เมื่อสมัยผมเริ่มทำงานปีแรก ที่อำเภอชายแดนจังหวัด อุบลราชธานี  ฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว  วันหนึ่งมีชาวลาวพาลูกชายมารักษา อาการหนักมาก ผมตรวจแล้ววินิจฉัยว่า เป็นโรคมาเลเรีย  ได้ความว่าเป็นมาแล้วประมาณ 5 วัน

ด้วยความที่จบใหม่ ประสพการณ์ชีวิตน้อย ต่อว่าต่อขานพ่อ กับแม่ของเด็กอย่างรุนแรง  ว่าทำไมไม่เอาใจใส่ดูแล ปล่อยให้อาการหนักแล้วจึงค่อยพามา    สักพักพ่อเด็กหายตกใจจากการต่อว่าของหมอ  เล่าให้ฟังว่า เขาก็เป็นห่วงลูกมากอย่างที่หมอบอก   แต่ที่มาช้าเพราะต้องแบกเด็กข้ามเขามาจากลาว กว่าจะมาถึงก็ ใช้เวลาเกือบ 2 วัน    

ผมตกใจกับ  ความเขลา  ของตนเองมาก ที่ต่อว่ากับสิ่งที่ไม่สมควรต่อว่าเลย  นึกไม่ออกเลยว่าถ้าเราเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนี้ที่อยู่ที่ลาว    ไม่มีรถมาเราก็คงต้องแบก ( แบกนะครับไม่ใช่อุ้ม)  ลูกมาเหมือเขานั่นแหละ  แล้วก็คงมาเจอหมอเด็ก ๆ  ต่อว่าต่อขานแบบที่เขากำลังโดนอยู่นี่แหละ    ( เกิดความรู้สึก  อัตตานัง อุปมัง กเร ขึ้นมาทันที   )  

  ตั่งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนถึงวันนี้  16 ปีมาแล้ว   เวลามีความรู้สึกดังกล่าว  ภาพของคนลาวที่แบกลูกมาหาผมจะคอยเตือนสติผม ตลอดเวลา      คนที่ทุกข์อยู่แล้ว กำลังใจที่ควรจะได้จากคนที่หวังจะได้พึ่งพา  กลับได้สิ่งที่ตรงกันข้าม  

  ซึ่งทุกวันนี้ผมก็เห็น น้องหมอที่จบใหม่  หรือแม้แต่หมอที่ทำงานมานานแล้ว    ต่อว่าต่อขานผู้ป่วย และญาติ  เมื่อรู้สึกว่าทำไมไม่เอาใจใส่ตนเอง บางครั้งก็ต่อว่าว่าทำไมไม่เชื่อหมอ  บางครั้งรุนแรงมาก    จนผมไม่แน่ใจว่า หมออยากให้คนไข้เชื่อหมอ หรือ อยากให้คนไข้ พ้นจากจากทุกข์ที่เขามีกันแน่   วันหลังจะเล่าเรื่องประทับใจ ที่ผมได้ใช้บทเรียนชีวิตนี้ กับการดูแลผู้ป่วยบางคน แล้วได้ผลดีมากทีเดียว

อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่เพียงเท่านั้นก็ได้

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว