1.ผีทัพพี เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนได้ประสบพบเจอเองกับตัว จึงได้นำมาเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ด้วยกัน.....
คืนนั้น เป็นวันพระ แรม15ค่ำ ซึ่งเป็นวันคืนเดือนมืด ช่วงพลบค่ำนั้น ครอบครัวของผู้เขียนก็ได้กินข้าวกันตามปกติ โดยเป็นข้าวสวย ต้องใช้ทัพพีสำหรับตัก บ้านของผู้เขียนเป็นบ้านไม้สองชั้น พ่อกับแม่อยู่ชั้นบน และใช้ให้ผู้เขียนลงมาเอาทัพพีอยู่ชั้นล่าง ระหว่างที่เดินลงบันไดลงมา รู้สึกเหมือนตัวหวิวๆ ลมพัดมาเสียงดังหวี้ดๆ จนผู้เขียนเองถึงกับขนลุก เพราะหนาวมาก มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นเพียงแค่เงาเมฆที่บดบังแสงจันทร์ อันน้อยนิด รีบเดินลงบันไดอย่างเร็วจี๋ พร้อมกับเดินไปที่ตะกร้าช้อน ขณะที่เดินอยู่นั้น เหมือนได้สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง ที่รู้สึกนิ่มๆ มีเสียงดังแฮ่กๆที่ค่อยๆดังขึ้นๆเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีเสียงโซ่ที่ถูกลากอย่างเชื่องช้า รู้สึกเหมือนสิ่งนั้นค่อยๆเดินตรงเข้ามาหาผู้เขียนอย่างเยือกเย็น ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่รอช้า รีบค้นหาทัพพีอย่างรวดเร็ว เท้าก็ยังเตรียมพร้อมที่จะวิ่งอยู่เสมอ เสียงช้อน ส้อม ดังรุนแรงกระทบกัน เคร้งๆ คลุ้งๆ คลุ้งเคล้งๆ และในที่สุดเหมือนได้พบขุมทรัพย์มหาศาล เมื่อมือไปโดนทัพพีเข้าอย่างจัง พอจับทัพพีได้ ผู้เขียนจึงไม่รีรอหาพระแสงอะไร หรือรอใครให้มาตัดริบบิ้นก่อนออกสตาร์ทวิ่ง รีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต หรือคิดจะหันหลังกลับมา เพื่อดูว่าเสียงที่ได้ยิน สิ่งที่ได้พบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด นั่นมันคืออะไร
2.ขึ้นมาบนบ้านพร้อมกับทัพพีที่ติดมาด้วย กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเสร็จเรียบร้อย (ผู้เขียนตัดสินใจที่จะไม่บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ให้กับพ่อแม่ได้รับรู้) กินข้าวอิ่มก็เก็บจานลงไปไว้ข่างล่าง ข้างบนบ้านเหลือไว้แค่หม้อหุงข้าว ชามผัก และทัพพีที่ใช้ตักข้าว วางทัพพีไว้บนฝาหม้อหุงข้าว พ่อแม่พากันเข้านอน ผู้เขียนที่อาบน้ำแปรงฟันเรียบร้อย ก็รีบขึ้นมาบนบ้าน มาอ่านหนังสือเหมือนเคย ดังเช่นทุกวัน ปกติผู้เขียนจะนอนประมาณ 4ทุ่มหรือ5ทุ่ม แต่วันนี้พิเศษใส่ไข่หน่อย นอนสัก6ทุ่ม เกือบตีหนึ่ง คืนนั้นจำได้ว่ามันเงียบมาก เงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดเรไร เงียบจนได้ยินเสียงวิญญาณ (เห้ยยย..ไม่ได้แสดงหนังรุ่นพี่ ..รีเพลย์ใหม่) เงียบจนได้ยินเสียงจิ้กจกเดินหกขา ยุงบินเจ็ดปีก หรือแม้แต่เสียงยุงจาม! (นี่ ยุงจามได้ด้วยหรอ?) เออนอกเรื่องละ
3.เข้าเรื่อง ขณะนั้น ผู้เขียนกำลังอ่านหนังสือเพลินๆ กำลังจะเข้าใจกฎคณิตศาสตร์อยู่แล้วเชียว (เวลาที่เราอ่านหนังสือ มันก็เหมือนกับเราได้เข้าไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง) กำลังมีความสุขเหมือนจะเพลิดเพลินไปในโลกแห่งคณิตศาสตร์ ไปหาพีทาโกรัส เลนนาร์ด ออยเลอร์ ฯลฯ
แต่อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีใครมาปลุกให้ตื่นจากฝัน โอ้นี่มันน่ารำคาญชะมัด ก็จะอะไรซะอีกละ ก็อยู่เงียบๆมาได้เป็นชั่วโมง อยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังกุกกักๆ กุกกักๆ ดังครั้ง
เดียวไม่พอ ดันดังเป็นระยะๆ ดังไม่หยุด ผู้เขียนตัดสินใจมองไปยังต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ! เมื่อเจอกับ “ความว่างเปล่า” ….เห้ย ก้ไม่เห็นมีไรหนิ นอกจาก......ทัพพี ที่ สั่ น อ ยู่! (เข้าสู่กระบวนการคิด ทัพพีสามารถสั่นหรือเคลื่อนไหวได้อย่างไร แน่นอน มันต้องมีแรงมากระทำ เพราะวัตถุจะคงสภาพอยู่นิ่งเสมอ นอกจากจะมีแรงลัพธ์ที่มีค่าไม่เป็นศูนย์มากระทำ ตามกฎของนิวตัน อ้าว! แล้วแรงที่มากระทำทัพพี นี่มันมาจากไหน?) สะตั้นไป 5 วิ แต่ช่างเหอะ ไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า อ่านไปได้สัก 5นาที มันดังอีกแล้ววววว คราวนี้มันดังกว่าเดิมซะอีก เริ่มเกิดความรู้สึกทางด้านนาฏศิลป์ขึ้นมาทันทีทันใด “รำคาญ” เริ่มทนไม่ไหว สักพักทัพพีก็ตกจากบนฝาหม้อหุงข้าว ลงมาอยู่ที่พื้น เสียงดังจนติดหู กุกกักๆ เคร้งง โฉ่งเฉ้งๆ ฉึบ! บึบบับๆ.....
(อ่านแล้วก็นึกภาพยากเนอะ ก็เอางี้ คือว่า ทัพพีมันตกลงมาจากฝาหม้อ แล้วด้านหลังมันตกกระทบพื้น แรงลัพธ์ที่มีในทัพพียังไม่หมดไป มันจึงยังคงสั่นต่อไป จนหมดแรงลัพธ์มันจึงหยุด)
4.เฮ้อ!!!!!!!!!!! ตกลงมาได้ก็ดี จะได้เงียบมันซะที ตั้งสมาธิได้ จึงไปเอาโจทย์คณิตศาสตร์มานั่งแก้สมการหาคำตอบเล่นๆ (จริงๆ ก็การบ้านวิชาคณิตอะแหละ) แก้สมการมาเรื่อยๆทำความเข้าใจมาเรื่อยๆ จนเกือบจะได้คำตอบ อีกนิ ดด ด ด..เดี..ย.วววววว...
อ้ากกกกกกกกกกก!!!!!! กูจะบ้าตายยยยยยยยยยย มันดังอีกแล้ววววว ตามองบน หายใจแรงๆ ถอนหายใจครั้งใหญ่ แล้วเดินตรงไปอย่างมุ่งมั่น ไปหา “ไอ้ทัพพี!”
5.จับมันขึ้นมาอย่างแรง แล้วเอามันไปไว้ในชามผัก (การที่ทัพพีมันเคลื่อนไหวจนมีเสียงดัง อาจจะมาจากการที่ถูกลมพัด ก็เป็นได้ แต่ถ้าเราเอามันมาไว้ในชามผัก ผักเยอะขนาดนี้ ไม่มีทางที่ลมจะพัดทัพพีได้ 555) เรียบร้อย ก็ปัญหานี้เสร็จ ไปแก้โจทย์คณิตศาสตร์ต่อดีกว่า.......
ความจริง เรื่องราวมันก็น่าจะจบลงตรงนี้นะ แต่ ....ไม่เลย อีก5นาทีถัดมา มันก็เริ่มดังอีก
ฮึ่ม!! จะเอาอะไรกับกรูอีกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่กงไม่แก้มันล่ะสมการ ไปแก้ปัญหาไอ้ทัพพีดีกว่าม๊ายยยยยยยยยยยย? คิดได้ดังนั้น ก็เก็บสมุด ปากกา ดินสอ หนังสือ ยางลบ ลิควิด ไม้บรรทัด ฯลฯ เก็บแม่งให้หมด คว้ามือถือที่วางไว้ใกล้มือ เพื่อดูนาฬิกา เห็น 00.00น. คงต้องนอน มิรอช้า รีบปิดไฟนอน แต่..กว่าจะหลับ เวลาก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งนู้นนน มันนอนไม่หลับ ไอ้ทัพพีมันก็ดังอยู่นั้นล่ะ เอ้อ! ช่างมัน ถ้าไม่ขี้เกียจ ก็ดังไปยันเช้าเลยดิ เชี่ย!!! มันคงฟังรู้เรื่องสิ ดังอยุ่ดีๆ เงียบ! แต่ความรู้สึกของผู้เขียนได้เปลี่ยนไป มันเหมือนมีอะไรมาเดินอยู่บนบ้าน หลังจากนั้น ตัวผู้เขียนไม่รับรู้อะไรต่อจากนั้นอีกเลย เนื่องจาก ง่วงและเพลียมาก กับการแก้โจทย์ปัญหาไอ้ทัพพี หลับไปตอนไหนไม่รู้เลย.......
6.ตื่นมาอีกที สะดุ้งเสียงนาฬิกาปลุก พอเจอหน้าแม่ เรื่องนี้จะต้องเล่าจริงๆค่ะ เล่าให้แม่ฟัง แม่บอก “ย่าคงมาหาน่ะ” (ย่าเพิ่งเสียไปเมื่อไม่นานมานี้) หนูว่าไม่จริงหรอกแม่ ย่าจะมากวนหนูทำไม แล้วย่าจะมาทำอะไรกับทัพพี ก่อนไปโรงเรียน แม่ให้ไปเอาชามผัก ทัพพี หม้อหุงข้าว ที่อยู่บนบ้าน เอาลงมาข้างล่าง แล้วก็ต้องตะลึง! กับสิ่งที่เห็น.............
7.วัตถุประหลาดที่อยู่ในชามผัก มีลักษณะเป็นก้อนสีดำ เล็กๆ มีความยาวประมาณ 0.5 ซม. เป็นรูปทรงทางเรขาคณิต ซึ่งต่อมาได้ถูกเรียกว่า “ขี้หนู!” สึดดดดด สรุปคือ?
8.”แม่ เรื่องเมื่อคืนนี้ หนูไม่ได้กลัวอะไรเลยนะ รู้สึกโกรธและตลกมากกว่า” อ่อ อย่างนั้นเองหรอลูก แต่แม่สังเกตเห็น ที่คอลูกมีสร้อยพระด้วยหนิ ซึ่งปกติ แม่ก็ไม่ค่อยเห็นลูกใส่สร้อยพระหนิ? “แหะๆ แม่ก็! หนูก็ใส่เฉยๆ กันไว้ดีกว่าแก้ ”
9.สรุปเรื่องราวทั้งหมด
1.เรื่องราวทั้งหมดที่ผู้อ่านได้อ่านนั้น มาจากเรื่องจริงเพียง 20% อีก80% คือส่วนเสริมให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเท่านั้น
2.ฉากแรก ที่มีเสียง แฮ่กๆ และมีเสียงโซ่ลาก นั่นคือ สุนัขที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน ตอนกลางวันจะมัด ตอนกลางคืนจะปล่อย แต่คืนนั้นดันลืมปลดโซ่
3.อากาศที่เย็นยะเยือก ดังหวี้ดๆหวิวๆ ก็ไม่มีไรมาก คือช่วงนั้น มีมรสุมกำลังปานกลางที่พัดมาจากจีน เข้าสู่ภาคอีสาน ทำให้สภาพอากาศหนาว อุณหภูมิลดลง
4.ทำไมทัพพีถึงสั่นได้ นั่นคือ เราได้ใช้มันตักข้าว แล้วมีข้าวติดที่ทัพพีเล็กน้อย หนูน้อยจอมซนก็เลยมาจัดการแทะกิน ซะเกลี้ยงเลย
10.เรื่องราวนี้สอนให้รู้ว่า
1.ไม่ควรเชื่ออะไรง่ายๆ
2.ผี มาจากจินตนาการของตัวคุณเองทั้งนั้น
3.สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภัยอันตรายจากภายนอกใดๆทั้งสิ้น แต่มันอยู่ภายในจิตใจของตัวคุณเอง ที่พร้อมจะเข้ามาครอบงำ และหลอกคุณได้ตลอดเวลา สิ่งที่จะต่อต้านความคิดส่วนนี้ได้ มีเพียง “สติ” เท่านั้น
4.แล้วเรื่องราวนี้ได้สอนอะไรคุณอีกมั้ย?