การจัดการความรู้ด้านการวิจัย
คณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
ความรู้อาจแบ่งได้ตามลักษณะ 3 ชนิด ได้แก่ 1) เป็นความรู้ที่เปิดเผย (Explicit Knowledge) ที่พบเห็นได้จากเอกสาร หนังสือ ตำรา สื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึง 2) ความรู้ที่แฝงอยู่ในองค์กร (Embedded Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในรูปแระบวนการทำงาน คู่มือ กฏเกณฑ์ กติกา คำสั่ง ประกาศ 3) ความรู้ที่ฝังลึกในบุคลากร (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ฝั่งอยู่ในความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ที่คนได้มาจากประสบการณ์ ข้อสังเกตที่สั่งสมมานาน จากการเรียนรู้ที่หลากหลาย และเชื่อมโยงไปจนเป็นความรู้ที่คุณค่าสูง ซึ่งการรวบรวมความรู้การวิจัยครั้งนี้ ได้เน้นไปที่ การรวบรวมหรือสกัดความรู้จากคนซึ่งเป็นบุคลากรในคณะเทคโนโลยีสังคม ประกอบด้วยผู้มีความรู้ประสบการณ์ด้านการวิจัย ดังนี้
ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล
ดร.ศาสตรา สหัสทัศน์
นายเจษฎา สิงห์ทองชัย
นางสุกัญญา ดวงอุปมา
นายนันทพันทธ์ โนนศรีเมือง
นางสาสวนุสรา วรรณศิริ
นายฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์
แนวคิดการจัดทำแผนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Action Plan) นี้ ได้นำแนวคิดเรื่องกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) ของสำนักงาน ก .พ.ร.และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำความรู้ ดังนี้
กระบวนการจัดการความรู้
ที่มา : สำนักงาน ก .พ.ร.และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (2548 : 5)
กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงขั้นตอนที่ทำให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรือพัฒนาการของความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งการจัดความรู้ด้านการวิจัยนี้มีกระบวนการประกอบด้วย 7 ขั้นตอน สรุปดังนี้
1. การบ่งชี้ความรู้ – เช่นพิจารณาว่า วิสัยทัศน์ / พันธกิจ/ เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร , ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา เพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีดุลภาพ
วิสัยทัศน์/พันธกิจ คณะเทคโนโลยีสังคม
วิสัยทัศน์
มุ่งผลิตบัณฑิตมืออาชีพที่มีคุณธรรม สู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
พันธกิจ
1. จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาบนพื้นฐานด้านบริหาร ธุรกิจและศิลปศาสตร์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลตรงกับความพึงพอใจของผู้รับ บริการ
2. สร้างงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม บนพื้นฐานของบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์สู่การบริการ สามารถถ่ายทอดและสรางมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ
3. เพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขันด้านบริการวิชาการแบบบรูณาการ
4. ทำนุบำรุงศาสนา อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีคุณค่าต่อประเทศชาติ
5. เป็น ศูนย์กลางองค์ความรู้ทางการศึกษา บริหารจัดการด้วยธรรมภิบาล เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากรของคณะเทคโนโลยีสังคม
6. สร้างและพัฒนาองค์ความรู้ทางบริหารธุรกิจและทางศิลปศาสตร์ ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นของจังหวัดกาฬสินธุ์และพื้นที่ใกล้เคียง
2. การสร้างและแสวงหาความรู้ – เช่นการสร้างความรู้ใหม่ , แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
กระบวนการสร้างและแสวงหาความรู้ในขั้นตอนนี้ ได้ทำการสร้างความรู้ใหม่โดยศึกษาจากการจัดการความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว คือการจัดการความรู้ด้านแหล่งทุนวิจัยและการจัดการความรู้ด้านการตีพิมพ์เผยแพร่ของคณะเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ ในปี 2558 และได้ทำการสร้างและแสวงหาความรู้ใหม่จาก 1) ความรู้ที่เปิดเผย (Explicit Knowledge) ที่พบเห็นได้จากเอกสาร หนังสือ ตำรา สื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึง 2) ความรู้ที่แฝงอยู่ในองค์กร (Embedded Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในรูปแระบวนการทำงาน คู่มือ กฏเกณฑ์ กติกา คำสั่ง ประกาศ 3) ความรู้ที่ฝังลึกในบุคลากร (Tacit Knowledge)
จากที่ได้ศึกษาความรู้ด้านการวิจัยเดิมที่ได้จัดทำไว้แล้ว การจัดองค์ความรู้ใหม่จึงได้กำหนดหัวข้อความสำคัญของการวิจัยที่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ /พันธกิจที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นข้อสรุปความรู้ด้านการวิจัยในประเด็นที่สำคัญจากจำนวน 7 ท่าน ดังนี้
1. หัวข้อประเด็นสำคัญความรู้ด้านการวิจัย
1.1 แหล่งทุนวิจัย
1.2 ความรู้ด้านการวิจัยเบื้องต้น
1.3 การเขียนรายงานการวิจัย
1.4 การเขียนบทความวิจัย และบทความวิชาการ
1.5 การตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัย
1.6 หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์
2. ข้อค้นพบความรู้ด้านการวิจัย(ได้มาจากการประชุมกลุ่มของคณะกรรมการจัดการความรู้ด้านการวิจัย) สรุปดังนี้
2.1 แหล่งทุนวิจัย
ดร.ศาสตรา สหัสทัศน์ และเจษฎา สิงห์ทองชัย ได้อธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งทุนจากประสบการณ์วิจัยจากการเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ไว้ว่า ประเภทแหล่งทุนประกอบด้วย
1. แหล่งทุนภายใน คือแหล่งทุนที่ได้จากการจัดสรรของมหาวิทยาลัย เช่นเงินรายได้ เงินงบประมาณแผ่นดิน โดยสามารถติดตามข่าวสารจากสถาบันวิจัย แผนกงานวิจัยคณะฯ
2. แหล่งทุนภายนอก คือแหล่งทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกหน่วยงานอาจเป็นองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอาจเป็นได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
นอกจากนี้ ผศ .ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล , สุกัญญา ดวงอุปมา , นันทพันทธ์ โนนศรีเมือง , นุสรา วรรณศิริ และฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์ ได้ให้ความรู้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับแหล่งทุน ดังนี้
1. แหล่งทุนภายในประเภเทศ ได้แก่ วช . สกอ. สวทช. คอบช. แหล่งทุนจังหวัด หรือหน่วยงานในเครือข่าย การทำโครงการ MOU
2. แหล่งทุนจากต่างประเทศ ได้แก่ แหล่งทุนที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้าน Agricultural Development Council(ADC) ,American Foundation for AIDS Research (AmFAR) , Asia Foundation, Asian Development Bank (AsDB), Asian Productivity Organization เป็นต้น
ซึ่งการเทคนิคการเลือกแหล่งทุน นั้นผู้วิจัยควรศึกษาระเบียบ แนวทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์ในการขอทุนศึกษาระเบียบ แนวปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ จากแหล่งทุนต่างๆ ตามประกาศของแหล่งทุนนั้นๆ และปฏิบัติตามเงื่อนไขผู้ให้ทุน ซึ่งเป็นการเข้าถึงจากความรู้ที่แฝงอยู่ในองค์กร (Embedded Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในรูปแระบวนการทำงาน คู่มือ กฏเกณฑ์ กติกา คำสั่ง ประกาศ เช่น ระเบียบแหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยจากเงินประมาณแผ่นดิน ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประจำปีงบประมาณ พ .ศ. 2555 รายละเอียดดังนี้
ตามที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ .ศ.2555 นั้น เพื่อให้การจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันมหาวิทยาลัยฯ ขอแจ้งแนวทางการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย การประเมินผลข้อเสนอโครงการวิจัย และปฏิทินการดำเนินงาน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1. คุณสมบัติของหัวหน้าโครงการ
1.1 เป็นข้าราชการ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หรือพนักงานราชการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
1.2 ไม่เป็นผู้ถูกระงับโครงการวิจัยประเภทอุดหนุนทั่วไป อันเนื่องมาจากหัวหน้าโครงการวิจัยละทิ้งโครงการ
1.3 ไม่เป็นหัวหน้าโครงการที่ ขาดการส่งรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ หลังจากดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้น
1.4 ไม่เป็นผู้ที่เคยผิดสัญญารับทุนวิจัย
2. การแสดงความจำนงขอรับทุนวิจัย
ผู้มีสิทธิ์แสดงความจำนงขอรับทุนวิจัยต้องเป็นหัวหน้าโครงการและต้องปฏิบัติ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1ให้นักวิจัยนำเสนอโครงการวิจัยตามแบบฟอร์มที่กำหนดดังนี้
1.1 แบบเสนอโครงการวิจัยเดี่ยว ตามแบบ ว -1ด
1.2 แบบเสนอโครงการวิจัยชุด ตามแบบ ว -1ช
1.3 แบบรายงานความก้าวหน้า (เฉพาะโครงการต่อเนื่อง)
และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ http://ird.rmuti.ac.th/newweb/
ขั้นตอนที่ 2การส่งข้อเสนอโครงการวิจัย โดยเสนอรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตและให้ความเห็นชอบของคณบดีหรือผู้ที่คณบดีมอบหมาย โดยขอสงวนสิทธิ์ไม่พิจารณาให้กับผู้ค้างงานวิจัยตั้งแต่ปีงบประมาณ พ .ศ. 254 7 – 255 2 ( ยกเว้นโครงการต่อเนื่อง)
3. หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัย
3.1 คุณลักษณะหลักของโครงการวิจัยมีดังนี้
3.2 สอดคล้องกับทิศทางการวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือเป็นการวิจัยที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย
3.3 สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ( วช .)
3.4 คุณลักษณะประกอบของโครงการวิจัย
3.5 เป็นโครงการวิจัยที่พร้อมดำเนินการได้โดยไม่ต้องจัดหาครุภัณฑ์เพิ่มเติม
3.6 เป็นโครงการวิจัยที่หัวหน้าโครงการมีความสามารถและความรับผิดชอบที่สามารถดำเนินการวิจัยได้
3.7 เป็นโครงการวิจัยที่มีผู้วิจัยไม่น้อยกว่า 2 คน ยกเว้นในกรณีที่กรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นๆ จำนวนน้อยหรือมีเหตุผลความจำเป็นอื่นๆ
3.8 เป็นโครงการวิจัยที่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ในระยะเวลาที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติ
3.9 พิจารณาการให้ทุนวิจัยจากสัดส่วนการวิจัยเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อองค์ความรู้ อย่างน้อย 40 : 60
4. ขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัย
4.1 มหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัย ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยกำหนด
4.2 มหาวิทยาลัยเสนอโครงการวิจัยที่เรียงลำดับความสำคัญแล้วให้กับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
2.2 ความรู้ด้านการวิจัยเบื้องต้น
ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล และนุสรา วรรณศิริ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ไว้ว่า การจะทำวิจัยได้นั้นผู้ที่จะทำวิจัยต้องมีความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในระดับเบื้องต้นก่อนเพื่อจะได้ทราบทิศทางการทำวิจัย ตลอดจนการนำเสนอหัวข้อวิจัยเพื่อเลือกแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยที่สนใจ และได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัย ดังนี้
2.2.1 นิยามเกี่ยวกับการวิจัย
การวิจัย หมายถึง การศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์ หรือทดลองอย่างมีระบบ โดยอาศัยอุปกรณ์หรือวิธีการ เพื่อให้พบข้อเท็จจริง หรือหลักการไปใช้ในการตั้งกฎ ทฤษฎีหรือแนวทางในการปฏิบัติ โดยลักษณะของงานที่ถือว่าเป็นการวิจัยควรจะประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้
การคัดเลือกหัวข้อในการวิจัย (Selection of Problem Area)
วิธีการเก็บและรวบรวมข้อมูล (Method of Gathering Data)
การวิเคราะห์และการตีความข้อมูล (Analysis and Interpretation of the Data)
การเสนอผลการวิจัยและข้อสรุป (Conclusions and Final Report)
กิจกรรมสนับสนุนการวิจัย ได้แก่การ ฝึกอบรมนักวิจัยซึ่งการวิจัยทางสังคมศาสตร์ หมายถึงการศึกษาค้นคว้าหาความจริงด้วยระบบและวิธีการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ พฤติกรรม ปรากฏการณ์หรือปฏิกิริยา ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และสังคม เพื่อให้ทราบถึงความรู้และความจริงที่จะนามาแก้ไขปัญหาของสังคม หรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่
2.2.2 องค์ประกอบการวิจัย (Functional Dimension)
1) ทิศทางการวิจัย (Research Direction) หมายถึงลักษณะหรือแนวทางการทำวิจัยที่มุ่งไปสู่สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หากดำเนินการไปตามแนวทางนี้ความคาดหวังยังไม่เป็นรูปธรรมที่เป็นตัวเลขที่กำหนดไว้แต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้ทิศทางการวิจัยเปรียบเสมือนนโยบายวิจัย (Research Policy)
2) แผนวิจัย (Research Plan) หมายถึง โครงร่างข้อกำหนดที่ระบุเรื่องหรือลักษณะการ
ดำเนินการในการทาวิจัยให้เป็นไปในทางสอดคล้องกับทิศทางการวิจัยหรือนโยบายวิจัยที่กำหนดไว้
3) แผนงานวิจัย (Research Program) หมายถึง แผนที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อดำเนินการวิจัยประกอบด้วยโครงการวิจัย (Research Project) หลาย ๆ โครงการ หรืออาจเรียกว่าชุดโครงการวิจัย โดยมีความสัมพันธ์หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน มีลักษณะบูรณาการ (Integration) ทาให้เกิดองค์รวม (HolisticIdeology) เป็นการวิจัยสหสาขาวิชาการ (Multi-disciplines) และครบวงจร (Complete Set) โดยมีเป้าหมายที่จะนาผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน
4) แผนงานวิจัยย่อย (Research Sub-program) หมายถึง หัวข้อการวิจัยภายใต้แผน
งานวิจัย ซึ่งกำหนดลักษณะการทางานวิจัยของโครงการวิจัย
5) โครงการวิจัย (Research Project) หมายถึงรูปการที่กำหนดหรือคิดไว้ในการดาเนินการ
วิจัย โดยมีแผนการแสดงหัวข้อรายละเอียดในการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์หรือทดลองอย่างมีระบบที่แน่นอน ซึ่งหน่วยงานหนึ่ง ๆ หรือหลายหน่วยงานจะร่วมกันดาเนินการให้เสร็จสิ้นภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
6) โครงการวิจัยย่อย (Research Sub-project) หมายถึง หัวข้อการวิจัยภายใต้
โครงการวิจัยซึ่งระบุถึงการวิจัยที่ดาเนินการ
7) งานวิจัยย่อย (Research Task) หมายถึง เป็นขั้นสุดท้ายของแต่ละโครงการวิจัย
(research project)
2.2.3 กิจกรรมวิจัย (Research Activity) หมายถึงการแสดงหัวข้อเรื่องวิจัยที่จะต้องปฏิบัติในงานวิจัยย่อยโครงการวิจัยและแผนงานวิจัยโดยให้สอดคล้องและเป็นลาดับกับแผนการดาเนินงาน (work plan) ที่กำหนดไว้
2.2.4 ประเภทของการวิจัย (Type of Research) หมายถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) 3 ประกอบด้วย
1) การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research หรือ Pure Research หรือ Theoretical Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าในทางทฤษฎีหรือในห้องทดลองเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมมุติฐานของปรากฏการณ์และความจริงที่สามารถสังเกตได้หรือเป็นการวิเคราะห์หาคุณสมบัติโครงสร้างหรือความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อตั้งและทดสอบสมมุติฐาน (Hypothesis) ทฤษฎี(Theories) และกฎต่าง ๆ (Laws) โดยมิได้มุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์โดยเฉพาะ
2) การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนาความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นการนาเอาความรู้และวิธีการต่าง ๆ ที่ได้จากการวิจัยขั้นพื้นฐานมาประยุกต์ใช้อีกต่อหนึ่ง หรือหาวิธีใหม่ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้ระบุไว้แน่ชัดล่วงหน้า
3) การพัฒนาทดลอง (Experimental Development) เป็นงานที่ทาอย่างเป็น
ระบบ โดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยและประสบการณ์ที่มีอยู่ เพื่อสร้างวัสดุผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ เพื่อการติดตั้งกระบวนการระบบและบริการใหม่หรือเพื่อการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้ดีขึ้น
2.3 การเลือกเครื่องมือในการวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประวิชญา ณัฏฐากรกุล ได้ให้ความรู้และอธิบายเกี่ยวกับการเลือกเครื่องมือในการวิจัย ไว้ว่า เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย หมายถึง สิ่งพิมพ์ วัสดุอุปกรณ์ /วิธีการ ที่ผู้วิจัยได้นํามาใช้สําหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง หรือเพื่อนําข้อมูลมาวิเคราะห์ใช้ตอบปัญหาการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน ซึ่งเครื่องมือในการวิจัยมีหลากหลายประเภท ดังนี้
1. แบบทดสอบหรือการทดสอบ (Test or Testing) เป็นข้อคําถามหรือสถานการณ์ที่กําหนดขึ้นเพื่อ เร่งเร้าความสนใจให้ผู้ตอบได้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของตนเองตามที่กําหนดไว้ในจุดประสงค์การวิจัย แล้วใช้การทดสอบ (Testing) ซึ่งเป็นวิธีการที่มีระบบในการวัดพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ได้ผลการวัดที่แสดงออกมาเป็นคะแนนหรือตัวเลขที่แสดงปริมาณลักษณะของพฤติกรรม แบบทดสอบจำแนกได้หลายประเภทตามเกณฑ์ในการจำแนก ดังนี้
จําแนกตามวิธีสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.1.1 แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเอง โดยผู้วิจัยสร้างขึ้นตามจุดประสงค์ของการทดสอบนั้นๆ โดยสร้างตามจุดประสงค์ของการทดสอบ นําไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไข แล้วนําไปทดลองใช้ เพื่อนําผลมาวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบเพื่อปรับปรุง แก้ไข จนแน่ใจว่ามีคุณภาพในเกณฑ์ จึงจะสามารถนําไปใช้ได้
1.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardize Test) สร้างโดยบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ แล้วผ่านกระบวนการทดลองใช้หลายครั้งและปรับปรุงคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับจากนักวิชาการศาสตร์นั้น ๆ โดยมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานทั้งวิธีการทํา การตรวจ พร้อมกับระบุค่าของคุณลักษณะที่จําเป็นของแบบทด สอบได้แก่ ความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability)
จําแนกตามลักษณะในการนําไปใช้ แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่
1.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) ใช้วัดความสามารถด้านสติปัญญาในเนื้อหาวิชาว่าผู้เรียนมีการเรียนรู้ที่บรรลุจุดประสงค์ที่กําหนดไว้มากหรือน้อยเพียงใด
1.2.2 แบบวัดความพร้อม (Rediness Test) ใช้วัดความพร้อมของผู้เรียนว่ามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์ที่กําหนดไว้หรือไม่
1.2.3 แบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic Test) ใช้ตรวจสอบจุดบกพร่องหรือจุดเด่นของผู้เรียนในแต่ละเนื้อหา
แบบทดสอบเชาวน์ปัญญา (Intellegence Test) ใช้วัดความสามารถด้าน
กระบวนการคิดการแก้ปัญหา โดยใช้ประสบการณ์เดิม
แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) ใช้วัดพฤติกรรมหรือความสามารถเฉพาะ
ด้านของผู้เรียนที่จะเกิดขึ้น
แบบสํารวจบุคลิกภาพ (Personality Inventories) ใช้วัดคุณลักษณะ ความต้องการ
การปรับตัว หรือค่านิยมต่างๆ ของบุคคล
แบบสํารวจความสนใจด้านอาชีพ (Vocational Interest Inventories) ใช้สํารวจ
ความสนใจของบุคคลเกี่ยวกับตนเองต้องการประกอบอาชีพหรือปฏิบัติ
2. แบบสอบถาม/การสอบถาม (Questionnaire) เป็นชุดของคําถามที่ผู้วิจัยกําหนดขึ้นเพื่อใช้
วัดคุณ ลักษณะ เจตคติ หรือความคิดเห็นของบุคคลโดยข้อคําถามจะกระตุ้นหรือเร้าให้ผู้ตอบสนองตามความรู้สึกของตนเอง แบบสอบถามจําแนกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
2.1 แบบสอบถามปลายเปิด (Open-Ended Form) เป็นแบบสอบถามที่กําหนดให้เพียงข้อคําถามเท่านั้น สําหรับคําตอบนั้นจะเป็นหน้าที่ของผู้ให้ข้อมูลที่จะได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างอิสระ
2.2 แบบสอบถามปลายปิด (Close-Ended Form) เป็นแบบสอบถามที่กําหนดทั้งคําถามและตัวเลือก โดยให้ผู้ตอบได้เลือกคําตอบจากตัวเลือกนั้นๆ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะสามารถนําไปวิเคราะห์ได้ง่าย และนําเสนอได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน จําแนกเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นแบบสอบถามที่กําหนดให้ผู้ตอบเลือก 1
คําตอบ หรือหลายคําตอบจากตัวเลือก
แบบจัดลําดับความสําคัญ(Ordering Scale) เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบได้
เรียงลําดับความ สําคัญของตัวเลือกที่กําหนดให้จากมากไปน้อย หรือจากน้อยไปมาก
แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบประเมิน/
แสดงระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่กําหนดให้
แบบใช้ความแตกต่างแห่งความหมายทางภาษา (Semantic Differential Scale)
เป็นแบบสอบถามที่กําหนดคําและคําที่ตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ แล้วให้ผู้ตอบประเมินตามความคิดเห็น
แบบสร้างสถานการณ์ (Situational Questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่กําหนด
สถานการณ์ แล้วให้ผู้ตอบได้พิจารณาเลือกตอบตามความรู้สึก คุณธรรมหรือจริยธรรม
3. การสัมภาษณ์/แบบสัมภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสนทนา
อย่างมีจุดประสงค์ระหว่างผู้สัมภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ความรู้ความจริงเกี่ยวกับพฤติกรรม คุณลักษณะที่ต้องการ โดยผู้เก็บข้อมูลมีการสังเกตบุคลิกภาพ อากัปกิริยาตลอดจนพฤติกรรมทางกายและวาจาขณะที่สัมภาษณ์ในการพิจารณาประกอบการสรุปข้อมูล การสัมภาษณ์จำแนกได้หลายประเภทตามเกณฑ์ในการจำแนก ดังนี้
3.1 จำแนกตามแบบสัมภาษณ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง (Structured Interview) เป็นการ
สัมภาษณ์ที่ใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบของคำถามในการสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ไม่มีโครงสร้าง (Non-Structured interview)
เป็นการสัมภาษณ์ที่ใช้เพียงประเด็น/หัวข้อเป็นแนวทางในการตั้งคำถามโดยที่ผู้สัมภาษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและลึกซึ้งในการนำมาพิจารณาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล
3.2 จำแนกตามระดับความยืดหยุ่น แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Highly Structured) เป็นการสัมภาษณ์ที่ใช้แบบ
สัมภาษณ์ที่กำหนดประเด็นคำถามไว้อย่างชัดเจนคล้าย ๆ กับการใช้แบบสอบถาม
การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured) เป็นการสัมภาษณ์ที่ใช้ประเด็น
คำถามที่มีกรอบกว้างๆ หรือเป็นการใช้คำถามปลายเปิดในการซักถาม
การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured) เป็นการสนทนาอย่างเป็น
ธรรมชาติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้วิจารณญาณของผู้สัมภาษณ์ที่จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงในการสัมภาษณ์
3.3 จำแนกตามจำนวนคนที่ให้สัมภาษณ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล (Individual Interview) เป็นการสัมภาษณ์ของผู้
สัมภาษณ์ 1 คนต่อผู้ให้สัมภาษณ์ 1 คน ที่เป็นวิธีการสัมภาษณ์โดยทั่ว ๆ ไป
การสัมภาษณ์เป็นกลุ่มหรือการสนทนากลุ่ม (Forcus Group Interview) เป็นการ
สัมภาษณ์ที่ประยุกต์มาจากการอภิปรายกลุ่มผสมผสานกับวิธีการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลด้วย
5.การสังเกต (Observation) เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการศึกษาพฤติกรรมและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อหาข้อสรุปหรือข้อเท็จจริงที่ต้องการทราบ การสังเกตจำแนกได้หลายประเภทตามเกณฑ์ในการจำแนก ดังนี้
4.1 จำแนกตามโครงสร้างของเครื่องมือที่ใช้ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation) เป็นการสังเกตที่มี
รายละเอียดพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ที่ได้ระบุไว้ล่วงหน้า เป็นการสังเกตที่มีระบบชัดเจน โดยจะใช้เครื่องมือที่ได้สร้างไว้อย่างเป็นมาตรฐานให้ผู้สังเกตได้ใช้เป็นคู่มือการสังเกตและจดบันทึก
การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง(Unstructured Observation) เป็นการสังเกตที่ไม่ได้
ระบุราย ละเอียด เป็นวิธีที่ให้ผู้สังเกตได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกประเด็นที่จะสังเกตและจดบันทึก
4.2 จำแนกตามพฤติกรรมหรือบทบาทของผู้สังเกต แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่
การสังเกตแบบมีส่วนร่วม(Participant Observation)
การเข้าไปร่วมโดยสมบูรณ์ (Complete Participant)
การเข้าร่วมโดยไม่สมบูรณ์ (Incomplete Participant)
การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม(Non-Participant Observation)
4.3 จำแนกตามบทบาทของวิธีการ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
การสังเกตโดยตรง(Direct Observation)
การสังเกตโดยอ้อม (Indirect Observation)
การสังเกตจากสถานการณ์จำลอง
หลักในการเลือกเครื่องมือในการวิจัยเพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้วิจัยควรคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. คำถามการวิจัย การกำหนดคำถามการวิจัยที่ชัดเจนจะทำให้ทราบประเด็นหลักในการวิจัย และประชากรในการวิจัย ที่จะเป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการกำหนดวิธีการ /เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อตอบคำถามการวิจัยนั้น
2. กรอบแนวคิดเชิงทฤษฏี การกำหนดกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ครอบคลุม จะช่วยให้เห็นแนวทางของการศึกษาประเด็นการวิจัยในอดีตว่าใช้ระเบียบวิธีวิจัยอย่างไร และมีแนวทางในการวัดประเด็น หรือตัวแปรที่สนใจอย่างไรบ้าง
3. ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาระเบียบวิธีวิจัยแต่ละประเภทให้เกิดความชัดเจน จะทำให้ทราบปรัชญา แนวคำถาม และแนวทางในการศึกษาข้อมูล ตลอดจนลักษณะของเครื่องมือที่สอดคล้องกับปรัชญา ที่จะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย
4. หน่วยการวิเคราะห์ในการวิจัยใดๆ การกำหนดหน่วยการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันที่อาจจะเป็นหน่วยแต่ละหน่วย หรือเป็นกลุ่ม ที่จะทำให้มีผลต่อการเลือกใช้เครื่องมือในการวิจัยที่ต้องสอดคล้องกับหน่วยการวิเคราะห์
5. ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง/ประชากร ในการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างและประชากรที่แตกต่างกัน จะต้องมีความสอดคล้องกับการเลือกใช้เครื่องมือในการวิจัย ระยะเวลา และงบประมาณที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
6. คุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง/ประชากร ที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะหรือข้อจำกัดในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น การศึกษาพฤติกรรมของเด็กๆ อาจจะต้องเลือกใช้การสังเกต หรือการสัมภาษณ์แทนการใช้แบบสอบถาม เป็นต้น
2.4 การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติอย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องพิจารณาการเลือกใช้ชนิดทางสถิติโดยคำนึง ถึงจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังต่อไปนี้
1. การวิเคราะห์เพื่อบรรยายลักษณะตัวแปรในกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร เป็นการใช้สถิติบรรยาย มาบรรยายภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย
การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ และนำผลจากการแจกแจงความถี่หรือค่าร้อยละเพื่อแสดง
ภาพรวมของข้อมูลที่ได้ ในการนำเสนอนิยมใช้ตารางและแผนภูมิมากกว่าคำบรรยายเพียงอย่างเดียว
การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน ฐานนิยม
การวัดการกระจาย ได้แก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. การวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบหาความแตกต่าง และสรุปอ้างอิงหาความแตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างกลับไปยังประชากรที่ศึกษา ประกอบด้วย
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกันด้วย Independent t-test
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกันด้วย pair t-test
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 2 กลุ่มด้วย Anova
การเปรียบเทียบความถี่และสัดส่วนด้วยไคสแควร์
3. การวิเคราะห์เพื่อบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ประกอบด้วย
การใช้สหสัมพันธ์อย่างง่าย ในการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปร เช่น การวิเคราะห์
ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment coefficient of correlation) และสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman’s Correlation) และการใช้สหสัมพันธ์พหุคูณ ในการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
4. การวิเคราะห์ตัวแปรที่มีจำนวนมากในการวิจัยเพื่อตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างที่มีพื้นฐานทางทฤษฎีรองรับ ประกอบด้วย
การวิเคราะห์อิทธิพล (Path Analysis)
การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis)
การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ สามารถทำได้หลายแบบดังนี้
1. การวิเคราะห์ด้วยมือ ( Manual Data Analysis ) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติโดยการคำนวณเอง หรืออาจจะใช้เครื่องมือบางอย่างช่วยได้ เช่น เครื่องคิดเลข เป็นต้น วิธีนี้เหมาะสำหรับข้อมูลที่มีจำนวนไม่มากนัก การคำนวณไม่ยุ่งยาก
2. การวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ( Computer Data Analysis ) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้และเลือกโปรแกรมวิเคราะห์ได้ เหมาะสม วิธีนี้เหมาะสำหรับข้อมูลจำนวนมาก เป็นวิธีทางที่สะดวก รวดเร็ว แต่ต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของข้อมูล กล่าวคือ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องมาแล้ว
2.5 การเขียนรายงานการวิจัย
ดร.ศาสตรา สหัสทัศน์ และเจษฎา สิงห์ทองชัย , ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล , สุกัญญา ดวงอุปมา , นันทพันทธ์ โนนศรีเมือง , นุสรา วรรณศิริ และฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์ ได้สรุปประเด็นความรู้เกี่ยวกับการเขียนรายงานการวิจัยงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ ที่เป็นการวิจัยจากเอกสาร หรือการวิจัย หรือการนิพนธ์ในลักษณะอื่นที่ไม่สามารถจัดเป็นห้าบทได้ อาจมีการแบ่งบทแตกต่างไปจากที่นำเสนอไว้นี้
บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (Statement of the problems) กล่าวถึง ความเป็นมาของปัญหาและความจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยในปัญหานั้น เพื่อความ ก้าวหน้าของวิทยาการในแขนงนั้น รวมไปถึงการกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ ประสงค์จะค้นหาคำตอบ
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) คือ ข้อความที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ กำหนดเป็นข้อ ๆ ว่าต้องการค้นหาข้อเท็จจริงใดบ้าง
1.3 ความสำคัญของการวิจัย (Significance of the research) คือ ข้อความที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อทำวิจัยแล้วเสร็จ ข้อค้นพบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะใดอย่างไร
1.4 ขอบเขตของการวิจัย (Scope of study) เป็นการกำหนดหรือจำกัดวงให้ ชัดเจนว่า การวิจัยจะกระทำกับใครหรือสิ่งใด
1.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) คือ แนวคิดสำคัญ หลักการสำคัญ ที่กำหนดขึ้นจากการประมวลมาจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.6 สมมุติฐานการวิจัย (Research hypothesis) คือ ข้อความที่กำหนดขึ้น เพื่อคาดคะเนผลการวิจัยว่าจะเป็นลักษณะใด
1.7 ข้อตกลงเบื้องต้น (Basic assumption) คือ ความคิดพื้นฐานบาง ประการที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ ต้องการทำความเข้าใจกับผู้อ่าน
1.8 นิยามศัพท์เฉพาะ (Definitions) เป็นการให้ความหมายคำสำคัญบางคำ ที่ใช้ในการวิจัย คำเหล่านั้นมีความหมายเฉพาะในการวิจัยครั้งนั้น
บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Related literature) ประกอบด้วย ส่วนต่าง ๆ ดังนี้
2.1 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (Theory) เป็นส่วนที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ รวบรวม ทฤษฎี หลักการ แนวคิดข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย โดย ครอบคลุมกว้างขวางและเจาะลึกเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องที่จะทำ วิจัยอย่างชัดเจน
2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Related research) คือ ส่วนที่นำเสนอผลงาน วิจัยที่มีผู้ทำมาก่อนทั้งงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย (Research methodology) ประกอบด้วย ส่วน ต่าง ๆ ดังนี้
3.1 ประชากร คือ หน่วยข้อมูลทุกหน่วยที่ต้องการศึกษา การกล่าวถึง ประชากรต้องระบุขอบเขต จำนวนและคุณลักษณะของประชากรให้ชัดเจน
3.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ส่วนหนึ่งของประชากรที่จะนำมาศึกษา ต้องระบุขนาด ของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการและขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างละเอียด
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นการให้รายละเอียดเครื่องมือที่จะใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการอธิบายว่าจะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการอธิบายถึงวิธีการจัดกระทำกับข้อมูลที่ได้มา เพื่อให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล (Results) เป็นบทที่นำเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลในรูปตารางหรือในรูปอื่นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีการ แปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้ต้องไม่แสดงความคิดเห็น หรืออภิปรายผล ประกอบการแปลความหมาย
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ (Conclusions , discussion and suggestions) คือ บทที่นำเสนอผลการวิจัย โดยสรุปประเด็นสำคัญให้ เหตุผลหรืออ้างอิงประกอบ และเสนอแนะเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้หรือการวิจัยต่อ
ส่วนท้าย คือ ส่วนประกอบตอนท้ายของวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ ประกอบด้วย
1. บรรณานุกรม (Bibliography) คือ รายการที่แสดงรายชื่อหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ บุคคล และวัสดุต่างๆที่นำมาประกอบการเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ ก่อน รายการบรรณานุกรม ให้มีหน้าบอกตอนบรรณานุกรม
2. ภาคผนวก (Appendix) คือ ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องใน วิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ ที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ นำมาแสดงประกอบไว้เพื่อให้ วิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนรายการภาคผนวกให้มีหน้าบอกตอนภาคผนวก
3. อภิธานศัพท์ (Glossary) ( ถ้ามี) คือ รายการความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์
4. ประวัติย่อผู้ทำวิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ (Curriculum vitae, vita) เป็นส่วนที่แสดงรายละเอียดส่วนตัวบางประการของผู้เขียน
2.6 การเขียนบทความวิจัย และบทความวิชาการ
การเขียนบทความทางวิชาการเป็นการนำความรู้ที่ฝังลึกในบุคลากร (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ฝั่งอยู่ในความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ที่คนได้มาจากประสบการณ์ ข้อสังเกตที่สั่งสมมานาน จากการเรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งได้สรุปความรู้จาก ดร .ศาสตรา สหัสทัศน์ และเจษฎา สิงห์ทองชัย , ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล , สุกัญญา ดวงอุปมา , นันทพันทธ์ โนนศรีเมือง , นุสรา วรรณศิริ และฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์ ดังนี้
2.6.1 การเขียนบทความวิจัย
1)ก่อนเขียนบทความ
1.1) ศึกษาหาข้อมูลของวารสารที่ผู้วิจัยจะตีพิมพ์ให้ละเอียด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดทำ หรือการจัดพิมพ์ของแหล่งเผยแพร่นั้น
1.2) ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียนบทความที่เจ้าของวารสารนั้นให้คำแนะนำไว้ และปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นอย่างเคร่งครัด
1.3) งานวิจัยที่นำมาเขียนต้องมีคุณลักษณะของงานวิจัยที่ดี เช่น มีคุณค่า มีความใหม่ และมีน่าสนใจ
2) ส่วนประกอบของบทความวิจัยประกอบด้วย
2.1) ชื่อเรื่อง (Title) การตั้งชื่อเรื่องต้องกระชับ และแสดงถึงภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นประโยค แต่ที่สำคัญต้องตั้งชื่อให้ได้ตามความหมาย
2.2) ชื่อผู้เขียน( Authors) ต้องระบุชื่อผู้เขียน และผู้ร่วมเขียน หรือผู้ร่วมวิจัย
2.3) บทคัดย่อ (Abstract) การเขียนบทคัดย่อมีความสำคัญมาก ควรเป็นส่วนสุดท้ายที่จะเขียน โดยความยาวประมาณ 150-250 คำ หรือประมาณ 10-15 บรรทัด เพราะถ้าเขียนยาวกว่าที่กำหนด จะถูกตัดส่วนเกินทิ้งไป ซึ่งอาจทำให้ใจความสำคัญขาดหายไป จึงควรเขียนให้ได้สาระสำคัญของเรื่องภายในความยาวที่กำหนดไว้
2.4) บทนำ/หลักการและเหตุผล (Introduction) ควรระบุความสำคัญของปัญหา 1-2 ย่อหน้า มีการร้อยเรียงเนื้อหาอย่างเชื่อมโยงไม่ใช้วิธีการตัดต่อ หรือปะติดปะต่อ การเขียนควรให้ได้ข้อความที่แสดงถึงการลื่นไหลของความคิด เช่น ในหนึ่งย่อหน้า ควรมีประโยคแรกเป็นประโยคหลัก ตามด้วยประโยคสนับสนุน และลงท้ายด้วยประโยคสรุป เป็นต้น และต้องกล่าวถึงเหตุผลที่ศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต่อจากนั้นในย่อหน้าที่ 3 หรือ 4 ให้เขียนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้ทราบความรู้เดิมของเรื่องที่วิจัยนั้น และใช้ประโยชน์ในการอภิปรายผล
2.5) ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) ควรระบุเกี่ยวกับ ประชากรที่ศึกษา ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
2.6) ผลวิจัย (Results) ควรเขียนข้อค้นพบ และสถิติที่สำคัญ ควรรายงานผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย เช่น อธิบายตัวแปรแต่ละตัวแปร แล้วนำเสนอความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษา ในรูปแผนภูมิ ตาราง หรือ บรรยายเป็นความเรียง เป็นต้น
2.7) อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ (Discussion and Suggestion ) การอภิปรายข้อค้นพบ อภิปรายความสอดคล้องหรือความขัดแย้งกับสมมติฐาน หรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หรือเปรียบเทียบกับผลวิจัยอื่น โดยเฉพาะที่มีผลแตกต่างกัน สำหรับข้อเสนอแนะ ควรเขียนข้อเสนอแนะที่ได้อย่างชัดเจน และหากผลวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถตอบคำถามวิจัยได้ ควรเขียนข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
3) การเขียนบทความวิจัยที่มีคุณภาพ
3.1) มีประเด็นหรือแนวคิดทางวิชาการที่ชัดเจน
3.2) มีความทันสมัย และวิเคราะห์เป็นไปตามแนวคิดและทฤษฎีที่เหมาะสมและชัดเจน
3.3) มีทัศนะของผู้เขียนบนฐานของข้อเท็จจริงทางวิชาการ
3.4) ควรค้นคว้าอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเชื่อถือได้
3.5) ควรใช้ศัพท์และภาษาทางวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสม
3.6) มีการนำเสนออย่างเข้าใจง่าย
การเขียนบทความทางวิชาการ
1) ก่อนเขียนบทความ
1.1) ศึกษาหาข้อมูลของวารสารที่ผู้วิจัยจะตีพิมพ์ให้ละเอียด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดทำ หรือการจัดพิมพ์ของแหล่งเผยแพร่นั้น
1.2) ศึกษาคำแนะนำสำหรับผู้เขียนบทความที่เจ้าของวารสารนั้นให้คำแนะนำไว้ และปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นอย่างเคร่งครัด
1.3) งานวิจัยที่นำมาเขียนต้องมีคุณลักษณะของงานวิจัยที่ดี เช่น มีคุณค่า มีความใหม่ และมีน่าสนใจ
2) ส่วนประกอบของบทความวิชาการ
2.1) ชื่อบทความ (Title) ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชื่อเรื่องชัดเจนตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็น
2.2) ชื่อผู้เขียน( Authors) ต้องระบุชื่อผู้เขียน ต้องใช้ชื่อจริง และไม่ต้องระบุคำนำหน้านาม
2.3) บทคัดย่อ (Abstract) บทคัดย่อในบทความวิชาการ เป็นการสรุปประเด็นเนื้อหาที่เป็นแก่นสำคัญ เน้นประเด็นสำคัญของงาน ที่ต้องการนำเสนอจริงๆ ควรเขียนให้สั้น กระชับ มีความยาวไม่เกิน 10 ถึง 15 บรรทัด โดยบทคัดย่อมักจะประกอบด้วยเนื้อหาสามส่วน คือ เกริ่นนำ สิ่งที่ทำ สรุปผลสำคัญที่ได้ ซึ่งอ่านแล้วต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน
2.4) คำสำคัญ (Keyword) เป็นศัพท์เฉพาะทางที่เห็นแล้วเข้าใจได้ทันทีว่างานชิ้นนี้เกี่ยวกับอะไร จำนวนไม่เกิน 5 -8 คำ
2.5) บทนำ (Introduction) ส่วนนำจะเป็นส่วนที่ผู้เขียนจูงใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในเรื่องนั้นๆ ซึ่งสามารถใช้วิธีการและเทคนิคต่างๆ ตามแต่ผู้เขียนจะเห็นสมควร เช่น อาจใช้ภาษาที่กระตุ้น จูงใจ ผู้เขียนอาจหรือยกปัญหาที่กำลังเป็นที่สนใจขณะนั้นขึ้นมาอภิปราย หรืออาจจะกล่าวถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับจากการอ่าน นอกจากจะเป็นส่วนที่ใช้จูงใจผู้อ่านแล้ว ส่วนนำเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนั้น หรือให้คำชี้แจงที่มาของการเขียนบทความนั้น ๆ รวมทั้งขอบเขตของบทความนั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไม่คาดหวังเกินขอบเขต
2.6) เนื้อเรื่อง (Body) การเขียนส่วนเนื้อเรื่องจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ (sciences) นั้นคือหลักวิชาการที่ผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงในการเขียน ได้แก่ กรอบแนวความคิด (conceptual framework) ที่ผู้เขียนใช้ในการเขียนจะต้องแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเหตุที่นำไปสู่ผล (causal relationship) การอ้างอิงข้อมูลต่างๆ ในส่วนศิลป์ (art) ได้แก่ ศิลป์ในการใช้ภาษาเพื่อนำเสนอเรื่องที่เขียน การลำดับความ การบรรยาย วิธีการอ้างอิง สถิติและข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบเรื่องที่เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและประทับใจมากที่สุด
2.7) สรุป (Conclusions) บทความทางวิชาการที่ดีควรมีการสรุปประเด็นสำคัญๆ ของบทความนั้นๆ ซึ่งอาจทำในลักษณะที่เป็นการย่อ คือ การเลือกเก็บประเด็นสำคัญๆ ของบทความนั้นๆ มาเขียนรวมกันไว้อย่างสั้นๆ ท้ายบท หรือ อาจใช้วิธีการบอกผลลัพธ์ว่าสิ่งที่กล่าวมามีความสำคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรืออาจใช้ วิธีการตั้งคำถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปสืบเสาะแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นพัฒนาเรื่องนั้นต่อไป งานเขียนที่ดีควรมีการสรุปในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอ
2.8) กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) หากต้องเขียนกิตติกรรมประกาศเพื่อขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเขียนได้ โดยให้อยู่หลังเนื้อหาของบทความและก่อนเอกสารอ้างอิง
2.9) เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ (References)
2.10) ประวัติผู้เขียนและผู้ร่วมเขียน ประกอบด้วย ชื่อ -สกุล ,ประวัติทางการศึกษา, การทำงาน, ผลงานทางวิชาการที่ยอมรับ, ตำแหน่ง, หน้าที่, การทำงานปัจจุบัน
2.7 การตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัย
ดร.ศาสตรา สหัสทัศน์ และเจษฎา สิงห์ทองชัย , ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล , สุกัญญา ดวงอุปมา , นันทพันทธ์ โนนศรีเมือง , นุสรา วรรณศิริ และฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์ ได้ให้ความสำคัญสำหรับการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิจัยไว้ว่า การวิจัยจะได้รับประโยชน์เมื่อผู้วิจัยได้มีการนำเสนอผลงานที่ทำการวิจัยและได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ค้นพบ ซึ่งการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นกระบวนการถ่ายทอดที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งผู้วิจัยต้องมีความรู้ด้านเทคนิคการตีพิมพ์และเผยแพร่เพื่อถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ดังนี้
2.5.1 เลือกวารสารที่ตรงกับงานวิจัยที่ทำ
2.5.2 เป็นวารสารที่อยู่ในฐาน TCI หรือวารสารนาๆ ชาติที่ไม่ได้ติด Beall’s list หรือควรเลือกฐานที่มี Impact factor ซึ่งจะได้การยอมรับสามารถนำเสนอได้ทั้งเป็นการประชุมวิชาการ Conference หรือตีพิมพ์ในวารสาร (Journal) และในกรณีที่เป็นการนำเสนอ หรือตีพิมพ์ในต่างประเทศผู้วิจัยควรดูเวลาในการนำเสนอ ประเทศ และงบประมาณค่าใช้จ่ายประกอบการพิจารณา
2.5.3 ศึกษารูปแบบบทความจากแหล่งตีพิมพ์ หรือกล่าวได้ว่าควรเขียนบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของการนำเสนอ และการตีพิมพ์ ซึ่งจะมีกฏเกณฑ์และเงื่อนไขวิธีการส่งระบุไว้ในเว็บไซต์ หรือในข้อกำหนดของการตีพิมพ์นั้นๆ
2.5.4 แจ้งหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอส่งบทความและของบประมาณสนับสนุน ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดระเบียบของแต่ละหน่วยงานที่นักวิจัยสังกัดอยู่ ตัวอย่างเช่นกรณีที่นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สามารถศึกษาและดาวน์โหลดแบบฟอร์มเกี่ยวกับการรับเงินสนับสนุนการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนา http://ird.rmuti.ac.th/2015/ ซึ่งเอกสารประกอบด้วยดังนี้
1) ขั้นตอนการขอรับเงินสนับสนุนการตีพิมพ์ ประกอบด้วย ใบสมัคร (แบบฟอร์ม IRD(J)-01) หนังสือรับรองผลงานของผู้ร่วมวิจัย และใบสำคัญรับเงิน
2) ขั้นตอนการขอรับเงินอุดหนุนการนำเสนอผลงาน ประกอบด้วย ใบสมัคร (แบบฟอร์ม IRD(J)-01) บันทึกข้อความ หนังสือรับรองที่อยู่ของหลักฐานการเงินฉบับจริง หลักฐานการนำเสนอผลงานวิชาการ
3) ขั้นตอนการขอรับเงินรางวัล ประกอบด้วย ใบสมัคร (แบบฟอร์ม IRD(RW)-01) ใบสำคัญรับเงิน
4) ทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบด้วยใบสมัครเพื่อขอรับค่าตอบแทนผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (แบบฟอร์ม IRD(IP)-01)
2.8 หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์
การจัดการความรู้ด้านการวิจัยในหัวข้อหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ดร .ศาสตรา สหัสทัศน์ ได้สกัดความรู้ที่แฝงอยู่ในองค์กร (Embedded Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในรูปแระบวนการทำงาน คู่มือ กฏเกณฑ์ กติกา คำสั่ง ประกาศ สรุปดังนี้
2.8.1 หลักเกณฑ์
การพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ให้ถือคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ความรู้ความสามารถ และผลงานทางวิชาการตามมาตรฐานดังต่อไปนี้
1) ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ผลการสอนและผลงานทางวิชาการ ดังนี้
1.1) คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ผู้ที่ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจะต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 9 ปี ผู้ที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าจะต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวหลังจากได้รับวุฒิปริญญาโทหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนผู้ที่ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจะต้องดำรงตำแหน่งอาจารย์ และได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวหลังจากได้รับวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ผู้ใดดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น แต่ได้โอนหรือย้ายมาบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัย หากผู้นั้นเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่ ก .ม. รับรอง และได้สอนประจำวิชาใดวิชาหนึ่งซึ่งเทียบค่าได้ไม่น้อยกว่า 2 หน่วยกิต/ทวิภาค อาจนำระยะเวลาระหว่างเป็นอาจารย์พิเศษในภาคการศึกษาที่สอนนั้นมาเป็นเวลาในการขอแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการ โดยให้คำนวณเวลาในการสอนพิเศษให้ 3 ใน 4 ของเวลาที่ทำการสอน ในกรณีที่อาจารย์ผู้ใดได้รับวุฒิเพิ่มขึ้น ให้นับเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ก่อนได้รับวุฒิเพิ่มขึ้นและเวลาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์หลังจากได้รับวุฒิเพิ่มขึ้นรวมกัน เพื่อขอแต่งตั้งตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้ตามอัตราส่วนของระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคแรก (ตัวอย่าง นาย ก . ได้รับวุฒิปริญญาตรี ทำการสอนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาลาศึกษาต่อได้รับวุฒิปริญญาโทเพิ่มขึ้น กลับมาทำการสอนหลังจากได้รับวุฒิปริญญาโทแล้วอีก 1 ปี 8 เดือน ให้นับระยะเวลาทำการสอนดังกล่าวรวมกันตามอัตราส่วน คือ สอนหลังจากปริญญาตรี 6 ปี (เท่ากับ 6/9 = 2/3 กับสอนหลังจากปริญญาโท 1 ปี 8 เดือน เท่ากับ 1/3 เมื่อรวมกันแล้วถือว่ามีสิทธิขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้)
1.2) ผลการสอน มีชั่วโมงสอนประจำวิชาใดวิชาหนึ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและมีความชำนาญในการสอน โดยผ่านการประเมินจาก อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก .ม. กำหนด
1.3) ผลงานทางวิชาการ ประกอบด้วย
1.3.1) เอกสารประกอบการสอนที่ผลิตขึ้นไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา ซึ่งมีคุณภาพดีและได้ใช้ประกอบการสอนมาแล้ว
1.3.2) งานแต่ง เรียบเรียง แปลหนังสือ หรือเขียนบทความทางวิชาการซึ่งมีคุณภาพดีและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดมาแล้ว หรือ
1.3.3) ผลงานวิจัยซึ่งมีคุณภาพดีและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่นับงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ หรือ
1.3.4) มีผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ซึ่งมีคุณค่าเทียบได้กับข้อ 1.3.2
2) วิธีการ
การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ อาจดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
2.1) การแต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ *
2.1.1) ให้คณะวิชาเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดต่อ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่คณะวิชานั้นๆ สังกัด ตามแบบเสนอแต่งตั้งที่ ก .ม. กำหนด พร้อมทั้งส่งผลงานทางวิชาการให้ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันพิจารณาด้วย
2.1.2) ให้ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันประเมินผลการสอนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก .ม. กำหนด โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินผลการสอนได้ตามความเหมาะสม
2.1.3) ให้ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 3-5 คน เป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการก่อนที่ อ .ก.ม. จะพิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการต้องแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยหรือสถาบันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และจะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่เสนอขอให้พิจารณา ทั้งนี้ การตัดสินต้องได้รับคะแนนเสียงจากคณะกรรมการพิจารณาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งในกรณีที่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันไม่สามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยหรือสถาบันได้ ก็ให้ขออนุมัติ ก .ม. เป็นรายๆ ไป
2.1.4) เมื่อ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอนุมัติการแต่งตั้งแล้ว ให้อธิการบดีเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง แล้วแจ้งให้ ก .ม. ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่งแต่งตั้ง พร้อมส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการด้วย
2.3 การแต่งตั้งโดยวิธีพิเศษ
2.3.1) หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษหลักเกณฑ์ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยหรือสถาบันสามารถดำเนินการแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นได้ เช่น เสนอขอแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ วุฒิปริญญาโท ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งไม่ครบ 5 ปี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอแต่งตั้งจะต้องมีความรู้ความสามารถและมีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพสูงกว่าปกติ ดังนี้
1) ผลการสอน มีชั่วโมงสอนประจำวิชาใดวิชาหนึ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน และมีความชำนาญในการสอนโดยผ่านการประเมินจาก อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก .ม. กำหนด
2) ผลงานทางวิชาการ ประกอบด้วย
2.1) เอกสารประกอบการสอนที่ผลิตขึ้นไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา ซึ่งมีคุณภาพดีมาก และได้ใช้ประกอบการสอนมาแล้ว และ
2.2) งานแต่ง เรียบเรียง แปลหนังสือ หรือเขียนบทความทางวิชาการ ซึ่งมีคุณภาพดีมาก และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดมาแล้ว หรือ
2.3) ผลงานวิจัยซึ่งมีคุณภาพดีมาก และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่นับงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใดๆ หรือ
2.4) ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ซึ่งมีคุณค่าเทียบได้กับผลงานในข้อ 2.2 หรือ
3) วิธีการพิจารณา
3.1) ให้คณะวิชาเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก .ม. กำหนดต่อ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน ตามแบบเสนอขอแต่งตั้งที่ ก .ม. กำหนด พร้อมด้วยผลงานทางวิชาการ จำนวน 5 ชุด
3.2) ให้ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน ประเมินผลการสอนตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ ก .ม. กำหนด โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินผลการสอนได้ตามความเหมาะสม
3.3) ให้ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เสนอขอ จำนวน 5 คน เป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการ ก่อนที่ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันจะพิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการจะต้องแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และจะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าระดับรองศาสตราจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ /ผู้ชำนาญพิเศษ ระดับ 9 หรือเทียบเท่า ทั้งนี้ การตัดสินจะต้องได้รับคะแนนเสียงจากคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการไม่น้อยกว่า 4 ใน 5
3.4) เมื่อ อ .ก.ม. มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน อนุมัติการแต่งตั้งแล้ว ให้อธิการบดีเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง แล้วแจ้งให้ ก .ม. ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่งแต่งตั้ง พร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการด้วย
ข้อสรุปการจัดการความรู้ด้านการวิจัย
ดร.ศาสตรา สหัสทัศน์ และเจษฎา สิงห์ทองชัย , ผศ.ดร.ประวิชญา ณัฉฐากรกุล , สุกัญญา ดวงอุปมา , นันทพันทธ์ โนนศรีเมือง , นุสรา วรรณศิริ และฟุ้งเกียรติ มหิพันธ์ ได้สรุปแนวทางการจัดทำแผนการจัดการความรู้ด้านการวิจัยเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์และพันธกิจ ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ดังนี้
|
KSU- 1 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) |
|||||||||
|
ชื่อหน่วยงาน : …… คณะเทคโนโลยีสังคม……,มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในเมือง………………………………………………………… . เป้าหมาย KM (Desired State) : … ส่งเสริมความรู้ด้านงานวิจัย……………………………………………………………………………………… หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม : … ผลงานวิจัย 1 คน/ 1 เรื่อง/ปีการศึกษา……………………………………………………………………………………… |
|||||||||
|
ลำดับ |
กิจกรรม |
วิธีการสู่ความสำเร็จ |
ระยะเวลา |
ตัวชี้วัด |
เป้าหมาย |
เครื่องมือ/อุปกรณ์ |
งบประมาณ |
ผู้รับผิดชอบ |
สถานะ |
|
1 |
การบ่งชี้ความรู้ - ประชุมปรึกษาหารือเพื่อหาความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานวิจัย |
จัดประชุมบุคลากรทุกคนหาข้อมติเพื่อการดำเนินการต่อไป |
1 ครั้ง ในปีการศึกษา |
จำนวนประเด็น ความรู้ที่ สำคัญที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ด้านการวิจัย |
อาจารย์ประจำ |
เอกสารประกอบการชุม |
5,000 บาท |
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และวิจัย |
|
|
2 |
การสร้างและแสวงหาความรู้ -การสืบค้นประเด็นยุทธศาสตร์งานวิจัยของชาติ - แหล่งทุนวิจัย ความรู้ด้านการวิจัยเบื้องต้น การเขียนรายงานการวิจัย การเขียนบทความวิจัย และบทความวิชาการ การตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัย หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ |
จัดทำ โครงการ “การส่งเสริมความรู้ทางด้านงานวิจัยกับยุทธศาสตร์ของชาติ” |
ตลอดปีการศึกษา |
จำนวนองค์ ความรู้ที่ได้ |
อาจารย์ประจำ |
เอกสารประกอบการประชุม |
100,000 บาท |
ทีม KM วิจัย |
|
|
3 |
การจัดความรู้ให้เป็นระบบ -การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ - การจัดเก็บความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก นักวิจัยที่มีประสบการณ์ในรูปของเอกสารสรุปความรู้ - การแปลงเอกสารสรุปความรู้ให้อยู่ในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือคู่มือ |
จัดทำโครงการ “การทำ KM องค์ความรู้สำหรับการทำวิจัย |
ตลอดปีการศึกษา |
จำนวนองค์ความรู้ที่ ได้จัดเป็นหมวดหมู่ |
อาจารย์ประจำ |
เอกสารประกอบการประชุม |
100,000 บาท |
ทีม KM วิจัย |
|
|
4 |
การประมวลและกลั่นกรองความรู้และเคราะห์/สังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดทำเป็นสรุปบทเรียนที่ได้จากการเรียนรู้ทุกครั้ง |
ประชุมกลุ่มย่อย KM และทำการสรุปในรูปแบบของเอกสาร |
ตลอดปีการศึกษา |
ระดับความ สำเร็จใน การนำองค์ ความรู้ที่ ได้เผย แพร่ ภายใน ระยะเวลาที่ กำหนด |
ทีม KM วิจัย |
เอกสารประกอบการประชุม |
- |
ทีม KM วิจัย |
|
|
5 |
การเข้าถึงความรู้ -สร้าง Blog KM ด้านงานวิจัยของคณะฯ
|
ประชุมกลุ่มย่อย KM และทำการสรุปในรูปแบบของเอกสาร |
ตลอดปีการศึกษา |
การจัดทำ Blog KM ด้านงานวิจัยแล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาที่ กำหนด |
ทีม KM วิจัย |
เอกสารประกอบการประชุม |
|
ทีม KM วิจัย |
|
|
6 |
การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ -การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ - จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านงานวิจัยของคณะฯ - การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน Blog KM ของคณะ |
จัดทำโครงการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์วิจัย” |
ตลอดปีการศึกษา |
จำนวนองค์ความรู้ที่ มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ |
อาจารย์/ นักวิจัยและ บุคคลภายนอก |
เอกสารประกอบการประชุม |
30,000 บาท |
ทีม KM วิจัย |
|
|
7 |
การเรียนรู้ -การติดตามผลการน าองค์ความรู้ด้านการวิจัยไปใช้ในการ จัดทำแผนงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ |
ประชุมกลุ่มย่อย KM และทำการสรุปในรูปแบบของเอกสาร |
ตลอดปีการศึกษา |
จำนวนผลงานวิจัยที่ เป็นไปตามมาตรฐาน ที่กำหนด |
ฝ่ายวิจัย |
เอกสารประกอบการประชุม |
30,000 บาท |
ทีม KM วิจัย |
|
|
ผู้ทบทวน/อนุมัติ : ...................................... / ผู้บริหารระดับสูงสุด) |
|||||||||
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ - เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต ซึ่งการจัดการความรู้วิจัยนี้ได้มีการวางโครงสร้างของข้อมูลและควรนำเสนอในรูปแบบของเอกสารรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ – เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน , ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ ควรแต่งตั้งคณะกรรมการที่รับผิดชอบสำหรับตรวจสอบเอกสาร ปรับปรุงเนื้อหา
5. การเข้าถึงความรู้ – เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board , บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ – ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร , ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน , กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
7. การเรียนรู้ – ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้ >นำความรู้ไปใช้>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญควรมหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของการจัดความรู้ด้านการวิจัยตามแผนดังข้อสรุปที่ได้นำเสนอ เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้รับความรู้เกี่ยวกับการวิจัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์และพันธกิจของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ต่อไป