​คติชนเกี่ยวกับการแต่งงานของไทย

กรธัช
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

คติชนเกี่ยวกับการแต่งงานของไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลายหลายทางวัฒนธรรม เนื่องจากมีคนหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เช่น คนเชื้อสายจีน คนเชื้อสายตะวันตก คนเชื้อสายแขก (คนไทยเชื้อสายอื่นๆมักเรียกคนที่มาจากแถบอินเดีย ตะวันออกกลาง คนจากภาคใต้ที่นับถืออิสลามว่าแขก) คนเชื้อสายมอญ รวมทั้งชนเผ่าต่างๆ ซึ่งแต่ละชาติพันธ์ุต่างก็มีวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง ซึ่งนอกจากจะพยายามรักษาวัฒนธรรมของกลุ่มตนเองเอาไว้แล้ว บางครั้งวัฒนธรรมเหล่านี้ก็มีการแพร่กระจาย และเกิดการรับเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาใช้ในกลุ่มของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้การติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกอย่าง เช่น โลกตะวันตก และการเผยแพร่ศาสนา ยังก่อให้เกิดการซึมซับและรับเอาวัฒนธรรมของโลกตะวันตกมาใช้อย่างกลมกลืนกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง อย่างเช่น วัฒนธรรมการแต่งงานของไทย ซึ่งในปัจจุบันนับว่ามีการผสมผสานเอาวัฒนธรรมและความเชื่อที่หลากหลาย อยู่ในกระบวนการตั้งแต่การเลือกคู่ครองจนถึงการครองคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยา การแต่งงานของไทยจึงแฝงไปด้วยคติชนประจำกลุ่มและวัฒนธรรมรวมถึงพิธีการที่รับเอามาผสมผสานกับวัฒนธรรมของตนเอง

สังคมไทยส่วนใหญ่ การอยู่กินฉันท์สามีภรรยาของไทย ยังคงยึดโยงอยู่กับการแต่งงาน (Marriage หรือ Wedding) ค่อนข้างเหนียวแน่น ถึงแม้ในปัจจุบันจะพบเห็นการอยู่กินกันโดยไม่ผ่านการแต่งงานมากขึ้น แต่ค่านิยมของสังคมไทยส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่าการแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณียังมีความสำคัญ ด้วยการให้คุณค่าที่หลากหลายของการแต่งงาน เช่น การแต่งงานเป็นการให้เกียรติฝ่ายหญิงเพราะถือเป็นการประกาศให้คนอื่นๆได้รับรู้ว่าทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะเริ่มต้นอยู่กินฉันท์สามีภรรยาได้อย่างเปิดเผยอย่างถูกต้อง ไม่เป็นที่ติฉินนินทาของสังคม เป็นต้น ดังนั้นการแต่งงานจึงถูกอุปโลกให้เป็นเหมือนพิธีกรรมที่ช่วยเปลี่ยนผ่านสถานะ (Rite of Passage) ของคู่รักชายหญิงให้กลายเป็นคู่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามค่านิยมของสังคม ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวถูกปลูกฝังถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน การที่ชายหญิงลักลอบมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน จึงถูกตราหน้าจากสังคมว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือในสังคมชนบทจะเรียกว่าเป็นการประพฤติ “ผิดผี” และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย และเรื่องดังกล่าวดูเหมือนว่าฝ่ายชายจะต้องเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นมากกว่า ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเกิจากความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายหญิงด้วยก็ตาม แต่เมื่อฝ่ายชายไป "ผิดลูก" ของบ้านอื่น อันหมายถึงไปล่วงเกินลูกสาวของครอบครัวอื่นเข้า หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวของฝ่ายหญิงรู้เข้าก็มักจะมาเอาเรื่อง เรียกร้องความเสียหายหรือความรับผิดชอบจากทางฝ่ายชายทุกครั้งไป โดยอาจให้ฝ่ายชายเสียค่าทำขวัญ อันเป็นราคาค่าเสียหายที่ทางฝ่ายของผุ้หญิงจะเรียกร้อง ไปจนถึงจับให้ฝ่ายชายแต่งงานกับฝ่ายหญิง หืออหากเป็นกรณีที่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมพร้อมใจและต้องการเอาเรื่องก็อาจถึงขนาดแจ้งจับติดคุกไปเลยก็มี ดังนั้นก่อนการแต่งงาน ชายหญิงจึงถูกคาดหวังให้มีการสร้างความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งสังคมใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้การกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพราะในสมัยก่อนผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง อันหมายถึง พ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายาย มีส่วนร่วมอย่างมากในการเลือกคู่ครองของหนุ่มสาว และหนุ่มสาวควรมีระยะเวลาในการสร้างความสัมพันธ์ที่นานมากพอที่ทำให้แน่ใจได้ว่าทั้งคู่ได้เรียนรู้อุปนิสัยใจคอซึ่งกันและกันอย่างดีพอ และสามารถยอมรับในข้อดีข้อเสียของกันและกันได้จึงจะสามารถหมั้นหมายและแต่งงานกันได้ ซึ่งในช่วงเวลาที่กำลังคบหาสร้างความสัมพันธ์กันไปจนถึงหมั้น ทั้งสองฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายชาย จะขยันไปมาหาสู่ หรือมาช่วยงานของอีกฝ่าย เพื่อเป็นการเอาอกเอาใจ เพื่อให้อีกฝ่ายเปิดโอกาสและยอมรับมากขึ้น แม้ในบางครั้งหนุ่มสาวบางคู่แทบไม่ได้ทำความรู้จักหรือมีเวลาสร้างความสัมพันธ์กันมาก่อนเลย แต่อาจถูก “คลุมถุงชน” ให้ต้องกลายมาเป็นสามีภรรยากันตามความต้องการของผุ้ใหญ่ และแน่นอนว่าการสร้างความสัมพันธ์ในสายตาผู้ใหญ่ที่กล่าวมาข้างตนนั้นย่อมไม่รวมถึงการ “อยู่ก่อนแต่ง” ซึ่งเป็น “การเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน” ของหนุ่มสาวสมัยใหม่อย่างที่เริ่มเห็นมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งกำลังสั่นคลอนขนบธรรมเนียมของไทยดั้งเดิมเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์เพื่อ “เรียนรู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกัน” ของหนุ่มสาวในการเลือกคู่ครอง ดังนั้นในสมัยก่อน คนในครอบครัวจึงมีบทบาทอย่างมากต่อการเลือกคู่ครองของหนุ่มสาว เพราะครอบครัวเริ่มเข้ามาบทบาทตั้งแต่การเลือกคนที่ต้องการจะให้คบหา การจับตาดูความสัมพันธ์ ไปจนถึงการช่วยจัดพิธีการหมั้น การแต่งงานและการร่วมเป็นพยานให้แก่คู่หนุ่มสาว ต่างจากสมัยนี้ที่ครอบครัวของหนุ่มสาวบางคู่ที่คบหากัน แทบไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นใดๆในกระบวนการก่อร่างสร้างสัมพันธ์ของทั้งคู่เลย บางคู่พาไปให้ครอบครัวรู้จักก็เมื่ออยู่กินกันไปเรียบร้อยหรืออาจมี “พยานรัก” ออกมาแล้ว พ่อแม่และญาติๆรับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็จำใจ

หลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ และสร้างความผูกพันจนความรักสุกงอมแล้ว พิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในประเพณีการแต่งงานแบบไทยคือ “การทาบทามหรือการสู่ขอ (Marriage proposal)” โดยฝ่ายชายจะให้ญาติผู้ใหญ่หรือผู้เฒ่าผู้แก่ของตน ไปทำการเจรจากับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง (ในชนบทบางแห่งเรีกว่าการลวง อันหมายถึง เป็นการมาถามความสมัครใจของฝ่ายหญิงก่อน ยังไม่ได้สู่ขอจริง) ซึ่งมักมีญาติผู้ใหญ่หรือผู้เฒ่าผู้แก่ของฝ่ายหญิงร่วมอยู่ด้วย เพื่อตกลงพูดคุยถามความสมัครใจจากทั้งพ่อแม่ฝ่ายหญิงและตัวฝ่ายหญิง รวมทั้งเจรจาสินสอดที่ทางฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง นอกจากเรื่องสินสอดแล้ว ยังอาจมีการคุยถึงฤกษ์หมั้นและฤกษ์แต่งงานไว้ด้วย เนื่องจากวัฒนธรรมไทยนั้น ค่อนข้างเชื่อในเรื่องฤกษ์ยามกัน เมื่อตกลงเรื่องสินสอดลงตัวและได้ฤกษ์พิธีการต่างๆเรียบร้อยแล้ว จึงจะจัดให้มี “การหมั้น (Engagement)” ตามมาหลังการสู่ขอ โดยที่ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายยกสินสอดของหมั้นมาขอหมั้นฝ่ายหญิง อันเป็นการแสดงถึงการขอจองตัวหรือตีตราจองฝ่ายหญิงไว้ก่อน สินสอดนั้นมักเป็นเงินหรือสิ่งของที่มีค่า เช่น แหวน ทองคำ เพชร เครื่องประดับที่ทำจากโลหะที่มีค่าประดับด้วยอัญมณี เป็นต้น ตามคำที่กล่าวกันมาช้านานว่า ยกสินสอดของหมั้น หรือสินสอดทองหมั้น บ้างก็ใช้คำว่า ยกแก้วแหวนเงินทองมาขอหมั้น อันแสดงให้เห็นว่าการหมั้นหรือการมาสู่ขอฝ่ายเจ้าสาวนั้น นอกจากเงินแล้ว ยังนิยมนำของมีค่าอื่นๆอย่างเช่น ทองคำ เครื่องแก้วต่างๆ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นเครื่องแก้วถือว่าเป็นของมีค่าเพราะสมัยโบราณสิ่งของที่ทำมาจากแก้วนั้นหายากเพราะสมัยโบราณเรายังไม่สามารถผลิตเครื่องแก้วได้เอง ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ดังนั้นในสมัยนั้นเครื่องแก้วจึงนับเป็นสิ่งของที่มีค่าราคาแพง แต่ในสมัยปัจจุบันเราสามารถผลิตเครื่องแก้วได้เอง จึงไม่มีการนำเอาเครื่องแก้วมาเป็นสินสอด นอกจากนี้แก้วน่าจะหมายถึงอัญมณีต่างๆด้วย และที่ขาดไม่ได้ก็คือแหวนซึ่งใช้สำหรับเป็นแหวนหมั้น (Engagement Ring) ไปจนถึงแหวนแต่งงาน (Wedding Ring) มักเป็นแหวนทองคำหรือแหวนเพชร โดยนิยมสวมแหวนหมั้นที่นิ้วนางข้างซ้าย (Ring Finger) เข้าใจว่าการให้แหวนหมั้นก็เป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากทางตะวันตก ทั้งนี้ตามความเชื่อของชาวตะวันตกก่อนที่จะมีการค้นพบการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตนั้น ชาวตะวันตกเชื่อว่าเลือดไหลจากนิ้วนางข้างซ้ายตรงเข้าสู่หัวใจ และเรียกเส้นเลือดจากนิ้วนางข้างซ้ายสู่หัวใจเป็นภาษาละตินว่า vena amoris แปลว่า “เส้นเลือดแห่งรัก (Vein of Love)”[1] ดังนั้นการสวมแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายนั้นจึงเป็นตัวแทนของความรักที่ไหลไปสู่หัวใจ โดยแหวานหมั้นนั้นเป็นแหวนที่ฝ่ายชายสวมให้ฝ่ายหญิงเพื่อตีตราจองและเป็นการสัญญาว่าจะแต่งงานด้วยในอนาคต ส่วนแหวนแต่งงานนั้นทั้งสองฝ่ายจะสวมแลกให้แก่กัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อเห็นใครที่สวมแหวนไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายนั้นมักจะเข้าใจว่าคนๆนั้นมีคู่หรือแต่งงานแล้ว

การหมั้นในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Engagement หรือ Betrothal ซึ่งหมายถึง สัญญาว่าจะแต่งงาน (A promise to wed) [2]ส่วนคำว่าสินสอดนั้นในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Bride price” ซึ่งหากแปลตรงตัวก็คือ “ราคาเจ้าสาว”[3] ซึ่งดูเหมือนว่าค่าสินสอดจะแทนมูลค่าของฝ่ายหญิงหรือการตีราคาฝ่ายหญิงเสียมากกว่า จนบางครั้งทำให้ดูเหมือนกับว่าเป็นการขายฝ่ายหญิงให้แก่ฝ่ายชาย ซึ่งในปัจจุบันก็มีการอภิปรายถกเถียงกันมากขึ้นว่า สินสอดจำเป็นหรือไม่ในการแต่งงานและมูลค่าสินสอดควรจะเป็นเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม หรือแม้แต่การตั้งคำถามว่าการที่คนสองคนจะอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา จำเป็นต้องมีการจัดงานแต่งงานให้สิ้นเปลืองหรือไม่ แต่ความหมายที่แท้จริงนั้นหมายถึง ทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส (นอกจากนี้ในภาษาอังกฤษยังใช้คำว่า Marriage price กับคำว่า Dowry ซึ่งหมายถึงสินสอด เช่นเดียวกับ Bride price)

ที่ผ่านมา คนทั่วไปมักจะกล่าวติดปากคำว่า “สินสอดของหมั้น หรือสินสอดทองหมั้น” คู่กันเสมอ อย่างไรก็ตามมีผู้กล่าวไว้ว่า คำว่าสินสอดและของหมั้นนั้นมีความหมายไม่เหมือนกัน ซึ่งสามารถแยกจากกันตามวัตถุประสงค์กล่าวคือ สินสอดคือสิ่งของมีค่าที่นำมาคำนับแก่พ่อแม่หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง ซึ่งสินสอดจะตกเป็นสิทธิของพ่อแม่หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงทันที มีผู้อธิบายคำว่าสินสอดในทางกฏหมายไว้ว่า[4] เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้ที่รับฝ่ายหญิงเป็นบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่ฝ่ายหญิงยอมสมรส

โดยลักษณะของสินสอดมีอยู่ 3 ประการ คือ

1. ต้องเป็นทรัพย์สิน การตกลงจะให้สินสอดนั้นจะต้องตกลงให้กันก่อนสมรส แต่ทรัพย์สินที่เป็นสินสอดซึ่งตกลงจะให้นั้นจะมอบให้ฝ่ายหญิงก่อนสมรสหรือหลังสมรสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมอบให้ขณะทำสัญญาว่าจะให้ และไม่จำเป็นต้องมอบสินสอดให้ขณะที่ทำการหมั้น ซึ่งต่างกับของหมั้นที่ต้องให้กันในเวลาหมั้น

2. ต้องเป็นของฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองของหญิง บุคคลอื่นนอกจากนี้ไม่มีสิทธิเรียกหรือรับสินสอด หากฝ่ายหญิงบรรลุนิติภาวะแล้วและไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองรับหมั้นและตกลงจะสมรสกับชายด้วยตัวเอง แล้วเรียกเงิน 200,000 บาทเป็นสินสอด แม้ชายจะมอบเงินให้ตามคำเรียกร้องก็ตาม เงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่ใช่สินสอด แต่เป็นการให้โดยเสน่หา

3. ให้เพื่อตอบแทนการที่ฝ่ายหญิงยอมสมรส ทรัพย์สินที่เป็นสินสอด เมื่อได้มอบไปแล้วย่อมตกเป็นกรรมสิทธิเด็ดขาดแก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองหญิงโดยทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการสมรสกันก่อน แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการให้โดยมีเจตนาที่ชายและหญิงจะจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ฉะนั้น การที่ฝ่ายชายมอบเงินให้แก่บิดามารดาของฝ่ายหญิงเพื่อขอขมาเพราะหนีตามกัน โดยชายหญิงไม่มีเจตนาสมรสกันตามกฎหมายนั้น ไม่ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นสินสอดหรือของหมั้น ดังนั้นหากต่อมาฝ่ายหญิงไม่ยอมอยู่กินกับฝ่ายชาย ฝ่ายชายจะเรียกเงินคืนไม่ได้

ทั้งนี้ถึงแม้สินสอดจะเป็นการให้เพื่อเป็นของขวัญในการตอบแทนที่ฝ่ายหญิงยอมสมรสและกรรมสิทธิ์ได้ตกไปยังผู้รับตั้งแต่เวลาส่งมอบแล้วก็ตาม แต่ฝ่ายชายก็ยังมีสิทธิเรียกสินสอดคืนได้ใน 2 กรณี คือ

(1) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายหญิง จนเป็นเหตุให้ฝ่ายชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับฝ่ายหญิงได้ โดย “เหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายหญิง” หมายถึง เหตุที่จะกระทบกระเทือนถึงการสมรสที่จะมีต่อไปในระหว่างชายและหญิงคู่หมั้น อันจะก่อความไม่สงบสุขในชีวิตสมรสที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้า คือแต่งงานกันไปก้คงไม่มีความสุข ซึ่งเป็นเหตุเดียวกับเหตุที่ทำให้ชายบอกเลิกสัญญาหมั้น เช่น หญิงคู่หมั้นไปร่วมประเวณีกับชายอื่น หรือหญิงคู่หมั้นขับรถยนต์โดยประมาทชนคนตาย ศาลพิพากษาให้จำคุก ทำให้ฝ่ายชายไม่อาจสมรสกับฝ่ายหญิงได้ ฝ่ายชายก็มีสิทธิเรียกสินสอดคืนโดยการบอกเลิกสัญญาหมั้นได้

(2) ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น “พฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ” หมายถึง พฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิด ทำให้การสมรสนั้นไม่อาจมีขึ้น หรือกรณีที่ไม่มีการสมรส เนื่องมาจากความผิดของฝ่ายหญิง ซึ่งคำว่า “ฝ่ายหญิง” มีความหมายกว้าง รวมทั้งบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครอง หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาของหญิงคู่หมั้นด้วย เช่น หญิงคู่หมั้นทิ้งชายไปอยู่ต่างประเทศแล้วไม่ติดต่อกับมาเลย หรือหญิงประกอบพิธีแต่งงานอยู่กินด้วยกันแล้วไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วยกับชาย เป็นความผิดของฝ่ายหญิง หญิงต้องคืนของหมั้นสินสอดให้ชาย แต่หากชายหญิงสมรสกันโดยตั้งใจไม่จดทะเบียนสมรสแล้วหรือเป็นความผิดของชายที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับหญิงหรือเพราะทั้งชายและหญิงละเลยไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรส ดังนี้ ชายจะฟ้องเรียกค่าสินสอดคืนไม่ได้

สำหรับกรณีที่ไม่มีการสมรสอันเนื้องมาจากการที่ชายหรือหญิงคู่หมั้นถึงแก่ความตายก่อนจดทะเบียนสมรสกันนั้นกฏหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า กรณีฝ่ายชายไม่มีสิทธิเรียกสินสอดคืน

ส่วนของหมั้นหรือทองหมั้นนั้นถือเป็นของขวัญที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ตัวฝ่ายหญิงเป็นสัญลักษณ์แทนสัญญาว่าจะแต่งงานกัน โดยมักเป็นทรัพย์หรือสิ่งของที่ฝ่ายชายส่งมอบหรือโอนให้ฝ่ายหญิงไว้เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อก่อนฝ่ายชายมักจะสวมแหวนทองคำมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นของหมั้น แต่ปัจจุบันจะนิยมสวมแหวนประดับเพชรมอบเป็นของหมั้นกันมากขึ้น ซึ่งของหมั้นก็จะตกเป็นสิทธิแต่ตัวฝ่ายหญิงทันที ทั้งนี้ ตามกฏหมายแล้วลักษณะสำคัญของของหมั้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ 4 ประการ คือ[5]

1. ต้องเป็นทรัพย์สิน (สิทธิเรียกร้อง ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาเป็นของหมั้นได้)

2. ต้องเป็นของที่ฝ่ายชายให้ไว้แก่หญิง

3. ต้องให้ไว้ในเวลาทำสัญญาและหญิงต้องได้รับไว้แล้ว

4. ต้องเป็นการให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้นและต้องให้ไว้ก่อนสมรส ถ้าให้เมื่อหลังสมรสแล้วทรัพย์นั้นไม่ใช่ของหมั้น

ตามกฏหมายของประเทศไทยนั้น สัญญาหมั้นจะใช้บังคับได้ก็แต่เฉพาะ กรณีที่ชายไปทำการหมั้นหญิงเท่านั้น หากมีหญิงไปทำการหมั้นชาย หรือหญิงกับหญิงหมั้นกัน หรือชายกับชายหมั้นกัน สัญญาหมั้นนั้นถือว่าเป็นโมฆะ

เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชายด้วย

ถึงแม้สมัยก่อน การหมั้นนั้นฝ่ายชายจะเป็นผู้มอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง แต่ในปัจจุบันทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะมีการแลกของหมั้นซึ่งกันและกัน ซึ่งนิยมให้เป็นแหวน โดยทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมักจะสวมแหวนหมั้นติดตัวไว้ตลอดเวลาโดยนิยมสวมแหวนหมั้นไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่คนอื่นรับรู้เข้าใจเป็นการทั่วไปว่าบุคคลที่สวมแหวนไว้นิ้วนางข้างซ้ายนั้น หมายถึง คนที่มีเจ้าของแล้ว (ซึ่งปัจจุบันทั้งคนที่หมั้นและแต่งงานหรือมีคู่แล้วก็มักสวมแวนไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย) การหมั้นถือว่าเป็นการตีตราจองกันไว้แล้ว ดังนั้นทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันไม่ควรไปมาหาสู่ชายอื่นหญิงอื่นในเชิงชู้สาวอีก ดังนั้นหลังจากหมั้นกันไว้แล้ว กว่าจะถึงวันที่ฝ่ายชายแห่ขันหมากมาขอแต่งงานฝ่ายหญิง ช่วงระยะเวลาที่หมั้นกันไว้ก่อนที่จะถึงวันแต่งงานนี้บางครั้งฝ่ายชายเองอาจเปลี่ยนใจหรือบิดพลิ้วไม่ยกขันหมากมาแต่งงานฝ่ายหญิง ทำให้ฝ่ายหญิงเองกลายเป็นหม้ายขันหมาก ดังนั้นสินสอดที่ฝ่ายชายนำมามอบให้แก่พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะถูกริบเป็นสิทธิของพ่อแม่ฝ่ายหญิงไป ส่วนของหมั้นก็จะตกเป็นสิทธิแก่ตัวฝ่ายหญิงทันที เนื่องจากถือว่าเป็นค่าสินไหมที่ฝ่ายชายนั้นบิดพลิ้วสัญญาไม่ยอมมาแต่งงานตามวันเวลาที่ได้ให้สัญญากันไว้ตั้งแต่ตอนมาสู่ขอหมั้นหมาย แต่หากฝ่ายหญิงเองผิดสัญญาไม่ยอมแต่งงานกับฝ่ายชาย พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะต้องคืนสินสอดทั้งหมด ส่วนฝ่ายหญิงก็จะต้องคืนของหมั้นทั้งหมดแก่ฝ่ายชายไป

เนื่องจากการยกสินสอดมาหมั้นฝ่ายหญิงนั้น มักจะจัดขึ้นเป็นพิธีรีตอง โดยฝ่ายชายจะต้องนำสินสอดมามอบให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิง และของหมั้นมามอบให้แก่ตัวฝ่ายหญิง ซึ่งในพิธีหมั้นนั้น จะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง เช่น ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มาร่วมพิธี ซึ่งสมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินหมากพลูกัน ดังนั้นสินสอดที่ฝ่ายชายนำมา นอกจากจะมีของมีค่าต่างๆแล้ว ยังต้องมีชุดหมากพลูเป็นของโปรดของผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อนำมาคำนับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงด้วย อีกทั้งชุดหมากพลูดังกล่าวยังนำไปเซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว แม้ในปัจจุบันผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนมากจะเลิกกินหมากพลูไปแทบจะหมดแล้ว แต่ในการตระเตรียมของหมั้นก็ยังนิยมมีหมากพลูไว้ตามที่เคยสืบทอดกันมา นอกจากนี้แถบชนบทยังนิยมจัดพิธีกรรมบอกกล่าวเซ่นไหว้บูชาแก่ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษเมื่อมีงานหมั้นหรืองานแต่งงาน เพื่อให้วิญญาณของบรรพบุรุษรับรู้และช่วยคุ้มครองลูกหลานที่จะทำการหมั้น คนชนบทเชื่อว่าหากไม่จัดพิธีบอกกล่าวอาจทำให้วิญญาณของบรรพบุรุษโกรธและอาจดลบันดาลให้ลูกหลานที่จะทำการหมั้นมีอันเป็นไปหรืองานหมั้นงานแต่งไม่ราบรื่น โดยในพิธีพิธีกรรมบอกกล่าวเซ่นไหว้จะประกอบด้วยสำรับกับข้าว เหล้า ยาสูบและหมากพลูด้วย นอกจากของประกอบสินสอดจะมีสิ่งของมีค่า ชุดหมากพลูแล้ว ยังมีการนำเอาพืชพันธุ์ต่างๆที่ที่ชื่อมีความหมายที่ดีและมีความเป็นมงคล เช่น ใบเงิน ใบทอง ใบนาค หรือพืชที่เป็นตัวแทนที่สื่อความหมายที่ดี เช่น ต้นอ้อย ต้นกล้วย เพื่อแทนถึงการแตกหน่อสืบทายาท เป็นต้น สำหรับภาชนะที่ใช้ในการใส่หรือรองรับสินสอดมักเป็นภาชนะที่มีค่า สวยงามและมีขนาดใหญ่พอที่จะใส่หรือรองรับสินสอดและชุดหมากพลูที่นำมาได้ สมัยก่อนมักนิยมใช้ขันเป็นภาชนะในการใส่สินสอดและหมากพลู จึงนิยมเรียกกันว่า ขันหมาก โดยมักนิยมใช้ ขันทอง ขันเงิน หรือขันถมแล้วแต่ฐานะจะหาได้ แม้ปัจจุบันจะมีการใช้พานหรือถาดแทนขันบ้าง แต่ก็ยังนิยมเรียก ขันหมาก ตามโบราณกันอยู่ การแห่ขบวนสินสอดของหมั้นจากบ้านฝ่ายชายมายังบ้านฝ่ายหญิงจึงเรียกว่า การแห่ขันหมากหมั้น หรือเรียกสั้นๆว่า แห่ขันหมาก ซึ่งมักจะเป็นการแห่ขบวนจากสถานที่ทางฝ่ายชายเพื่อมาจัดพิธีหมั้นที่สถานที่ที่ทางฝ่ายหญิงเตรียมการไว้รอต้อนรับ โดยสมัยก่อนนั้นมักหมั้นกันที่บ้านฝ่ายหญิง แต่ปัจจุบันนิยมจัดงานหมั้นที่โรงแรมหรือสถานที่ที่รับจัดงานกันมากขึ้น สมัยก่อนนิยมหมั้นกันไว้สักระยะหนึ่งค่อยมาจัดพิธีแต่งงาน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสได้เรียนรู้กันมากขึ้นก่อนจะแต่งงาน รวมทั้งเป็นการทดสอบความอดทนไม่ให้มีการชิงสุกก่อนห่าม นอกจากนี้ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้ฝ่ายชายพิสูจน์ตัวเองด้วยการสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อเก็บทรัพย์สินไว้สำหรับมาจัดงานแต่งงาน และมีโอกาสได้ทำงานหาทรัพย์เพื่อทดแทนทรัพย์ที่พ่อแม่ฝ่ายชายนำมาสู่ขอฝ่ายหญิง ซึ่งระยะเวลาที่หมั้นกันไว้ก่อนจนกว่าจะแต่งงานกันนั้นก็แล้วแต่จะตกลงกัน บางคู่อาจไม่กี่เดือน แต่บางคู่อาจนานเป็นปี หรือบางคู่อาจหมั้นแล้วแต่งเลยไปในคราวเดียวกัน ในพิธีหมั้นมักไม่ค่อยมีพิธีทางศาสนามาเกี่ยวข้องมากนัก โดยเฉพาะพิธีหมั้นในชนบทส่วนมากไม่ได้มีพิธีทางศาสนาอย่างเช่น การเจริญพระพุทธมนต์ พิธีดังกล่าวมักนิยมจัดในเขตเมืองมากกว่าและมักจัดก่อนพิธีแต่งเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ในทางศาสนาคริสต์นั้นการเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องต้องทำภายใต้พิธีกรรมทางศาสนา เช่น การแต่งงานในโบสถ์ การสาบานต่อหน้าพระเจ้า และมีนักบวชเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าในการเป็นพยาน เมื่อถึงวันที่จะต้องจัดพิธีแต่งงาน ฝ่ายชายจะยกขันหมากมาขอแต่งงานฝ่ายหญิงอีกทีหนึ่ง ในสมัยปัจจุบันพบว่านิยมจัดพิธีการหมั้นและการแต่งงานในระยะเวลาใกล้ๆกันหรือวันเดียวกันมากขึ้น เช่น หมั้นเช้าแต่งเย็น ดังนั้นจึงมีการยกขบวนขันหมากและสินสอดมาพร้อมกันในวันแต่งงานเลย ช่วงหมั้น (Engagement Period) นิยมเรียกคู่หมั้นว่า ว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาว และจะเรียกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาว (Groom and Bride) เฉพาะในวันแต่งงาน ในงานแต่งในชนบทแถบอีสานรวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เช่น เพชรบูรณ์ เรียกงานแต่งว่า “งานดอง” หมายถึง งานที่ทั้งสองครอบครัวคือครอบครัวฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาวได้เกี่ยวดองกันอย่างสมบูรณ์ โดยต่อไปพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวมักจะเรียกแทนกันว่าพ่อดองแม่ดอง บางครั้งก็เรียกงานแต่งว่า หรือ “งานกินดอง” อันหมายถึง การมาร่วมกินดื่มสังสรรค์ในวันที่สองครอบครัวของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเกี่ยวดองกัน โดนในวันดังกล่าวจะมีการจัดพิธีการต่างๆแตกต่างกันไปตามประเพณีของท้องที่ ตั้งแต่การแห่ขบวนขันหมาก โดยฝ่ายเจ้าบ่าวจะเป็นฝ่ายแห่ขันหมากไปหาฝ่ายเจ้าสาว หากเป็นในชนบทฝ่ายเจ้าบ่าวมักแห่ไปที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว โดยฝ่ายเจ้าสาวจะซ่อนรออยู่บนเรือน รอจนฝ่ายชายจะผ่านประตูเงินประตูทอง ก่อนขึ้นเรือนเพื่อไปหาเจ้าสาว ประเพณีทางชนบทให้เจ้าบ่าวขึ้นไปยืนบนก้อนหินหรือพื้นไม้ที่ปูด้วยหญ้าแพรกและจะมีคนที่ทำหน้าที่ล้างเท้าให้กับเจ้าบ่าวก่อนขึ้นเรือนซึ่งคนที่ล้างเท้ามักเป็นญาติพีน้องของเจ้าสาว ซึ่งเจ้าบ่าวจะตอบแทนด้วยการให้เงินแก่คนที่ล้างเท้าให้ จากนั้นเจ้าสาวจะลงมารับเจ้าบ่าวขึ้นไปบนเรือนเพื่อทำพิธีสู่ขวัญ โดยพ่อแม่ ญาติและแขกที่มาร่วมงานจะมาผูกแขนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวด้วยสายสิญจน์ ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจะผูกแขนรับขวัญเจ้าสาว ส่วนญาติฝ่ายเจ้าสาวจะผูกแขนรับขวัญเจ้าบ่าว โดยคนที่มาผูกแขนเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะมอบเงินให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นค่ารับขวัญวันแต่งงาน ซึ่งในงานแต่งงานก็มีการจัดอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน ปัจจุบันพิธีการดังกล่าวนิยมจัดเป็นการภายในเฉพาะญาติและคนใกล้ชิดของเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วค่อยจัดงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานหรืองานฉลองมงคลสมรสให้แขกอื่นๆมาร่วมงาน ซึ่งนิยมจัดตามห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรือสโมสร โดยแขกที่มาจะนำเงินใส่ซองการ์ดเชิญร่วมงานให้แก่เจ้าบ่าวเจ้าสาว สำหรับสินสอดทองหมั้นและเงินค่าดอง (เงินค่ารับขวัญบ่าวสาวหรือเงินที่แขกใส่ซองให้บ่าวสาว) พ่อแม่ของฝ่ายหญิงอาจมอบให้แก่คู่ที่แต่งงานเพื่อนำไปใช้ในการตั้งต้นการสร้างครอบครัวของตัวเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินสอดไม่ใช่เป็นการเรียกค่าตัวของฝ่ายหญิง หรือเป็นการพิสูจน์ฐานะและความพยายามของฝ่ายชายในการหาทรัพย์สินเงินทองมามอบให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทน หรอืเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีปัญญาที่จะเลี้ยงดูลูกสาวของเขาได้เท่านั้น แต่ยังเป็นเงินที่มอบไว้ให้คู่บ่าวสาวเอาไว้ตั้งตัวหรือแม้กระทั่งเอาไว้เพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานหมั้นที่ผ่านมาได้อีกด้วย หรือเมื่อแต่งงานกันแล้วการอยู่กินกันของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงนั้นขึ้นอยู่กับการตกลงกันว่าจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน วัฒนธรรมไทยสมัยก่อนฝ่ายชายมักแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมจีนที่ฝ่ายหญิงต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายชาย คนไทยสมัยก่อนแม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน ถ้าบ้านไหนมีลูกสาวหลายคน ลูกสาวคนเล็กมักเป็นคนที่เลี้ยงดูพ่อแม่ตอนแก่ ดังนั้นลูกสาวคนเล็กจะอยู่บ้านของพ่อแม่ ส่วนลูกสาวคนอื่นๆก็มักจะออกเรือนไป คือแยกไปสร้างบ้านหลังใหม่อยู่ ถ้าบ้านฝ่ายชายไม่มีลูกสาว ก็อาจยอมให้แต่งเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายได้ สังคมไทยสมัยก่อนแม้แต่ในปัจจุบันเอง ยังนิยมให้ฝ่ายหญิงมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน โดยเฉพาะผู้หญิงในสมัยก่อนนั้นจะต้องเก่งการบ้านการเรือน และผู้ชายจะเป็นฝ่ายทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นในสมัยก่อน ฝ่ายหญิงจึงค่อนข้างพึ่งพารายได้จากฝ่ายชายมากกว่า ค่านิยมดังกล่าวถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ในปัจจุบัน บทบาทของผู้หญิงจะเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมากขึ้น คือผู้หญิงในสมัยปัจจุบันส่วนใหญ่ก็สามารถทำงานหารายได้เอง ทำให้ค่านิยมเรื่องฝ่ายชายเป็นผู้หาเลี้ยง ฝ่ายหญิงดูแลการบ้านการเรือนจะเจือจางไปบ้างก็ตาม แต่ในครอบครัวที่มีผู้นำครอบครัวเป็นผู้ชาย บทบาทของผู้ชายก็ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นเสาหลักที่หารายได้มาจุนเจือครอบครัวอย่างในสมัยก่อนอยู่ ครอบครัวใหม่ยังมักถูกคาดหวังจากพ่อแม่และญาติๆของทั้งคู่ในเรื่องของการมีทายาทไว้สืบสายสกุล หรือแม้กระทั่งในยุคปัจจุบันที่คนนิยมให้ความสนใจเรื่องของคนอื่น คู่ที่แต่งงานกันแล้วก็ยังมักถูกถามถึงเรื่องของการมีลูกอยู่เป็นประจำ ดังนั้นตั้งแต่หญิงชายคบกันไปจนแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วยังมีกระบวนการของสังคมที่จ้องมองและมีส่วนร่วมอยู่ตลอดเวลา



[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Ring_finger

[2] https://en.wikipedia.org/wiki/Engagement

[3] https://en.wikipedia.org/wiki/Bride_price

[4] ลักษณะของสินสอด https://sites.google.com/site/social0045/bth-thi-2...

[5] แบบของการหมั้น https://sites.google.com/site/social0045/bth-thi-1...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาร่วมสมัย



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

616538

เขียน

04 Oct 2016 @ 17:10
()

แก้ไข

04 Oct 2016 @ 20:30
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก