วันนี้ที่จริงแล้วจะเป็นวันที่เรียนรายวิชา นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้  แต่อาจารย์ต้องไปราชการที่เชียงใหม่  ก็เลยไม่ต้องเรียน  เพื่อน ๆ คงจะชอบกันล่ะซิ  แต่ก็คงจะยิ้มไม่ออกซักเท่าไหร่เพราะอาจารย์ท่านฝากงานไว้ล้นมือเลย  (จะได้คิดถึงอาจารย์นาน ๆ ไง)  วันนี้ก็เลยต้องมานั่งทำงานที่ยังค้างส่งอยู่ให้เสร็จ  พร้อมทั้งต้องมานั่งเขียนบันทึกฉบับนี้ด้วย  !ว้า! เครียดจังเลย  ถ้าแก่เร็วขึ้นมาแล้วใครจะรับผิดชอบเนี้ย  เดี๋ยวจะมีคนมาว่าอีกว่าครูวิทยาศาสตร์เชย เก่า คร่ำครึ  ที่ต้องมีฉายาแบบนี้ก็เพราะอะไรล่ะถ้าไม่เป็นเพราะเรียนมาก จนไม่มีเวลาไปแต่งเนื้อแต่งตัวแล้ว  และทุกครั้งที่อ่านบันทึกนี้ฝนก็ขอฝากความรู้นิด ๆ ไว้ให้เพื่อน ๆอ่านกันดูนะคะ  แล้วค่อยเจอกันใหม่ค่ะ

          การศึกษาที่แท้นั้น จะไม่มองผู้เรียนเปรียบดั่งเป็นถังน้ำ และมองบทบาทของครูผู้สอนว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่เติมน้ำให้เต็มถัง ซึ่งก็จะเป็นการมองแบบ supply–side หากแต่ต้องมองว่าหน้าที่ของครูอาจารย์นั้นจริงๆแล้วก็คือผู้ที่จุดไฟแห่งความใฝ่รู้ให้กับผู้ที่เป็นศิษย์ ทำให้ศิษย์เกิดฉันทะมีความต้องการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนอย่างไม่จบสิ้น เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ไม่ว่าพ่อครัวจะเก่งกาจในฝีมือปรุงอาหารสักเพียงใด หากผู้ที่รับประทานไม่หิวแล้ว อาหารมือนั้นก็คงจะไม่มีความหมายอะไรมากนัก ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้น่าจะอยู่ตรงที่ว่า เราจะต้องทำอย่างไรให้คนหิวกระหายและใคร่ที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา การสร้างฉันทะ สร้างความต้องการที่จะพัฒนางาน พัฒนาชีวิตให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน เท่ากับเป็นการสร้าง demand สร้างแรงดึง (pull) อันนำไปสู่การเรียนรู้ชนิดที่แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับชีวิต สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องรู้จัก บริหารความว่าง คือต้องไม่ลืมที่จะจัดเวลา หาเวลาว่าง เตรียมพื้นที่ หาที่ว่าง ไว้สำหรับใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือจะต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาใจให้รู้จักการปล่อยวาง และว่างพอที่จะรู้สึกและเข้าใจในคุณค่าของสิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเราอยู่ในขณะนี้