ้ารู้ดังนั้นก็ถึงกับร้องไห้ที่โรงเรียน ที่ร้องไห้ก็เพราะเธอรู้ว่า พ่อจะต้องไปประชุมที่เชียงใหม่ แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วเธอทราบว่า พ่อทิ้งตั๋วเรือบินออกไปกว่า ๗ พัน พ่อไม่ไปเชียงใหม่ พ่อยกเลิกการเดินทาง ก็ถึงกับกรี๊ดด้วยความดีใจลั่นบ้าน
"แต่พ่อยังต้องออกตรวจนะลูก" ผมบอกไปก่อน
"ไม่เป็นไร พ่อก็ไปดูจ้านิดเดียวก็ได้" เธอต่อรอง
และปีที่แล้วผมก็ไปตรวจคนไข้ตั้งแต่ ๘ โมงเช้า ขอเวลาพักช่วง ๑๐ โมง บึ่งไปโรงเรียน ดูลูกได้ ๑๕ นาที แล้วก็รีบกลับมาโรงพยาบาล
เพียงแค่นี้จริงๆที่ลูกต้องการให้เราไปเห็น school enterprise ของเขา

และงานนี้ "คอนเสิร์ตประจำฤดูกาล"

...........…
วันนี้ครับ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๐ ก็เป็นอีกวันที่เด็กจะมาแสดง “Mini Concert”

อันที่จริงผมก็ไม่เคยคิดเลยว่าการแสดงที่ได้ดูแบบนี้คือ mini concert เพราะว่าสำหรับเด็กๆและพ่อแม่แล้ว มันคือ great concert เสมอ

ลูกๆซ้อมกันนานมาก เรียกว่าเปิดเทอมมาก็เริ่มรู้ตัวกันแล้ว ว่าตัวเองจะต้องเล่นเพลงอะไร และการแสดงในปีนี้จะมีทั้งส่วนที่ต้องแสดงเดี่ยว แสดงคู่กับครู และเป็นการแสดงกลุ่ม ผมรู้สึกว่าในปีนี้เด็กๆต้องซักซ้อมการแสดงกลุ่มมากเป็นพิเศษ ต้องไปโณงเรียนในวันอาทิตย์อยู่หลายครั้ง จ้าบอกว่า “ไม่มีเซอร์ไพร้ซ์นะพ่อ แค่แสดงเพลงเม้ดเล่ย์ของโมสาร์ตเท่านั้นเอง”

ก่อนการแสดง ๑ วัน จ้ากับพี่เมี่ยงมาทำขนมเพื่อไปกินกันในปาร์ตี้หลังเลิกแสดง เธอทำ “บาน้อฟฟี่”

อันนี้ก็เป็นทำเนียมนะครับ เมื่อจบการแสดงแบบนี้ พ่อแม่ต่างก็หาของกินมาวางรวมๆกัน สังสรรค์กันอย่างสนุกสนานไดเอรรถรส หลังจากที่ถูกห้ามพูดคุยในห้องแสดงนานกว่า ๒ ชั่วโมง

การแสดงมีกำหนดการเริ่มในเวลาบ่ายโมงครึ่ง ลูกสาวทั้งคู่ไปอยู่ที่โรงเรียนตั้งแต่เที่ยงเศษ ๆ พ่อแม่ก็ไปจับจองที่นั่งกันหลายที่ ห้องมันเริ่มเล็กลงไปถนัดตาตั้งแต่ลูกพวกเราเริ่มโตเข้าวัยหนุ่มสาว ผู้แสดงที่แต่ก่อนรูปร่างอ้วนป้อม (แน่นอนว่า มันไม่ได้หมายลูกผมสินะ) ตัวเล็กๆวิ่งไปวิ่งมา จนเดี๋ยวนี้พวกเขาเหล่านั้นต่างโตเป็นหนุ่มสาวกันหมดแล้ว เด็กใหม่ๆเริ่มเข้ามาทดแทน บางคนเป็นเด็กอนุบาลหน้าตายังคงตื่นสนาม

“ของขวัญ” เป็นผู้แสดงเพื่อเปิดงาน เธอแสดง ๒ เพลง และที่คุ้นหูมากๆก็คือ “หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว” หากเราฟังก็คงเป็นเพลงปกติที่เด็กตัวเล็กๆขึ้นมาแสดง แต่มันพี้คมากเมื่อจู่ๆ เจ้าแมวของโรงเรียนเดินขึ้นเวทีมาแวะฟังของขวัญแสดงเพลงเกี่ยวกับเธอ “นังแมวผู้ที่กำลังท้องอยู่” อันที่จริงมันคือเพลง “Mary had a little lamb” ต่างหาก มาเป็นแมวเหมียวไปได้อย่างไรผมก็ไม่ทราบ เนื่องจากเป็นหมอสูติมาตั้งแต่หนุ่มๆ มิใช่นักดนตรี

สิ่งที่เรียกรอยยิ้มอย่างมากอีกการแสดงหนึ่งก็คือ ensemble ที่เป็นการแสดงคู่ของครูกับเด็ก

น้องเอลลี่ สาวน้อยทรหดมหัศจรรย์ สาวน้อยผู้ไม่มีแขนซ้าย และมีขาซ้ายสั้นเทียมเข่าขวา แต่ในเมื่อใครทำอะไรได้ เอลลี่ก็ต้องทำได้ ดังนั้น เพลง The Planets “Jupiter” ในบ่ายวันนี้จึงมีความไพเราะมากเป็นพิเศษ

พี่ขาลกับพี่หนุนก็มาร่วมแสดงเป็นแขกพิเศษ

ที่เรียกว่าพิเศษก็เพราะทั้งคู่เคยเป็นนักเรียนของคุณครูอะกิโกะ พี่ขาลคือผู้ที่ทำให้มีโรงเรียนนกฮูก เอาเข้าสิ ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะหากขาลไม่เกิด ผมก็ไม่แน่ใจว่าพ่อกับแม่เขาจะทำโรงเรียนขึ้นมาเพื่อลูกเขาหรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า (ไม่เคยถาม) ขาลเล่นดนตรีเก่งหลายชนิดมาก จับอะไรก็แสดงได้ไพเราะตลอด ตอนนี้เขาไปเป็นนิสิตที่จุฬาฯตามรอยบรรพบุรุษไปเรียบร้อย แต่ฝีมือด้านการเล่นดนตรียังไม่มีตกหล่นหายไปไหน

พี่หนุนเป็นเพื่อนพี่แป้ง คู่นี้แสดงเปียโน ๔ มือร่วมกันมาตลอด เพียงแต่หนุนทราบความต้องการของชีวิตได้ก่อน เธอจึงเป็นนักเรียนอยู่ที่ดุริยางคศิลป์ไปเรียบร้อย “สาขาแหกปากไพเราะ” ซึ่งเป็นชื่อไทยที่ผมคิดให้อย่างภูมิใจ

จะไม่เรียกอย่างนี้ได้ยังไงในเมื่อพี่หนุนอ้าปากร้องเพลงอะไรมามันก็มีความไพเราะไปเสียหมด ใครอยากฟังเพลงไทยร้องแบบโอเพอร่าก็เพราะ เพลงที่ฟังไม่รู้เรื่องก็ยังเพราะ ไอ้ที่ไม่รู้เรื่องก็เพราะบางเพลงเป็นภาษาอิตาเลี่ยนบ้าง ฝรั่งไม่ใช่อังกฤษบ้าง

แล้วก็มาถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย อันที่จริงจะว่าไปคงเป็นช่วงที่เหล่านักดนตรีรอคอยมากที่สุดต่างหาก เพราะพวกเขาต้องซ้อมกันมาอย่างหนัก “Mozart medley” ซึ่งเป็นการแสดงร่วมกันของเด็กๆจำนวน ๘ คน โครงแสดงหลักเป็นการวางแผนของครู ส่วนความสนุกๆใสๆที่เกิดขึ้นตลอดการแสดงนั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการคิดร่วมกันของเด็กๆ เช่น ตอนที่มีการแสดง body percussion ไอ้ผมดูไปก็คุ้นๆตา นึกว่ามีพรจากฟ้ามาปรากฏในโมสาร์ตได้อย่างไร

ผมว่าการแสดงแบบนี้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นการแสดงด้วย team work บทต้องแม่น การจัดวางสิ่งของต่างๆต้องอยู่ในที่ทางที่ถูกต้อง แล้วด้วยการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก มันเลยดูเพอร์เฟ็กต์มาก

ผมรับรู้ความรู้สึกของเด็กๆได้ เพราะเมื่อแสดงเสร็จปุ๊บ ทั้ง ๘ คนก็ร้อง “เฮ้.....” ออกมาอย่างดังพร้อมๆกัน และด้วยแววตาที่แสดงออกมานั้น “พวกเขาโล่งใจ และภูมิใจ” กับการแสดงของตัวเองมากๆ

…………………………………………………………………

เมื่อจบการแสดงใน ๒ ชั่วโมง แล้วก็ถึงเวลาปาร์ตี้

งานนี้ก็สนุกสิครับ

เต้าฮวยฟรุตสลัดในตำนาน ขนมถ้วย หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ลูกชุบ น้ำผลไม้คั้น บาน้อฟฟี่

อาหารอร่อย แต่ถ้าขาดเพื่อนร่วมโต๊ะที่ดี อาหารก็แค่อร่อยแต่คงไม่อูมาหมิ

ดนตรีไพเราะ แต่หากขาดผู้ฟังที่ดี เพลงก็คงเป็นแค่เพลงที่ส่งเสียงออกมา คงไม่ใช่สิ่งจรรโลงใจ

วันนี้ผมเชื่อว่า คนในห้องตรงนั้น ได้ชิมทั้ง ๒ อย่าง

ธนพันธ์ ชูบุญเล่าเรื่องดนตรีโรงเรียนนกฮูกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เล่าซ้ำๆ

๑๒ มีนาคม ๒๕๖๐




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

น่ารักมาก

เด็กๆโตหมดแล้ว

สงสัยเราจะแก่ลง

555555

หมายเลขบันทึก

625798

เขียน

13 Mar 2017 @ 16:56
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก