การเรียนรู้ที่ดีของเด็กปฐมวัย

ช่วงของวัยเด็กที่ต้องการปลูกฝังอบรมเพราะลักษณะนิสัยที่ดีงามได้ดีที่สุดคือช่วงปฐมวัยหรือช่วงอายุของเด็กระหว่าง 0 – 6 ปี ซึ่งถือเป็นวัยวิกฤตของชีวิตมนุษย์การได้รับอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ของเด็ก (ศลักษณ์ ทรรพนันทน์ 2536) การเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กโดยทำให้เด็กสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น ถ้าการปรับตัวของเด็กไม่ถูกต้องเหมาะสมเด็กจะเกิดความคับข้องใจและแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ออกมาได้

ครอบครัวเป็นแกนหลักในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ชุมชนและสังคมเป็นฐานที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการพัฒนาเด็กทุกขั้นตอนประการสำคัญคือ ความร่วมมือประสานประโยชน์ระหว่างชุมชน บ้าน โรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยครู ผู้ปกครอง ให้เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็ก และกระตุ้นให้มีความร่วมมือร่วมใจกัน เป็นการพัฒนาเด็กบนพื้นฐาน ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทรและความเข้าใจ ผู้ปกครองจะรู้และเข้าใจสามารถส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของการเลี้ยงดูและระดับการปฏิสัมพันธ์ที่เด็กได้รับ เด็กทารกที่ได้รับการกอด หยอกล้อ อาทรและกระตุ้นทางการมองเห็นจะได้เปรียบเด็กที่ไม่ได้รับหลายเท่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดมีโอกาสที่จะพัฒนาทักษะทางด้านการรับรู้ ภาษา อารมณ์และสังคมอย่างเต็มที่ มีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์แข็งแรงและมีความเชื่อมั่นและรู้จักคุณค่าของตนมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่

ปัจจุบันพบว่าเด็กปฐมวัยกำลังถูกเร่งรัดให้มีพัฒนาการที่เกินวัยอย่างไม่สมดุล ซึ่งจะส่งผลเสีย ต่อการพัฒนาทักษะด้านการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต เช่น เร่งรัดพัฒนาการด้านวิชาการที่เกินวัยเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประถมชื่อดังที่เกิดปรากฎการณ์กวดวิชาตั้งแต่อนุบาล ทั้งในช่วงวันหยุดและวันปิดเทอม เร่งเรียนเขียนอ่าน เกินพัฒนาการเด็กซึ่งเกิดความเข้าใจที่คาดเคลื่อนจากความคาดหวังของผู้ปกครอง

ที่ต้องการให้เด็กอนุบาลอ่านออกบวกลบเลขได้ ผู้บริหารสถานศึกษาที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการ

ของเด็กแต่ละช่วงวัย ทำให้ระบบการเรียนการสอนเด็กในระดับและประถมการศึกษาตอนต้นมุ่งเน้นการท่องจำ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสที่มีอยู่อย่างจำกัดในการสร้างทักษะทางด้านพฤติกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อคุณลักษณะความสำเร็จด้านการศึกษาและการทำงานในอนาคตของเด็ก (ศศิลักษณ์ ขยันจิต : 2558)

การเจริญเติบโตที่ดีในทุกด้านของมนุษย์นั้นต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย การมีความรู้ การเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเด็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ ในวัยต่อมาและเป็นการเริ่มต้นที่ดี การสร้างคนที่มีทั้งความดี ความเก่ง และมีความสุข การปลูกฝังความต้องการเรียนรู้ให้เริ่มด้วยการฝึกให้เด็กสังเกตใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวของเด็ก สนับสนุนให้เด็กจำ และเรียนรู้การค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งอาจเป็นการเรียนรู้อย่างมีแบบแผนหรือไม่มีแบบแผนก็ได้ เด็กทุกคนจึงควรต้องมีการเรียนรู้ เพื่อให้ตนเองสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ใหม่ๆ ด้วยการฝึกฝน ทางด้านความนึกคิด สร้างเสริมประสบการณ์ที่ได้รับจากการกระทำ การเรียนรู้ทั้งที่ผ่านทางการรับรู้ของประสาทสัมผัส และที่สร้างสรรค์ขึ้นเองภายในตัวการให้เด็กได้เล่นสิ่งของจากธรรมชาติและเล่นท่ามกลางธรรมชาติจะช่วยให้

เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กปกติ หรือเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษาก็ตาม เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่นเรียนรู้อย่างมีความสุข กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็กปฐมวัยมีหลายรูปแบบ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนและได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ซึ่งเป็นการสร้างเสริมพัฒนาการทางสังคมช่วยให้เด็กเล่นและทำงานร่วมกับเพื่อนได้ดีและเป็นระยะเวลานานขึ้น ถ้าเด็กมีโอกาสฝึกการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมและการรู้จักการเล่นกับเพื่อนมากเท่าใดจะทำให้เด็กร่วมมือและสามัคคีกับเพื่อนในเวลาเล่นกับเพื่อนมากขึ้นเท่านั้น เด็กจะกระตือรือร้นที่จะได้รับการรับรองเห็นชอบจากผู้อื่น เด็กจะสนใจเพื่อนเล่นมากขึ้น ครูควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ ลักษณะกระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นแบบเปิดกว้าง จัดให้มีประสบการณ์ที่หลากหลายโดยให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจหรือให้เด็กได้แสดงออกในแนวทางที่เขาสนใจ ได้ทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ เด็กเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกลุ่มเล็กๆ และเป็นรายบุคคล การให้เด็กได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นทำให้เด็กได้ตรวจสอบความคิดของตน แต่เมื่อมีปัญหาเด็กต้องการคำแนะนำจากผู้ใหญ่ ครูจึงเป็นผู้ให้คำแนะนำเมื่อเด็กต้องการและให้การสนับสนุน