​เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๑๖. อย่าให้ยาเสพติดทำลายสมองวัยรุ่นอันสุดวิเศษ


บันทึกชุดเลี้ยงลูกสู่ความสำเร็จในชีวิตนี้ ตีความมาจากหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life ซึ่งเป็นหนังสือชุดรวบรวมบทความเด่นจากนิตยสาร Scientific American Mind หนังสือเล่มนี้เพิ่งออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙


บันทึกที่ ๑๖ อย่าให้ยาเสพติดทำลายสมองวัยรุ่นอันสุดวิเศษ ตีความจากบทความชื่อ Bad Mix for the Teen Brain เขียนโดย Janet Hopson นักเขียนบทความวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สมทบ (Adjunct Assistant Professor) และร่วมเขียนหนังสือ Magic Trees of the Mind


เขาเล่าเหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกา ที่วัยรุ่นจำนวนหนึ่งนัดกันจัดปาร์ตี้สุราจนเมามาย มีผลให้ชีวิต วนเวียนอยู่กับ ปัญหาการเรียน ถูกตำรวจจับ เข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ถูกริบใบขับขี่รถยนต์ชั่วคราว ไปจนถึงถูกบังคับให้เข้ารับการบำบัดการติดสุรา


วัยรุ่นที่เรียนชั้น ม. ๒ ใช้ชีวิตแบบนี้ร้อยละ ๑๐ ตัวเลขนี้ในนักเรียนชั้น ม. ๔ เท่ากับ ๑๘ และในชั้น ม. ๖ เท่ากับ ๒๔


ดื่มจนเมาของเขา หมายถึงดื่ม ๔ ดริ๊งค์ติดต่อกันในผู้หญิง และ ๕ ดริ๊งค์ในผู้ชาย เขาบอกว่า ร้อยละ ๔๔ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยดื่มขนาดนี้หรือมากกว่า เดือนละ ๒ ครั้งขึ้นไป


ดื่มไม่บ่อยนัก แต่ดื่มทีไรเมาไม่ได้สติ เป็นอันตรายต่อสมองและร่างกายมากกว่าการดื่มบ่อย แต่ครั้งละน้อยๆ เพราะแอลกอฮอล์ในระดับสูงในกระแสเลือดเป็นพิษต่อสมองและร่างกาย วัฒนธรรม “ไม่เมาไม่ใช่ชาย” จึงทำลายสมองวัยรุ่นไปอย่างน่าเสียดาย คือทำลายสมองส่วนของการรับรู้ (sensory function) และส่วนของการเรียนรู้และสติปัญญา (cognitive function) รวมทั้งมีส่วนสร้างนิสัยขี้เมา และติดเหล้า


นักวิทยาศาสตร์ค้นพบผลร้ายของการดื่มสุราแบบดังกล่าวในวัยรุ่นที่รุนแรงและส่งผลระยะยาวยิ่งกว่า คือมันทำลายความสามารถในการเรียนรู้และความจำ วัยรุ่นโดยทั่วไปมีความอ่อนแอของสมองในการควบคุม ตัวเอง ผลการวิจัยบอกว่ามีวัยรุ่นจำนวนหนึ่งสมองอ่อนแอในด้านนี้เป็นพิเศษ นักวิจัยกำลังหาทางค้นหาวิธี ตรวจหาวัยรุ่นที่อ่อนแอเหล่านี้ เพื่อจะได้หาทางป้องกันการทำลายสมองจากการดื่มสุราจนเมา


ใจที่หุนหันพลันแล่น

สมองวัยรุ่นเป็น “สิ่งก่อสร้างที่อยู่ระหว่างสร้าง” ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองได้ค้นพบว่า เปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่อยู่ด้านในหน้าผาก พัฒนาช้า สมองส่วนนี้ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น และทำหน้าที่ด้านความจำใช้งาน (working memory) นำเอาข้อมูลจากหลายแหล่งมามีปฏิสัมพันธ์กันบนพื้นที่ของความจำใช้งาน ทำให้คิดได้ซับซ้อน และสมองไว


มีการวิจัย ในวัยรุ่นอายุ ๑๒ - ๑๔ ปี จำนวน ๓๘ คน โดยตรวจความสามารถยับยั้งชั่งใจในสมองด้วย MRI แล้วติดตามพฤติกรรมไป ๔ ปี พบว่ามีวัยรุ่น ๒๑ คนเริ่มพฤติกรรมดื่มสุราเมากลิ้งอยู่ก่อนแล้ว และผล MRI บอกว่า กลุ่มนักดื่ม ๒๑ คนนี้มีการทำงานของสมองต่ำที่ ๑๒ จุด รวมทั้งที่ prefrontal cortex และที่ parietal cortex ที่อยู่ใกล้ๆ สมองส่วน parietal cortex นี้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีแผนและเป้าหมาย


วัยรุ่นอีก ๑๗ คนที่ไม่ดื่ม ผล MRI บอกว่าสมองส่วนต่างๆ ทำงานปกติ


นักวิจัยทีมเดียวกัน ศึกษาวัยรุ่นอายุ ๑๒ - ๑๔ ปี ที่ไม่ดื่ม แต่มาจากครอบครัวที่มีคนติดเหล้า จำนวน ๒๐ คน ศึกษาด้วย functional MRI เปรียบเทียบกับวัยรุ่นวัยเดียวกันอีก ๒๐ คน ที่ไม่มีคนในครอบครัวมีประวัติ ติดเหล้า พบความแตกต่างของสมองวัยรุ่นสองกลุ่มนี้อย่างชัดเจนที่การเชื่อมต่อใยประสาท ระหว่างสมองส่วน prefrontal cortex กับสมองส่วน parietal cortex ในกลุ่มที่มาจากครอบครัวติดเหล้า การเชื่อมต่อน้อยกว่า และอ่อนแอกว่า


การวิจัยต่อเนื่องในวัยรุ่นที่ดื่ม และมาจากครอบครัวติดเหล้า มีพัฒนาการช้าที่สมองส่วนยับยั้งใจ ที่หุนหันพลันแล่น เป็นข่าวดีว่าต่อไปน่าจะมีทางตรวจค้นหาเยาวชนที่อ่อนแอและหาทางป้องกันก่อนที่ สมองวัยรุ่นอันสุดวิเศษจะถูกทำลาย



ทำกิจกรรมเดียวกัน ต้องใช้พลังสมองมากกว่า

นักวิจัยทดลองในหนู ให้หนูกินแอลกอฮอล์ปริมาณมากในลักษณะเดียวกันกับวัยรุ่น “เมาจนคลาน” พบว่าเซลล์สมองส่วน prefrontal cortex และส่วน hippocampus ของหนูถูกทำลาย hippocampus เป็นสมองส่วนความจำ และยังพบว่า แอลกอฮอล์ยับยั้งการงอกของเซลล์สมองใหม่ และยังพบว่าสมองหนูวัยรุ่นไวต่อการทำลายโดยแอลกอฮอล์มากกว่าสมองหนูที่โตเต็มวัยแล้ว


วัยรุ่นที่เมาจนหมดสติ และมีอาการลืมหรือความจำเสื่อม อาจมาจากการทำลายสมองส่วน hippocampus


การวิจัยที่เผยให้เห็นผลของการดื่มสุราในวัยรุ่นเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จากการวิจัยทดสอบ ความสามารถของ working memory ในการจำศัพท์ เปรียบเทียบระหว่างวัยรุ่นที่ไม่ดื่ม ๒๔ คน กับวัยรุ่นที่มีนิสัย ดื่มจนเมา ๒๔ คน และบันทึกการทำงานของส่วนต่างๆ ของสมองในระหว่างการทดสอบ พบว่าวัยรุ่นที่ดื่ม จำศัพท์ได้น้อยกว่า และสมองส่วน hippocampus ทำงานน้อยกว่า แต่สมองส่วนหน้าทำงานมากกว่า ซึ่งนักวิจัยตีความว่าสมองของวันรุ่นที่ดื่มต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการทำการทดสอบนี้


ต่อมาก็มีการทดสอบเปรียบเทียบความสามารถทางสมองด้านอื่นๆ ระหว่างวัยรุ่นสองกลุ่มนี้ พบว่ากลุ่ม “ดื่มเมาหัวทิ่ม” มีความสามารถต่ำกว่า และมีหลักฐานว่าความบกพร่องนี้น่าจะคงอยู่นาน แม้ต่อมาจะเลิกพฤติกรรมนี้แล้ว



ผู้เขียนให้ข้อสรุป ๓ ประเด็นดังนี้

  • วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาติดนิสัย “ดื่มเมาหัวทิ่ม” โดยดื่มครั้งละอย่างน้อย ๔ - ๕ ดริ๊ง ไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้งต่อสองสัปดาห์ พฤติกรรมนี้พบร้อยละ ๑๐ ในนักเรียน ม. ๒, ร้อยละ ๑๘ ในนักเรียน ม. ๔, และร้อยละ ๒๔ ในนักเรียน ม. ๖
  • ระดับแอลกอฮอล์ที่สูงในเลือดเป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ ทำลายความสามารถในการรับรู้ และการเรียนรู้ และนำไปสู่การดื่มเป็นนิสัย และการติดสุรา
  • การวิจัยบ่งชี้ว่าการดื่มสุราอย่างหนักมีผลทำลายส่วนต่างๆ ของสมองที่กำลังเจริญเติบโต ส่งผลลดทอนความสามารถในการเรียนรู้และความจำอย่างถาวรในคนหนุ่มสาว




วิจารณ์ พานิช

๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๙

บนเครื่องบิน Jet Airways จากกรุงเทพไปเดลี


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)