​ชีวิตที่พอเพียง : 2755. รู้มากไปไม่ดี


ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ น้องสะใภ้คนหนึ่งต้องไปรับการผ่าตัดปอดที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งที่จริงการผ่าตัดสมัยนี้ต้องเรียกว่า “เจาะ” มากกว่า เพราะมีแต่รูเจาะ ไม่มีแผลผ่าแต่อย่างใด คือหมอใช้ เครื่องมือเจาะเข้าไปในปอด ส่องกล้องและใช้เครื่องมือตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งหรือไม่ ผลคือไม่


ผมทำนายไว้ล่วงหน้าว่าการผ่าตัดครั้งนี้ จะเจ็บฟรี และเรื่องวุ่นวายแกมกังวลครั้งนี้เริ่มจาก “รู้มากไป” จากการที่น้องสะใภ้ท้องอืดบ่อย จึงไปตรวจ CT ท้อง แต่เครื่องมันตรวจติดที่ปอดมาด้วย และบอกว่ามีก้อน เล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง ๑ ซ.ม. ๓ ก้อนในปอดข้างหนึ่ง และยังมีอีกก้อนในปอดอีกข้างหนึ่งด้วย ลักษณะ ของก้อนบอกไม่ได้ว่าเป็นะเร็งหรือไม่ แต่ต้องสงสัยไว้ก่อน แนะนำให้ตรวจ PET ซึ่งมีที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กับที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งคิวตรวจยาวทั้งสองแห่ง


ได้ผลตรวจ PET มาก็ยังบอกไม่ได้ว่าไม่เป็นมะเร็ง ต้องตัดเอาเนื้อมาพิสูจน์ จึงต้องไปผ่าตัด ดังกล่าวแล้ว


เป็นกรณีที่ ๑ ที่ผมพบเห็น เรื่อง “รู้มากไปไม่ดี


กรณีที่สอง เรื่องรู้รายละเอียดของลูกในท้อง นิตยสาร Time ฉบับวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ลงเรื่อง The new science of prenatal genetic testing and the risk of knowing too much. Pandora’s baby : the new science of predicting your child เขียนโดย Emily Oster ผู้เป็นศาสตราจารย์สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Brown ผมอ่านบทความด้วยความมหัศจรรย์ใจ ว่านักเศรษฐศาสตร์เขียนเรื่องพันธุศาตร์ได้ชัดเจนขนาดนี้ เชียวหรือ ยิ่งได้อ่านประวัติในวิกิพีเดีย ว่าอายุเพียง ๓๖ ปี ยิ่งรู้สึกมหัศจรรย์


ประเด็นสำคัญคือ สมัยโบราณคนเราจะรู้รายละเอียดของลูกว่าเป็นหญิงชาย อาการครบ ๓๒ หรือไม่ จะฉลาดหรือไม่ ต้องรอจนคลอด และบางเรื่องต้องรอจนโต แต่เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีทดสอบและวินิจฉัย ก่อนคลอด ถึง ๔ วิธี และมีความสะดวกและแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ คนเราจึงเลือกลูกได้ ตัวอย่างที่ใช้ แพร่หลายคือเลือกลูกชายในประเทศจีนสมัยนโยบายลูกคนเดียว มีผลให้ทารกที่คลอดเป็นชาย : หญิง เท่ากับ 120 : 100 มีผลให้ผู้ชายขาดแคลนผู้หญิงมาเป็นคู่ครอง


เดี๋ยวนี้การตรวจทารกในครรภ์กำลังก้าวหน้าขึ้น จนไม่ช้าอาจตรวจได้ตอนตั้งครรภ์เพียง ๖ สัปดาห์ และมีวิธีตรวจความฉลาด ความสูง ความสามารถพิเศษด้านกีฬา ฯลฯ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ย่อมเชื่อว่าข้อมูล/สารสนเทศ เป็นสิ่งมีคุณค่า ยิ่งมีมากยิ่งดี สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจ การมีข้อมูล/ สารสนเทศ ที่ไม่ต้องการก่อไม่ก่อความเสียหาย เพราะเราสามารถละเลยมันไป แต่ชีวิตจริงไม่ง่ายอย่างนั้น ข้อมูล/สารสนเทศ อาจนำไปสู่การใช้ผิดๆ หรือใช้แล้วเกิดผลร้ายตามมาในระดับสังคม


กรณีที่สาม ศ. นพ. ประเวศ วะสี กล่าวบ่อยๆ เรื่องการตรวจสุขภาพที่นอกจากไม่จำเป็นแล้ว ผลการตรวจอาจก่อ ความยุ่งยากมากกว่าก่อผลดีต่อสุขภาพ คือต้องไปตรวจอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่จำเป็น หรือบางกรณีต้องไป รับการผ่าตัด อย่างกรณีน้องสะใภ้ของผม และตัวอย่างอื่นอีกมากมาย


กรณีที่สี่ “สาวน้อย” มักจะสอดส่องการงานของสามีด้วยความเป็นห่วง และหลายครั้งก็รู้ว่าสามี เข้าไปอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้ง เขาจะถามความคืบหน้าของเรื่องนั้นๆ คำตอบของผมคืออย่ารู้เลย ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้เครียด หรือบางเรื่องเป็นความลับที่ผมต้องเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันประกาศ อย่างเป็นทางการ หากถูกถาม ผมก็จะตอบว่า ข้อมูลนั้นจะไม่ออกจากปากของผมเป็นอันขาด ที่ผมได้รับ ความไว้วางใจให้ทำงานนั้น ก็เพราะผู้ใหญ่เชื่อว่าผมรักษาความลับได้



วิจารณ์ พานิช

๒๑ ส.ค. ๕๙

ห้อง ๕๐๒๖ โรงแรมสมิหลา บีพี, อำเภอเมือง, จังหวัดสงขลา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

I appreciate your view on managing information.

It is difficult to keep the right balance in privacy-security-publicity.

Virgin Islands and such tax havens are successful because they can manage to keep secrecy 'well'. Immorally or not!