หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" จึงเป็นถ้อยนิยามที่แจ่มชัด และน่าสนใจ หรือท้าทายเป็นที่สุดต่อการผลิตบัณฑิตออกสู่สังคม เพราะจะช่วยให้นิสิตเรียนรู้คุณค่าของตนเอง เรียนรู้หลักของการอยู่ร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ที่จะเป็นองค์ประกอบของสังคมอย่างมีเกียรติ

ภายหลังกลับมาทบทวนถ้อยคำบรรยายของ ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ (คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ) ในประเด็นบุคลิกภาพผู้นำนิสิตเมื่อหลายวันก่อน โดยเฉพาะการกล่าวย้ำถึง "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" ในฐานะที่เป็นภาพลักษณ์หนึ่ง หรือภาพฝันว่าหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนคือบุคลิกภาพของผู้นำนิสิตที่พึงจะเป็น

ยังผลให้ผมอดไม่ได้ที่จะหวนลับมาพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง


แน่นอนครับ หวนกลับมาเขียนถึง เพราะอยากเขียนถึง มิใช่ไม่มีอะไรให้เขียน เลยต้องเก็บเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่




เดิม "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" คืองานบริการวิชาการแก่สังคม ที่มั่งเน้นให้แต่ละหลักสูตรจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนและผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บนฐานคิดหลักของการเรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม และจัดกิจกรรมในลักษณะของการเรียนรู้คู่บริการ อันหมายถึงบูรณาการระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ทั้งต่อชุมชน และมหาวิทยาลัย


ดังนั้น หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน จึงเป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนในแบบรับใช้สังคม บูรณาการระหว่างการเรียน การบริการสังคมคู่ไปกับการทำนุศิลปวัฒนธรรมในแบบ 3 In 1 หากแต่ในบางโครงการกลับทะลุเป็น 4 In 1 เพราะมีเรื่องของการวิจัยเข้ามาเกี่ยวพันด้วย เป็นการวิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กับการปรับแต่งกระบวนการผลิตบัณฑิตออกสู่การรับใช้สังคม


ด้วยเหตุนี้หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน จึงมีบุคลิกที่ชัดเจนว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ค่บริการบนฐานของการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้นิสิตและอาจารย์ได้นำความรู้ไปสู่การบริการสังคม และนั่นยังไม่รวมถึงการบ่มเพาะประเด็นของการมีจิตอาสา หรือจิตสาธารณะ ที่เชื่อมร้อยไปยังความเป็นอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน)



ปัจจุบัน หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน มิได้อยู่ในสถานะเดียวอันหมายถึงงานบริการวิชาการแก่สังคมเท่านั้น หากแต่ได้รับการต่อยอดไปสู่การเป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และงานวิจัย มมส เพื่อชุมชนหลายเรื่อง รวมถึงการปรับแต่งการเรียนรู้เป็นรายวิชาในหมวดศึกษาทั่วไป นั่นก็คือวิชาบังคับเลือกในชื่อ "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน"

กระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน มีฐานคิดไม่ต่างไปจากงานบริการวิชาการแก่สังคม เพราะยังคงมุ่งเน้นการเรียนรู้คู่บริการร่วมกับชุมชน เน้นผู้เรียนและชุมชนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือผู้เรียนจะได้ "ลงชุมชน" อันหมายถึงลงไปเรียนรู้ชุมชน ลงไปศึกษาชุมชน ลงไปร่วมออกแบบกิจกรรมเพื่อชุมชนร่วมกับชุมชนบนฐานคิดหลักคือการมีส่วนร่วมและการใช้ศาสตร์ของตนเองเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน




ใช่ครับ - เมื่อใคร่ครวญเกี่ยวกับแนวคิด หรือกระบวนการขับเคลื่อนหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ทั้งในมิติงานบริการวิชาการ หรือการเรียนการสอนแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า ยึดโยงอยู่กับเรื่องของการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมดีๆ นั่นเอง โดยเน้นการนำวิชาชีพ หรือความรู้เฉพาะทางของตนเองไปบูรณาการรับใช้สังคม โดยไม่แยกขาดออกจากทุนดั้งเดิมของชุมชน หรือสังคม


แนวคิดและกระบวนการดังกล่าว ยึดโยงหยั่งรากลึกสู่ฐานใจคือ "จิตอาสา-จิตสาธารณะ" นั่นเอง

ดังนี้แล้วสิ่งที่ ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ ได้นิยามความเป็นบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ของผู้นำนิสิต โดยผูกโยงเป็นหนึ่งดียวไว้กับความเป็น "หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" จึงเป็นถ้อยนิยามที่แจ่มชัด และน่าสนใจ หรือท้าทายเป็นที่สุดต่อการผลิตบัณฑิตออกสู่สังคม เพราะจะช่วยให้นิสิตเรียนรู้คุณค่าของตนเอง เรียนรู้หลักของการอยู่ร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ที่จะเป็นองค์ประกอบของสังคมอย่างมีเกียรติ มิใช่เตร็ดเตร่ไปวันๆ แบบคนไร้ราก และไร้ซึ่งจิตสำนึกที่จะรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

ยิ่งในภาพลักษณ์ของความเป็นหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเด่นชัดในเรื่องของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการจริงอย่างเป็นทีม เพื่อก่อให้เกิด "ปัญญาปฏิบัติ" ทั้งในระบบปัจเจกบุคคลและส่วนรวม (ทีม) ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เนื่องจากเราเชื่อกันว่า ความรู้เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ย่อมทำให้เรารู้ชัดแจ้งในศาสตร์ จนนำไปสู่การตกผลึกเป็นปัญญาในที่สุด พร้อมๆ กับการบ่มทัศนคติและทักษะชีวิตในมิติของการเป็นทีม ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นคนรักษ์บ้านเกิด ฯลฯ โดยต่างล้วนอัดแน่นเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในตัวตนของหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนอย่างไม่ต้องกังขา

แถมการงานที่ดำเนินการก็หยัดยืนบนฐานคิดอันเป็นบนความต้องการ (โจทย์) ของชุมชน มิใช่เอาความต้องการของตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือแก่นสารหลัก ขาดการมีส่วนร่วม ซึ่งกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้ก็เพียรพยายามสื่อสารให้รับรู้ว่าผู้นำที่ดีก็หาใช่จะทำในสิ่งที่ตนเองชอบไปเสียทุกเรื่องโดยไม่แคร์ต่อความรู้สึกของผู้อื่น


และทั้งปวงนั้นก็ต่อยอดมาจากรากฐานที่ รศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต (อดีตอธิการบดี) ได้บุกเบิกก่อร่างสร้างเส้นทางไว้ตั้งแต่ปี 2555















ใช่ครับ -- ผมเห็นด้วยว่า บุคลิกภาพของผู้นำนิสิตในแบบหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนเป็นบุคลิกภาพในฝันที่ผมอยากให้มีในตัวตนของนิสิตทุกคน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้นำ หรือผู้ตามก็เถอะ-


เพราะเป็นบุคลิกภาพที่เปล่งประกายออกมาจากภายในอันงดงามที่ว่าด้วยการตระหนักถึงการมีจิตอาสา -จิตสาธารณะ หรือการเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน นั่นเอง