รอด

...มันจะเป็นอย่างไร หากโลกที่เราอยู่เกิดมหาวิบัติ คนกลุ่มไหนที่จะรอด คุณคิดบ้างไหมว่าโลกใบนี้อาจถึงเวลาดับสูญเพื่อรอการเกิดใหม่.........

มันจะเป็นอย่างไร หากโลกที่เราอยู่เกิดมหาวิบัติ คนกลุ่มไหนที่จะรอด คุณคิดบ้างไหมว่าโลกใบนี้อาจถึงเวลาดับสูญเพื่อรอการเกิดใหม่
ชายชราผู้หนึ่งยืนมองภาพเบื้องหน้าเหมือนกับวางเฉย แต่แววตาอันคมเข้ม หนวดเครารุงรัง และคิ้วหนาดกสีขาวแกมแดงนั้นช่างฉายแววหวั่นวิตกยิ่งนัก ภาพที่ปรากฏในสายตาของเขาคือภาพของเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา หยอกล้อกับผีเสื้อหลากสีบนเนินดอกหญ้าที่กำลังเบ่งบาน ภาพเบื้องหน้าของเขาไม่น่าจะทำให้เขารู้สึกหวั่นวิตกได้เลย แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้น
มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เพื่ออะไรกันนะ อยู่เพื่อสร้างความสวยงามมีค่า ให้ผู้อยู่ต่อชื่นชม หรืออยู่เพียงเพื่อตักตวงสิ่งมีค่าเหล่านั้นแล้วทิ้งสิ่งที่เป็นโทษไว้แทน
เขาเฝ้ามองเด็กน้อยวัยแปดขวบเริงรื่นอยู่กับเหล่าผีเสื้อพร้อมกับคิดถึงเหตุผลการใช้ชีวิตของคนในโลกใบนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่เขาคงต้องใช้ให้มีค่ามากขึ้น เพื่อทดแทนสิ่งที่เขาทำลายไป ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"ลุงครับ ผมว่าวันนี้ลุงคงจะได้ทานของดีแน่ ๆ" เด็กน้อยตะโกนบอกชายชราที่ยืนมองเขาอยู่
ลุงผู้รู้ใจหลานชายตัวน้อยรู้แน่ว่าเด็กน้อยหมายถึงอะไร เพราะบนท้องฟ้ามีเมฆจับกลุ่มดำเต็มไปหมด มันเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้กิ่งไม้ลู่ลมไปมาเหมือนกำลังหยอกล้อกัน ใช่....ฝนกำลังจะตกหนัก
"แน่ใจเหรอว่าจะมีปลาให้เก็บ" ลุงถามหลานชายอย่างใจเย็น
"แน่ใจสิครับก็เคยเก็บทุกปี" เด็กน้อยตอบอย่างมั่นใจ
ถ้าลุงชอนพูดว่าเก็บปลากับคนอื่น หลายคนคงงงและหัวเราะเยาะ แต่ไม่ใช่กับเด็กน้อยคนนี้แน่ เพราะเมื่อปีก่อนเคยเก็บปลากับลุงชอนจนได้แผลเพราะครีบปลาทิ่มมือมาแล้ว
เด็กน้อยวิ่งถือถังน้ำทรงกระบอกสูงประมาณฟุตครึ่ง ยืนรอให้ฝนลงเม็ดน้อยลง เมื่อฝนซาไม่นานเจ้าปลาหมอก็ใช้ครีบของมันตะกุยตะกายขึ้นจากขอบสระน้ำเพื่อหาน้ำใหม่ ภาพของเด็กน้อยกำลังวิ่งก้มเก็บปลาใส่ถังน้ำตัวแล้วตัวเล่า ทำให้ลุงชอนพอใจยิ่งนัก อย่างน้อยเขาก็เรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยการหาอาหารตามธรรมชาติ เมื่อเก็บปลาจนหมดแล้วเด็กน้อยยังไม่วาย สอดส่ายสายตาหาปลาที่คิดว่าแข็งแรงที่สุดสองสามตัวนำมันไปปล่อยลงในแหล่งน้ำใกล้เคียง เพราะจำคำสอนของลุงชอนได้ว่า
"กล้า ปล่อยปลาสักสองสามตัวลงในแหล่งอื่นน้ำบ้าง"
"ทำไมล่ะลุงชอน" เด็กน้อยถามอย่างฉงน
"เพื่อให้มันรอดไงล่ะ"
"ทำไมต้องให้มันรอดละครับ"
"เพื่อเราจะได้รอดเหมือนมัน เพราะมันจะขยายพันธุ์ให้เราได้กินต่อไป"
"อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้วครับลุงชอน"
เด็กน้อยมีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เก็บปลา เขาเก็บมันอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าปลาจะหนีลงน้ำใหม่เสียก่อน

**************************

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนตอนเช้า ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี กำลังสนุกกับการสร้างความเจริญเติบโตให้ตัวเอง แสงอาทิตย์กระทบละอองน้ำที่ติดตามใบไม้ มันสะท้อนกับสายตาของลุงชอน อากาศตอนเช้าช่างสดชื่นแตกต่างจากในเมืองเสียจริง แม้ในชนบทที่ความเจริญเข้าถึงแล้วคงไม่มีอากาศบริสุทธิ์แบบนี้เป็นแน่
ลุงชอนใช้เวลาค้นหาสถานที่นี้มากว่าค่อนปี จนได้พบหุบเขาที่เต็มไปด้วยความสงบเงียบ เขาปลีกตัวมาพร้อมกับเด็กชายซึ่งเขาไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพราะตั้งใจจะหนีความวุ่นวายมาเพียงลำพัง แต่ด้วยโชคชะตาหรือพรหมลิขิตกำหนดไว้ให้เด็กชายผู้นี้รอดจากกองขยะที่เต็มไปด้วย มด หนู และ แมลงสาบ แว่วเสียงของทารกน้อยผ่านทางเดินในเมืองใหญ่ที่ห่างจากสายตาผู้คน ลุงชอนได้ยินเสียงนั้น ดังมาตามซอกตึก ทำให้เขาหันทิศทางเดินตามเสียงนั้นไป และแล้วก็ได้พบกับเด็กน้อยที่สายรกติดสะดือยังไม่ทันแห้ง ใครกันนะที่ทิ้งลูกเขาได้ลงคอ ความสิ้นหวังที่ประดังเป็นเงาตามตัวของเขาเมื่อสักครู่ก็หายไปหมด เหลือแต่ความสงสารและห่วงชีวิตน้อยๆ นี้แทน เขานำทารกน้อยไปด้วยและตอนนี้เขาอายุได้แปดขวบแล้ว กล้าไม่เคยมีเพื่อนเขาอยู่กับลุงชอนเพียงสองคน
ลุงชอนใช้เงินที่เขามีอยู่ซื้อเรือลำหนึ่ง ซึ่งมันราคาแพงเหยียบล้าน แต่ขนาดของมันนั้นไม่ใหญ่โตเลย ลุงชอนบอกว่านี่เป็นเรือที่มีทุกอย่าง หากเราต้องใช้มัน เผชิญกับสิ่งเร็วร้ายที่เขาทำนายเอาไว้ แต่มันกลับจอดอยู่บนบก ซึ่งลุงชอนทำฐานรองเรือลำนี้ด้วยไม้เนื้อแข็งยืนต้นตายสามต้น กล้าเห็นมันจนชินตา เพราะมันเป็นสิ่งแรกที่เขาต้องเจอทุกครั้งเมื่อตื่นนอน
เย็นนี้กล้าตัดไม้ไผ่แห้งเหลือท่อนยาวประมาณสองคืบ ผ่าเป็นซีดเล็กๆ แล้วเหลาปลายแหลมเหมือนไม้เสียบลูกชิ้นแต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เขาเสียบปลายที่แหลมของไม้เข้าไปในปากของปลาหมอจรดหาง และบรรจงเอาเกลือทาตัวปลาที่เก็บมาได้ นำปลาเหล่านั้นย่างไฟอ่อนเป็นอาหารสำหรับมื้อเย็นวันนี้ ไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยตามลมไปต้องจมูกของผู้เป็นลุง
สองลุงหลานทานอาหารมื้อเย็นอิ่มแล้ว กล้าก็ไปตักน้ำซึ่งผ่านการกรองน้ำจากธรรมชาติ โดยมันไหลมาจากที่สูงบนยอดเขา รางน้ำทำจากกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่าครึ่งซึ่งต่อยาวมาถึงบ้านของลุงชอน กล้ายื่นขันน้ำส่งให้ลุงชอน พร้อมกับเก็บจานไม้เนื้อแข็งที่ลุงชอนทำเอง ทุกอย่างแทบไม่ได้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ถ้วยจาน ของใช้อื่น ๆ รวมไปถึงเครื่องปรุงอาหารอย่างเกลือ ลุงชอนพบว่าสถานที่แห่งนี้มีแหล่งดินเค็มที่สามารถผลิตเกลือได้เองตามธรรมชาติ แค่เตรียมดินบริเวณนั้น ให้สะอาดไม่มีเศษไม้ใบหญ้า และขุดคันดินล้อมรอบดินบริเวณนั้น แล้วปล่อยน้ำเข้าไป จากนั้นก็รอให้น้ำแห้ง จนเกิดการตกผลึกสีขาวอยู่เหนือพื้นดิน แล้วกวาดมันมารวมกันเป็นกอง นำมาร่อนให้เหลือแต่เกลือสีขาว
กิจวัตรประจำวันของลุงชอนวนเวียนอยู่กับการหาสิ่งดำรงชีวิตจากธรรมชาติ โดยลุงชอนคิดว่าเป็นการพึ่งพาจากธรรมชาติโดยไม่เบียดเบียนมัน มันเป็นกฎของการรักษาสมดุล เมื่อฝนตกป่าแถบนี้จะมีหน่อไม้แตกหน่อเต็มไปหมด ลุงชอนเรียนรู้ธรรมชาติและมีความสุขที่ได้อยู่กับมัน
"ลุงชอนวันนี้ทานอะไรกันดีครับ" เด็กน้อยตื่นแต่เช้าพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งที่ผู้เป็นลุงจะถ่ายทอดให้
"ฝนตกบ่อยๆ แบบนี้ควรกินอะไรดีล่ะ" ลุงชอนถามนำเพื่อให้กล้าคิดคำตอบเอง
"รู้แล้ว หน่อไม้ไง อิอิ เราไปหาหน่อไม้กันดีกว่า" ว่าแล้วกล้าก็รีบเข้าบ้านไปเตรียมย่ามและมีด เพื่อหาหน่อไม้"
"กล้าเอาเสียมไปดีกว่า" ลุงชอนแนะให้กล้าเปลี่ยนเครื่องมือหากิน
"ทำไมล่ะครับลุงชอน"
"เสียมน่าจะดีกว่ามีด ถ้าหน่อไม้ไม่โผล่พ้นดิน"
"อ๋อ! ครับลุงชอน เด็กน้อยปฏิบัติตามลุงชอนไม่เคยขัด อาจเป็นเพราะทุกครั้งที่ลุงชอนบอกมันเป็นไปตามนั้นเสมอ หรืออาจเป็นเพราะเขาใช้ชีวิตอยู่กับลุงชอนเพียงสองคนไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจให้หักเหไปทางอื่นได้
ลุงชอนสังเกตและเข้าใจธรรมชาติ เพราะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยธรรมชาติ เมื่อฝนเพิ่งเริ่มตก ลุงชอนคิดว่า หน่อไม้ที่แตกหน่ออาจไม่โผล่พ้นดิน จึงให้กล้านำเสียมไปแทนมีด เพราะมีดคงขุดหาหน่อไม้ในดินไม่ได้ และหากการคาดการณ์ของลุงชอนไม่เป็นตามนั้น เสียมก็สามารถใช้แทนมีดได้หากมีหน่อไม้พ้นดิน สรุปว่าแม้หน่อไม้จะอยู่ในดินหรือโผล่พ้นดินเสียมก็ยังใช้ได้ทุกสถานการณ์
เมื่อทั้งสองเดินเร่งฝีเท้าขึ้นบนทางลาดชันอย่างภูเขา ด้วยหนทางเดินที่ลื่นและชัน ทั้งคู่จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษพร้อมกับการแข่งกับเวลาที่ต้องนำหน่อไม้ไปเป็นอาหารเช้า เมื่อถึงที่หมายซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกอไผ่ อยู่หนาตา ปรากฏว่าไม่เห็นหน่อไม้แม้แต่อย่างใด กล้ามีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็มีคำพูดติดตลกให้ลุงชอนได้อมยิ้ม
"สงสัยหน่อไม้คงจะกลัวเสียมเรา เราคงต้องหาอย่างอื่นทานแล้วล่ะลุงชอน"
สำหรับลุงชอนแล้วความผิดหวังคงไม่มีให้เห็น เพราะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอาจเจอกับสถานการณ์นี้ พร้อมกับพูดว่า
"ส่งเสียมมาให้ลุง" ลุงชอนพูดกับกล้า โดยที่ผู้ฟังเริ่มเกิดความสงสัย พร้อมกับยื่นเสียมในมือให้กับลุงชอน
ลุงชอนพูดเหมือนกับมั่นใจว่าจะได้กินหน่อไม้ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นหน่อไม้เลย ลุงชอนเริ่มขยับเท้าแหงนหน้าขึ้นมองยอดของกอไผ่ ต้นแล้วต้นเล่า เหมือนมองหาอะไรสักอย่าง ทำให้กล้ายิ่งฉงนใจเข้าไปอีก เพราะหน่อไม้คงไม่แตกหน่ออยู่บนยอดกอไผ่อย่างแน่นอน ไม่นานลุงชอนก็พูดขึ้นว่า
"เจอแล้ว" พร้อมกับตรงรี่เข้าไปยังกอไผ่ที่มองเห็นตรงหน้า แล้วนั่งลงใช้เสียมเขี่ยใบไผ่และกิ่งไผ่เล็ก ๆ ที่ตายกองกันรอบต้น จากนั้นนั่งลงขุดดินบริเวณนั้น ลุงชอนขุดดินได้ถึงครั้งที่สี่ก็พบสิ่งที่ต้องการ นั่นก็คือ หน่อไม้ใต้ดิน กล้าสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง โผล่หน้ามองหาหน่อไม้ เมื่อสายตามองเห็นสิ่งที่กำลังหาอยู่กล้าก็เริ่มยิ้มออก เพราะภาพที่เห็นมันแปลกกว่าที่กล้าเคยพบ นั่นก็คือ หน่ออ่อนของหน่อไม้ที่โคนหน่อเป็นสีขาวนวลปลายเป็นสีเหลืองอ่อน ซึ่งโดยปกติแล้วหน่อไม้ที่พ้นดินจะเป็นสีเขียวมากกว่า ทำให้กล้ายิ่งนับถือความสามารถในการหาอาหารของลุงชอนยิ่งขึ้น และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่กล้าไม่เคยจะขัดคำสั่งของลุงชอนเลย
ลุงชอนเริ่มเขี่ยดินรอบหน่อไม้ออก แล้วใช้เสียมเซาะหน่อไม้ออกจากหลุมดิน แล้วส่งให้กล้าใส่ย่ามที่เตรียมมา กล้าสุดทึ่งในตัวลุงชอน และไม่วายที่จะซักไซ้ ลุงชอนถึงวิธีหาหน่อไม้ในดิน
"ลุงชอนรู้ได้ยังไงว่าหน่อไม้เกิดที่กอไผ่ต้นไหน" กล้าถามเพื่อหาคำตอบที่ค้างคาใจ
"กล้าเห็นลุงทำยังไงล่ะ" ลุงชอนถามย้อน
"ผมเห็นลุงมองบนปลายยอดไผ่ จนผมปวดคอด้วย" เด็กน้อยตอบอย่างไร้เดียงสา
"กล้าฟังนะ กฎของธรรมชาติ ต้นไผ่ต้นใดที่ออกดอก หมายความว่ามันโตเต็มที่จนโตต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เมื่อมันเป็นพืชที่แตกหน่อ มันต้องแตกหน่อใหม่แทนไงหละ"
"อ๋อ ! ผมรู้แล้วขอผมลองดูบ้างนะครับ"
"ได้สิ ลุงชอนส่งเสียมให้กล้า" กล้าหยิบเสียมมาถือไว้ขนาบข้างลำตัว แล้วสอดส่ายสายตามองหาดอกไผ่ที่อยู่บนต้นของมัน ไม่นานก็พบสิ่งที่มองหา จากนั้นก็ทำตามวิธีการของลุงชอน
"เจอแล้ว ลุงชอน ดูสิ ผมเห็นหน่อไม้แล้ว สงสัยจะหน่อใหญ่กว่าเมื่อกี้ ยอดมันใหญ่มากเลย"
ลุงชอนไม่ตอบแต่นั่งยิ้มอย่างมีความสุข ท่ามกลางเสียงลมพัดต้นไผ่ เสียงของมันดัง ออดแอดๆเป็นจังหวะ และแล้วอาหารสำหรับเช้านี้ก็คือ หน่อไม้อ่อนต้มกับน้ำพริกรสเด็ด แม้อาหารมื้อนี้จะเลยเวลาอาหารเช้าไปหน่อยแต่มันก็ยิ่งทำให้รสชาติของมันเอร็ดอร่อยมากขึ้น เพราะเพิ่มรสหิวอีกรสหนึ่งด้วย ในวงสนทนาประสาลุงหลาน บนโต๊ะอาหารไม่วายเป็นเรื่องรสชาติของหน่อไม้
กล้าบอกลุงชอนว่า รสชาติของมันทั้งนิ่มทั้งหวานกว่าหน่อไม้บนดินหลายเท่าทีเดียว คงเป็นเพราะมันอยู่ใต้ดิน เปลือกของมันจึงไม่มีสีเขียวเลย แต่เป็นสีขาวแกมเหลืองแทน มันเป็นอาหารที่อร่อยอีกมื้อหนึ่งของกล้า

ตกค่ำวันนี้ท้องฟ้าเปิดมองเห็นหมู่ดาวทอแสงแวววับเต็มท้องฟ้า วันนี้เหมือนดวงดาวขยับเข้าใกล้สายตาของทั้งคู่ ราวกับว่ามันอยู่เหนือปลายไม้แค่เพียงเดียว บนท้องฟ้ายามนี้ช่างงดงามเสียนี่กะไร หน้าบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ที่สร้างด้วยเนื้อไม้ที่ทั้งหนาทั้งแข็ง มันเป็นบ้านที่มีสองห้องนอนหันหน้าชนกัน มีห้องน้ำแยกจากตัวบ้าน ตรงกลางมีห้องโถงโล่งกั้นไว้ ส่วนด้านหลังเป็นห้องครัว ห้องน้ำมีที่รองน้ำซึ่งต่อจากรางไม้ไผ่มาจากยอดเขาอีกสายหนึ่ง ทั้งสองนั่งมองแสงดาวช่างเหมือนแสงตะเกียงที่อยู่ในครอบแก้วตรงหน้านี้เสียจริง ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกัน นอกจากดื่มด่ำกับธรรมชาติในค่ำคืนนี้อย่างมีความสุขก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายกันเข้านอน
แต่ในความหลับใหลของลุงชอน ภาพความฝันที่มันชอบรบกวนความสุขของลุงชอนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อใดที่ลุงชอนรู้สึกเป็นสุขสุดขีด มันมักจะถูกทำลายด้วยฝันร้ายยามค่ำคืนเสมอ
"ไม่! ผมไม่ทำ ผมไม่ทำมันอีกแล้ว" ลุงชอนละเมอ
" ไม่ ไม่ ไม่"
ภาพในฝันที่ปรากฏนั้นคือภาพของธิบดินทร์ เจ้าของบริษัทขุดเจาะน้ำมันในทะเลที่ลุงชอนเคยรับผิดชอบการอนุมัติโครงการ ธิบดินทร์กำลังบังคับให้เขาเซ็นอนุมัติโครงการขุดเจาะน้ำมันแห่งที่สอง ซึ่งเขาเคยทำมันไปแล้วในฐานะนักวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
เขารู้ดีว่าโครงสร้างการขุดเจาะน้ำมันของธิบดินทร์ไม่ได้มาตรฐาน ความเปราะบางของมัน จะทำให้น้ำมันรั่วไหลและทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในทะเล และมันจะส่งผลกระทบระยะยาวกับมนุษย์อีกด้วย จากการใช้ทฤษฎีและหลักการในการหาคำตอบดังกล่าว ทำให้เขารู้ว่าจะเกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงขึ้น โลกใบนี้จะเกิดมหาวิบัติ ฝนตกผิดฤดู พื้นที่ที่มีอากาศร้อนจะมีหิมะตก พื้นดินจะทรุดตัวบริเวณที่สูงจะยุบลงกลายเป็นแอ่ง บางพื้นที่แห้งแล้งฝนไม่ตกกลายเป็นทะเลทราย และที่สำคัญน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำจะท่วมโลก และราตรีที่ยาวนานจะเกิดขึ้นสี่สิบเก้าวันจากนั้นโลกจะสร้างตนเองใหม่ แต่แผนที่โลกคงต้องเปลี่ยนไปด้วย
ลุงชอนนำเรื่องนี้ไปบอกกับธิบดินทร์ แต่เขากลับไม่ยอมฟัง และขู่ว่าจะเปิดโปงเรื่องที่ลุงชอนใช้ตำแหน่งของตนในทางมิชอบ ซึ่งทางมิชอบของเขาคือการยอมเซ็นรับรองโครงการขุดเจาะน้ำมันของธิบดินทร์นั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ลุงชอนรู้ว่า มนุษย์จำนวนมากในโลกใบนี้จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรจนกว่าคนเหล่านั้นไปถึงทางตันซึ่งตรงหน้าของเขามีเพียงหุบเหวที่ลึกและสูงเท่านั้นเขาจึงจะหันหลังกลับมาดูสิ่งเลวร้ายที่เขากระทำต่อโลกใบนี้ เมื่อมนุษย์ถูกธรรมชาติลงโทษ เขาจะรู้เองว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะรักษาที่อยู่เพียงแห่งเดียวของเขาเอาไว้ได้
ลุงชอนตื่นจากฝันร้ายซ้ำซากนั่น เขาก้าวเท้าลงจากเตียงอย่างช้า ๆ เดินออกมานั่งไปจิบน้ำอุ่นที่ห้องโถง แล้วบอกกับตัวเองว่า "ถึงเวลาแล้วซินะ"

เช้านี้ลุงชอนมีสีหน้าซีดเซียว ซึ่งเป็นผลมาจากการนอนไม่หลับหลังฝันร้ายเมื่อคืนนี้ เพราะความฝันนั้นมันทำให้เขารื้ออดีตที่ฝังใจออกมาจนหมด เรื่องราวอดีตอันขมขื่นของเขามันช่างยืดยาวจนเขาต้องนั่งคิดถึงมันทั้งคืน กล้าสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลุงชอนทั้งภายนอกและภายในจิตใจของเขา วันนี้ลุงชอนเปลี่ยนไป เขาสัมผัสมันได้ ลุงชอนมีทีท่าเหมือนรอจังหวะเวลาอะไรบางอย่าง แล้วครู่หนึ่งลุงชอนก็เริ่มบทสนทนา
"กล้า...หลานคิดว่า หลานมีความสุขไหม ที่อยู่ที่นี่" ลุงชอนถามกล้าเพื่อหยั่งความรู้สึก เด็กน้อยงงกับคำถามและไม่รู้จะตอบอย่างไร
"เออ! ครับลุงชอน"
"จะเป็นยังไงถ้าความสุขที่เรามี อาจหมดไป กล้าจะรับมันได้ไหม ลุงอยากให้กล้าเข้มแข็ง และเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น"
กล้ารู้สึกเหมือนตัวเองไม่ปลอดภัย ลุงชอนไม่เคยพูดแบบนี้กับตน และทุกครั้งที่ลุงชอนพูดอะไร มันต้องเป็นไปตามนั้นเสมอ กล้าจึงรู้สึกหวั่นวิตก แต่ก็พยายามเตรียมใจยอมรับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาคิดว่าลุงชอนต้องไม่ทิ้งเขาไว้อย่างแน่นอน
"กล้าฟังนะ อีก 1ปี บริเวณแถบนี้จะแห้งแล้งหนัก ฝนทิ้งเม็ดสุดท้ายปีนี้ มันจะไม่ตกอีกเลย ในปีหน้า ดินจะแตกระแหง ต้นไม้ในป่านี้จะเริ่มเหลืองตาย ในปีต่อไปฝนจะตกหนักข้ามวันข้ามคืนน้ำป่าจะไหลหลาก ที่สำคัญน้ำจะท่วมบริเวณนี้ แผ่นดินจะแยกภูเขาจะยุบตัวลง และบริเวณที่ต่ำจะยกตัวสูงขึ้น โลกจะมืดมีแต่กลางคืนเป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ" ลุงชอนลำดับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้าให้กล้าฟัง พร้อมกับกำชับให้กล้าถนอมอาหารมากักตุนไว้ เพื่อเก็บไว้ทานในยามคับขัน
กล้าอ้าปากค้าง ตายังไม่ทันได้กะพริบตั้งแต่ประโยคแรกที่ลุงชอนบอกแก่เขา เพราะสิ่งที่ได้ฟังมันเกินกว่าคำว่าไม่ปลอดภัย แต่มันถึงขั้นเราจะรอดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่กล้าก็ยังพยายามรวบรวมสติ พูดกับลุงชอน
" ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าลุงชอนซื้อเรือทำไม" เด็กน้อยคิดถึงเรือลำนั้นทันที ตอนนี้มันมีค่ามากกว่าสถานที่เล่นของเขาเสียแล้ว
"ลุงมีอีกเรื่องที่ต้องบอกหลาน ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ลุงอยากบอกหลานให้รู้ไว้ ฟังนะ กล้าไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของลุง ลุงเก็บกล้ามะจากกองขยะ แม่หลานทิ้งหลานไว้ที่นั่น กล้าเสียใจไหม"
กล้าตกใจเล็กน้อยกับเสียงที่ได้ยิน แต่มันไม่สำคัญอะไรไปกว่าการจะรอดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้น ลุงชอนเลือกเวลาบอกเรื่องนี้ได้เหมาะทีเดียว
"มันคงไม่สำคัญ ไปกว่าการได้มีชีวิตรอดอีกครั้ง หลังจากที่ผมรอดมาจากกองขยะมาแล้ว ลุงสัญญาได้ไหมว่าลุงจะช่วยผมให้รอดอีกครั้ง"
ลุงชอนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อเรียบเรียงถ้อยคำที่จะกระทบกระเทือนจิตใจหลานชายน้อยที่สุด
"กล้า ลุงก็ยังไม่รู้ว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างไร เหตุการณ์นี้มันเป็นครั้งแรกของเราทั้งคู่ ลุงยังไม่รู้ว่าเราจะเจอกับอะไรบ้าง แต่ที่สำคัญเราจะเจอมันพร้อมกัน และลุงจะปกป้องกล้าด้วยชีวิต เพราะลุงหวังให้กล้ารอด เพื่อสร้างโลกใบนี้ใหม่"


และอย่างที่เคยได้ยิน เวลาของความสุขมันสั้นเสมอ ฤดูแห่งความแห้งแล้งก็มาถึง หากย้อนเวลานี้ไปปีที่แล้วคงเป็นวันที่กล้าตั้งตารอฝนลงเม็ดน้อยลง แล้ววิ่งไปเก็บปลาหมอที่ตะกุยตะกายออกจากสระเพื่อหาน้ำใหม่ แต่สิ่งที่กล้ากำลังยืนมองอยู่คือสระที่ไม่เหลือน้ำไว้แม้แต่หยดเดียว ความแห้งแล้งเปลี่ยนมันเหลือเพียงดินที่แตกระแหงของสระที่ไร้น้ำ
"ลุงครับ เราต้องนำอาหารที่เก็บไว้มาทานแล้วล่ะ"
"ไม่ต้องหรอกกล้า มันยังมีหนทางที่จะหาปลาได้อีก เพียงแต่เราต้องหามันด้วยวิธีอื่น"
"หาอย่างไรครับ ในเมื่อในสระมีแต่ดิน ไม่มีปลาแน่นอน"
"สัตว์ทุกชนิดต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด กล้าเคยสังเกตไหมว่าเมื่อฝนตกใหม่ในบริเวณที่ไม่มีน้ำ ปลามันมาจากไหน ทั้ง ๆที่น้ำแห้งขอดมองไม่เห็นตัวปลา แต่เมื่อน้ำมาสักพัก น้ำตรงนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว มองเห็นตัวปลาแวกว่ายไปมา"
"ครับลุงชอน แล้วมันอยู่ไหน มันไม่ตายเหรอครับ"
"มันมีที่อยู่ แต่รสชาติของมันอาจไม่อร่อยอย่างปลาติดมันหรอกนะ เพราะมันต้องเผาผลาญไขมันในตัวของมันเพื่อความอยู่รอด"
ลุงชอนเดินลงไปใจกลางของสระ ที่ไม่มีน้ำ อุปกรณ์ในการหาปลาของลุงชอน ไม่ใช่ แห หรือเบ็ด เพราะในมือไม่ใช่อุปกรณ์หาปลา แต่กลับเป็นเสียม ลุงชอนนั่งลงขุดดินบริเวณสุดท้ายที่น้ำแห้งขอด เมื่อขุดดินลึกลงไปครึ่งเมตร เขาเริ่มเบามือ ขุดสลับกับลูบดินเบา ๆ เหมือนเกรงว่าปลายเสียมจะไปสัมผัสกับอะไรบางอย่าง ไม่นานก็ได้ยินเสียงลุงชอนแทนเสียงขุดดิน
"เจอแล้ว" ลุงชอนพูดพร้อมกับบอกให้กล้ายื่นมือลงไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างในนั้น
"มันนุ่มนิ่มไม่เหมือนดิน.... ปลา! มันคือปลาใช่ไหมลุง ปลาอยู่ในดิน เป็นไปได้ไงเนี่ย" กล้าที่ประหลาดใจ ทั้งตื่นเต้น ที่รู้ว่าในดินมีปลา
จากนั้นลุงชอนก็ใช้เสียมเซาะดินข้างตัวปลาเบา ๆ แล้วนำปลาที่เต็มไปด้วยดินพอก ยื่นให้กับกล้า กล้ารีบรับก้อนดินพิศวงไปปล่อยลงในถังน้ำ แล้วเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของมัน ไม่นาน ปลาก็เริ่มขยับตัวเพราะเจอน้ำใหม่ มันเริ่มสลัดดินที่โอบตัวมันออกทีละน้อย ๆ จนมองเห็นตัวมันชัดขึ้น มันคือปลาช่อนที่มีขนาดพอมือ น้ำหนักประมาณสามขีด หากมันอยู่ในน้ำที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ตัวของมันคงมีน้ำหนักมากว่านี้เป็นแน่
ลุงชอนเดินมานั่งข้าง ๆ กล้า แล้วบอกว่า
"กล้าทุกสิ่งมันมีวิธีแก้ไข ขึ้นอยู่กับว่า เราหาทางออกพบหรือไม่ หากเรารอดจากมหา ภัยพิบัติครั้งนี้ กล้าต้องเป็นต้นกล้าที่จะสร้างโลกใหม่ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ดูแลมัน เหมือนกับที่มันดูแลเรา จงพึ่งพากันและกันนะกล้า"
"จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ มากกว่าการตักตวงเอาจากธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึง

          สิ่งที่ทำลงไป ให้คิดอยู่เสมอว่า กล้าต้องพึ่งพาธรรมชาติ โดยการขอ อย่าฉกฉวยเอาไปจนเกิดการเสียสมดุล เมื่อใดที่สมดุลธรรมชาติไม่มีอีกต่อไป สิ่งเหล่านั้นจะนำหายนะมาสู่มนุษย์บนโลกใบนี้ เหมือนอย่างที่เราจะเผชิญกับมัน ลุงหวังให้กล้ารอด จำคำลุงเอาไว้ให้ดี"<br>               ทั้งสองเข้าใจกัน ทุกคำที่ลุงชอนพูด มันเหมือนกับว่าลุงชอนกำลังพูดกับทุกคนในโลกใบนี้ ทุกคนควรเตรียมรับสถานการณ์ที่ยังไม่มีใครเจอ แม้แต่ลุงชอนผู้เจนธรรมชาติ ทั้งคู่จะเป็นอย่างไร คนในโลกใบนี้จะมีใครรอดบ้าง หรือมันอาจไม่เกิดขึ้น แล้วถ้ามันเกิดขึ้นล่ะ โลกใบนี้จะเป็นอย่างไร หากทุกคนในโลกต้องตายกันหมด ใครจะเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไป....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ร่วมแบ่งปันแรงบันดาลกับงานเขียน



ความเห็น (0)