ครูในความทรงจำ

ครูในความทรงจำ

เชื่อว่าหลายคนเคยมีวีรกรรมที่เคยทำไว้กับคุณครู อาจจะเป็นเรื่องดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นมันยังคงติดตาและฝังใจ คิดถึงทีไรก็เป็นต้องยิ้มทั้งน้ำตา เช่นเดียวกับผู้เขียนในตอนนี้ รู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่เรียนอยู่

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ผู้เขียนเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ชอบเล่นเหมือนผู้ชาย เสียงดัง โดยเฉพาะเสียงหัวเราะด้วยนั้นยิ่งดังใหญ่ เลยทำให้เวลาทำอะไรก็แล้วแต่ทำให้ครูจำได้ตลอดเลย ไม่เคยหลบพ้น ตอนนี้ผู้เขียนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว และขอย้อนกลับไปในช่วงมัธยม เพื่อรำลึกถึงครูในความทรงจำ

ตอนที่ผู้เขียนเรียนอยู่มัธยมเคยมีความคิดหนึ่งคืออยากไว้ผมยาวมาก เลยต้องคอยหลบคอยซ่อนครูฝ่ายปกครองตลอดเวลา อาจจะหลบได้บ้าง หลบไม่ได้บ้าง เคยแอบด่าครูที่ตัดผมเรา ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องตามตัดผมนักเรียนตลอดเวลา ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้ตัดสินในการเรียนของเรียนเลย โดนตัดตั้งแต่อยู่ชั้นม.1จนถึงชั้นม.6ก็ยังโดนตัดอยู่ ทำให้เรามีอคติกับครูคนนี้มาก เจอหน้าทีไรเป็นต้องหลบ เหมือนเราไปทำผิดอะไรมา มันเป็นอะไรที่แปลกและตลกมาก จนจบออกมาถึงรู้ว่ามันเป็นกฎ เราเป็นนักเรียนต้องทำตามกฎของโรงเรียน แต่ถ้าไม่มีครูฝ่ายปกครองที่คอยดูการแต่งกาย ดูทรงผมนักเรียนในตอนเช้า โรงเรียนคงไม่ใช่โรงเรียน คงเป็นสถานที่หนึ่ง ที่แค่มาเรียนแล้วก็กลับบ้านไป ไม่มีความเป็นระเบียบอะไรเลย

นอกจากเรื่องการแต่งกายและทรงผมที่ต้องคอยระวังในสมัยนั้นแล้วยังเคยแอบโดนเรียนกันยกห้องแถมปิดไฟ ปิดประตูห้อง ไม่ให้ครูเข้ามา นอกจากมันจะเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ครูที่สอนในคาบนั้นเสียความรู้สึกอีกด้วย และสรุปในวันนั้นไม่ได้เรียนวิชานั้นจริงๆ แต่ครูเรียกไปพบทั้งห้อง โดนว่าไปตามระเบียบ แต่ดูเหมือนครูเขาจะแอบร้องไห้ด้วย ครั้งนั้นเป็นการโดดเรียนที่เสียความรู้สึกที่สุด และหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ไม่เคยโดดเรียนแบบยกห้องอีกเลย มีอีกอย่างที่อยากบอก ตอนนั้นอยู่ม.3 ผู้เขียนเกลียดวิชาภาษาไทยมาก ทั้งๆที่เป็นวิชาที่ผู้เขียนชอบ และทำได้ดีที่สุด แต่ผู้เขียนไม่ชอบครูผู้สอน เพราะครูเขาชอบสั่งการบ้านเยอะๆสอนเต็มคาบเรียนไม่เคยขาด ลา หรือ มาสายเลย แม้จะไม่สบาย สั่งการบ้านที10-20 หน้า(แต่สั่งตอนเปิดเทอมส่งก่อนปิดเทอม) แล้วครูเขาชอบให้ทำโครงงานเยอะแยะ ทำไม่ถูกก็แก้อยู่นั่นแหละ มันเลยมีความรู้สึกว่า เหมือนครูเขาแกล้งเรา(ไม่รู้ว่าตอนนั้นไปเอาความคิดแบบนี้มาได้ยังไง) และครูก็ชอบให้ท่องบทอาขยานก่อนเรียนทุกวัน ซึ่งสำหรับผู้เขียนในตอนนั้นมันน่าเบื่อมาก และมีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูเขาเรียกตัวแทนห้องไปพบ และเป็นผู้เขียนเองที่เป็นหน่วยกล้าตายไปพบกับครูเขา และเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ทั้งความคิดครู ความคิดเด็ก และก็ได้ปรับตัวเข้าหากัน ทำให้ผู้เขียนเริ่มสนุกกับการเรียนมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับผู้เขียนเท่านั้นที่สนุก เพื่อนคนอื่นๆที่อยู่กลุ่มเดียวกันและต่างกลุ่มก็สนุกกับการเรียนวิชานี้เหมือนกัน เพราะครูเขาเล่นกับเด็กไม่ถือตัวเหมือนตอนแรกๆ (ไม่ใช่เล่นแบบเพื่อนเลย ก็มีช่องว่างระหว่างครูกับเด็กบ้าง) และเวลาเสาร์อาทิตย์ ครูเขาจะให้ไปช่วยงานครูตลอด อย่างเพื่อนของผู้เขียนจากที่เป็นเด็กเกเร พอครูเข้าหาเด็กก็กลายเป็นตั้งใจเรียนมากขึ้น และช่วงเวลาของพวกเราก็สั้นนัก เมื่อผู้เขียนจะจบม.3และครูเขากำลังจะย้ายโรงเรียน เลยทำให้เราไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่ปัจจุบันนี้ก็ติดต่อกับครูท่านนี้ตลอด และอยากจะบอกว่าเพราะครูท่านี้แหละ ทำให้ผู้เขียนอยากเรียนครู อยากเป็นครูที่เข้าใจเด็กเหมือนกับท่าน แม้ช่วงแรกจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม ไม่ต้องเป็นครูที่ใจดีตลอดเวลา ดุบ้าง ด่าบ้าง แต่ต้องอยู่ในเหตุและผล

จะเห็นได้ว่าความทรงจำเกี่ยวกับครูในวัยมัธยมจะมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี แต่เรื่องราวในวันก่อนมันย้ำสอนเราในทุกวันนี้เสมอ ถ้าไม่เจอครูฝ่ายปกครองที่โหด ก็ไม่มีนักเรียนที่ถูกระเบียบในวันนี้ ถ้าไม่มีครูที่สอนไม่รู้เรื่องจนต้องโดดเรียนยกห้องก็ไม่มีนักเรียนที่ตั้งใจเรียนวันนี้ และถ้าไม่มีครูที่เข้าใจเด็ก ก็ไม่มีนักศึกษาวิชาชีพครูในวันนี้เช่นกัน หนูต้องขอบคุณครูทุกท่านที่เคยประสิทธิ์ประศาสตร์วิชา อบรมสั่งสอน แม้บางครั้งที่ไม่เชื้อฟังครูบ้าง แต่ลูกศิษย์คนนี้จะรักและเชิดชูครูตลอดไป....

  • แด่ ครู อาจารย์ โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ ทุกท่าน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แพรวนภา เทียงปัด



ความเห็น (0)