บุตรที่เกิดในประเทศมาเลเซียจากมารดาสัญชาติไทยและบิดาตามกฎหมายสัญชาติมาเลเซีย แต่ไม่เคยแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนสัญชาติไทย ย่อมยังมีสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ?

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กรณีศึกษานางสาวอัจฉรีย์ : การกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาของบุตรที่เกิดในประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ จากมารดาสัญชาติไทยกับบิดาตามกฎหมายสัญชาติมาเลเซีย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙

-------------

ข้อเท็จจริง

--------------

ปรากฏข้อเท็จจริง[1]ว่า นางอัจฉรีย์ คนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายมาเลเซียกับนายกาซิม คนสัญชาติมาเลเซียในทะเบียนราษฎรมาเลเซีย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ใน พ.ศ.๒๕๓๔ และบุคคลทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๑ คน ซึ่งมีชื่อว่า “นายซาฟิอี” ซึ่งเกิด ณ โกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕

นายซาฟิอีได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรมาเลเซียในสถานะคนสัญชาติมาเลเซีย แต่ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดของชายผู้นี้ในทะเบียนราษฎรไทย อนึ่ง กฎหมายมาเลเซียยังห้ามการถือสองสัญชาติ

ส่วนนางอัจฉรีย์ไม่เคยร้องใช้สิทธิในสัญชาติมาเลเซียโดยการสมรสกับชายสัญชาติมาเลเซีย และไม่เคยร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย เธอร้องขอเพียงสิทธิอาศัยถาวรกับครอบครัว กล่าวคือ สามีตามกฎหมาย และบุตร ซึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย

ภายหลังจากการสมรสกับนายกาซิม นางอัจฉรีย์ได้เข้านับถือศาสนาอิสลามตามสามี

ในราว พ.ศ.๒๕๕๐ นายกาซิมได้เสียชีวิตลง

ต่อมา ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ นางอัจฉรีย์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยแต่ผู้เดียว ส่วนนายซาฟิอียังคงอาศัยอยู่กับปู่และย่าในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

ใน พ.ศ.๒๕๕๙ นายซาฟิอีเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐกลันตัน เขาอยากที่จะมาอาศัยอยู่กับมารดาในประเทศไทย จึงพยายามหางานทำในประเทศไทย

ในที่สุด ในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ เขาก็ได้เข้าทำงานในบริษัทตามกฎหมายไทย ซึ่งมีชื่อว่า “Happy Body For All (Thailand)” บริษัทนี้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ถือหุ้นร้อยละ ๖๐ เป็นของคนสัญชาติอเมริกัน ส่วนหุ้นข้างหุ้นน้อยร้อยละ ๒๕ ถือโดยคนสัญชาติไทย และร้อยละ ๑๕ ถือโดยคนสัญชาติมาเลเซีย สัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายซาฟิอีและบริษัท “Happy Body For All (Thailand)” ทำ ณ สำนักงานของ “Happy Body For All (Malaysia)” ณ โกตาบารู ซึ่งตั้งตามกฎหมายมาเลเซีย

เขาตั้งใจที่จะอาศัยอยู่กับมารดา และไม่กลับไปประเทศมาเลเซียอีกแล้ว

----------

คำถาม

----------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายใดบ้างกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายซาฟิอิ ? เพราะเหตุใด ? และด้วยข้อกฎหมายนี้ เขามีสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?[2]

----------------

แนวคำตอบ

----------------

ประเด็นของเรื่อง เป็นคำถามเพื่อให้กำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของมนุษย์/บุคคลธรรมดา จึงเป็นเรื่องของการพิจารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชน เป็นกรณีของนิติสัมพันธ์ของเอกชนตามกฎหมายมหาชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล สิทธิในสัญชาติของมนุษย์/บุคคลธรรมดา ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรัฐเจ้าของสัญชาติ ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยทางปฏิบัติของนานารัฐ รัฐมักยอมรับรองสิทธิในสัญชาติของตนให้แก่มนุษย์ที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับตน ซึ่งอาจจะเป็นจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด หรือเป็นจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิด และหลักคิดที่นานารัฐมักใช้ในการกำหนดสัญชาติไทย ก็คือ (๑) หลักบุคคล (Personal Principle) และ (๒) หลักดินแดน (Territorial Principle)

โดยพิจารณาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและทางปฏิบัติของนานารัฐ เพื่อกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของนายซาฟิอิ เราจึงต้องเริ่มต้นพิจารณาจากกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลในขณะที่นายซาฟิอิเกิด อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ทั้งนี้ เพราะเป็นกฎหมายสัญชาติไทยลายลักษณ์อักษรที่มีผลในนายซาฟิอิเกิด กล่าวคือ ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕

เราพบว่า หลักกฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดดังปรากฏในกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติไทยดังกล่าว บุคคลย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดในสถานการณ์ทั่วไป หากมีข้อเท็จจริงที่แท้จริงกับประเทศไทยใน ๔ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นบุคคลที่เกิดจากบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา”

(๒) เป็นบุคคลที่เกิดจากมารดาซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา”

(๓) เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนที่มีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย หากบุพการีทั้งสองเป็นคนต่างด้าว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่เป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบถาวร ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๒) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของกฎหมาย”

(๔) เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร โดยบุพการีต่างด้าวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่เป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์การได้สัญชาติไทยนี้ และมีคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้ใช้สัญชาติไทยนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนแบบมีเงื่อนไข”

โดยพิจารณาข้อเท็จจริงของนายซาฟิอิแล้ว จะเห็นว่า เขาย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็น “คนสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา” ทั้งนี้ เพราะ นางอัจฉรีย์ ผู้เป็นมารดา เป็นคนที่ได้รับการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ขอให้ตระหนักว่า นายซาฟิอิจึงมีสิทธิในสัญชาติไทยประเภทนี้ตั้งแต่เกิด และเป็นสัญชาติไทยโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย จึงเป็นสัญชาติไทยในลักษณะที่ไม่มีเงื่อนไข

แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นจากข้อเท็จจริงว่า บุพการีของนายซาฟิอิยังไม่ได้แจ้งการเกิดของเขาในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งเป็นเจ้าของสัญชาติ ดังนั้น จึงทำให้นายซาฟิอิจึงยังไม่ได้ใช้สิทธิในสัญชาตินี้ แม้ว่า จะมีสิทธิในสัญชาตินี้มาตั้งแต่เกิด

ขอให้ตระหนักต่อไปว่า บุพการีอาจใช้สิทธิในสัญชาติไทยนี้เพื่อนายซาฟิอิเมื่อใดก็ได้ หรือเมื่อชายผู้นี้เติบโตขึ้นจนอาจใช้สิทธิในสัญชาตินี้ได้เอง เขาก็อาจจะมาใช้สิทธิที่จะร้องขอให้เขต/เทศบาล/อำเภอ ซึ่งทำหน้าที่นายทะเบียนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรไทย เพื่อบันทึกเขาในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนสัญชาติไทยได้ ทั้งนี้ เป็นไปภายใต้มาตรา ๓๖ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนบ้านไว้ทุกบ้าน สำหรับผู้มีสัญชาติไทยและคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร”

ในกรณีที่เขต/เทศบาล/อำเภอปฏิเสธหน้าที่ที่จะบันทึกรายการสถานะบุคคลของนายซาฟิอิในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิด นายซาฟิอิก็อาจใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทั้งนอกหรือในศาล ซึ่งกระบวนการยุติธรรมที่มักใช้ในสถานการณ์นี้มีได้ ๒ ทาง อันได้แก่ (๑) นายซาฟิอิอาจร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็อาจใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อศาลปกครองได้แทนนายซาฟิอิ หรือ (๒) นายซาฟิอิอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อศาลปกครองได้โดยตัวของเขาเอง และหากฟังว่า เจ้าหน้าที่ดังกล่าวคนใดมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาในฐานเจ้าพนักงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และหากนายซาฟิอิมีความเสียหายอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว นายซาฟิอิก็อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ดังกล่าวฐานละเมิดเพื่อเรียกค่าเสียหายได้อีก

นอกจากนั้น แม้นายซาฟิอิจะได้รับการรับรองสถานะคนสัญชาติมาเลเซียในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซียแล้ว และกฎหมายของประเทศดังกล่าวห้ามการถือสิทธิในสองสัญชาติก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่ทำให้นายซาฟิอิเสียสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา และเป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิในสัญชาตินี้ ขอให้เราตระหนักว่า กฎหมายไทยมิได้ห้ามการถือสิทธิในสองสัญชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อมิให้นายซาฟิอิตกเป็นผู้ละเมิดกฎหมายมาเลเซีย ซึ่งห้ามการถือสิทธิในสองสัญชาติ เขาก็อาจกลับไปสละสิทธิในสัญชาติมาเลเซีย ก่อนที่จะมาใช้สิทธิในสัญชาติไทย อย่างไรก็ดี เราพบว่า นานารัฐมีแนวโน้มที่จะปฏิรูปกฎหมายของตนให้ยอมรับเสรีภาพในการถือสิทธิในสัญชาติ โดยเฉพาะในทางปฏิบัติของนานารัฐในระบบประชาคม เราพบด้วยว่า เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งเคยห้ามการถือสองสัญชาติ ก็ได้ยกเลิกข้อจำกัดนี้แล้ว

โดยสรุป ท่ามกลางอุปสรรคที่อาจมีตามกฎหมายมาเลเซีย เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายซาฟิอิมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ว่า เขาจะใช้สิทธิในสัญชาตินี้หรือไม่ ก็ตาม

-------------------------------------------------------------



[1] เป็นข้อเท็จจริงที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงที่หารือเข้ามาโดยประชาชนเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙ ยังโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ ศูนย์ลำปาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ ภาคที่ ๒




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Archanwell#People-Management



ความเห็น (0)