การแปล

การแปล เป็นการถ่ายทอดความหมายของข้อความในภาษาหนึ่ง ๆ ที่ใช้สื่อสาร ไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยข้อความที่ถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นแล้วจะมีใจความเหมือนกับข้อความในภาษาต้นฉบับ ผู้ทำหน้าที่แปลภาษา เรียกว่า นักแปล ส่วนผู้แปลภาษาโดยการฟังภาษาหนึ่ง แล้วแปลเป็นคำพูดอีกภาษาหนึ่งในทันที เรียกว่า ล่าม

พจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า “แปล” ซึ่งเป็นคำกริยาไว้ 2 ความหมาย ดังนี้
1) ถ่ายทอดความหมาย จากภาษาหนึ่ง มาเป็นอีกภาษาหนึ่ง
2) ทำให้เข้าใจความหมาย
พจนานุกรม นิวเวบสเตอร์ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการแปลในเรื่องของภาษาไว้ดังนี้
translate : “to render into another language ; to interpret ; to explain by using other words; to express in other terms”

ชนิดของการแปล

การแปลโดยทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ

1. แปลโดยพยัญชนะ (Literal Translation) เป็นการแปลเอาทั้งเนื้อความและถ้อยคำคือแปลแบบตรงตัวโดยพยายามรักษาความหมาย รูปแบบและโครงสร้างของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด มุ่งความถูกต้องครบถ้วนของต้นฉบับเป็นสำคัญ ไม่นิยมการตัดทอนต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงคำหรือข้อความใดๆ ของต้นฉบับ การแปลชนิดนี้ใช้ในการแปลกฎหมาย สนธิสัญญาระหว่างประเทศ ประกาศของทางราชการเป็นต้น

2. แปลโดยอรรถ (Free Translation) เป็นการแปลเอาความ ไม่ได้มุ่งรักษาโครงสร้างหรือรูปแบบของต้นฉบับอย่างเคร่งครัด มีการโยกย้ายความ ตัดทอนต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงคำหรือข้อความ เพื่อความเหมาะสม สามารถสื่อความหมายของต้นฉบับไปสู่ผู้อ่านได้อย่างถูกต้องแน่นอน โดยเน้นความหมายเป็นสำคัญ การแปลชนิดนี้ใช้แปลเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรักษาความถูกต้องแม่นยำของต้นฉบับ เช่น แปลนวนิยาย เรื่องสั้น นิทาน เป็นต้น

ขั้นตอนของการแปล

เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีตรงกับความต้องการ ฉะนั้น การแปลควรดำเนินไปเป็นขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. กำหนดวิธีการแปล เมื่อได้งานที่จะแปลแล้วก็กำหนดวิธีการแปลที่เหมาะสมกับเนื้อหานั้นมากที่สุด งานแต่ละประเภทใช้วิธีการแปลแตกต่างกัน ถ้าเลเอกวิธีการแปลไม่เหมาะสมกับงานแล้วก็อาจจะได้ผลงานไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ตรงกับความต้องการก็ได้ ฉะนั้น การกำหนดวิธีการแปลจึงจำเป็นขั้นแรก

2. ถ่ายทอดเป็นประโยคพื้นฐาน ในการแปลนั้น อันดับแรกควรถ่ายทอดเป็นประโยคพื้นฐานก่อน จะทำให้แปลง่ายและเข้าใจง่าย ในการถ่ายทอดขั้นนี้ ผู้แปลจะต้องทำความเข้าใจต้นฉบับเป็นอย่างดีสามารถแยกออกเป็นประโยคสั้นๆ ได้

3. เรียบเรียงประโยคใหม่ หลังจากถ่ายทอดเป็นประโยคพื้นฐานแล้ว จากนั้นจึงดัดแปลงต่อเติมให้ได้ประโยคที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ได้ภาษาที่สละสลวยเหมาะสมกับงานประเภทนั้นๆ

4. ปรับปรุงแก้ไข เมื่อได้ผลงานแล้วก็สำรวจตรวจตราดูอีกครั้งเพื่อดูว่ามีส่วนใดตอนใดควรปรับปรุงแก้ไข ถ้าเห็นว่ายังไม่ดีพอก็ปรับปรุงดัดแปลงจนกว่าจะได้ผลงานเป็นที่พอใจซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ลักษณะของการแปลที่ดี

ความซื่อตรง ในความหมายของการแปลภาษา

คือ การแปลให้ถูกต้องตามความหมายเดิมของต้นฉบับที่สุด

ความสวย ในความหมายของการแปลภาษา

คือ การใช้คำ และความสละสวลยของการแปลภาษา

ซึ่งหากนักแปลภาษาเน้นแปลภาษาโดยความถูกต้องตามต้นฉบับ ภาษาที่ใช้ในการแปลนั้นก็อาจจะไม่มีความสละสลวยเท่าที่ควร แต่ถ้านักแปลภาษาเน้นแปลภาษาในเรื่องความสละสลวยของภาษา การแปลภาษานั้นอาจไม่ถูกต้องเหมือนต้นฉบับเดิม

แต่ลักษณะของการแปลเอกสารที่ดีนั้น การแปลเอกสารต้องมีคุณสมบัติทั้ง 2 อย่าง คือต้องมีทั้งความถูกต้องและความสละสลวยของภาษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากแต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการแปลภาษาบ่อยๆนั่นเอง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Carecare



ความเห็น (0)