ชีวิตที่พอเพียง ๒๖๘๗. ไปสวิส ๒๕๕๙ : ๒. Montreux & Vevey


วันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ผมออกไปวิ่งตอน ๖.๑๐ น. ซึ่งสว่างแล้ว อุณหภูมิ ๖ องศา วิ่งไปถ่ายรูปไปหนึ่งชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศสวยงาม แล้วไปกินอาหารเช้าซึ่งคุณภาพดีมาก เสียอย่างเดียวไม่มีผักสลัด

แล้วนัดกัน ๙ น. ไปเที่ยวปราสาทชียง (Chillon Castle) ที่ผมเคยไปชมแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่จำไม่ได้เลย ไปคราวนี้ได้ความรู้มาก ว่าปราสาทนี้สร้างมาก่อน ค.ศ. 1150 สำหรับเป็นป้อมควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างยุโรปใต้ กับยุโรปเหนือ และอยู่ใต้ปกครองของผู้มีอำนาจ ๓ ยุค คือ (๑) ยุค ซาวอย (Savoy) ก่อน ค.ศ. 1150 - 1536 ที่ราชวงศ์ซาวอยปกครอง (๒) ยุค เบอร์นีส (Bernese) ซึ่งก็คือเจ้าชาวสวิสนั่นเองปกครอง ระหว่าง ค.ศ. 1536 – 1798 (๓) ยุค โวดัว (Vaudois) ตั้งแต่ คศ. 1798 ถึงปัจจุบัน เป็นยุคสาธารณรัฐ หรือสหพันธรัฐ

เพราะเรามีบัตรผู้พักโรงแรม จึงใช้นั่งรถเมล์และรถรางที่เป็นขนส่งสาธารณะได้ฟรี เข้าชมปราสาทก็ได้ลดครึ่งราคา ผมเช่า ออดิโอไกด์ด้วย เพราะสะดวกกว่าดูแผ่นพับที่ตัวหนังสือเล็กมาก

เวลานี้ปราสาทชียงเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ มีรถทัวร์มาลง นักท่องเที่ยวจีนมาเยอะ โชคดีที่เราไปเร็วคนจึงยังไม่ค่อยแน่น ผมได้เรียนรู้ว่าเดิมที่ตรงนี้เป็นโขดหินริมทะเล เพราะตำแหน่งเหมาะจึงสร้างป้อมสำหรับคุมเส้นทางการค้า และต่อมาเป็นทั้งป้อมทั้งปราสาทคือที่อยู่ด้วย และต่อมาเป็นที่ขังนักโทษด้วย นักโทษคนสำคัญเป็นพระจากเจนีวา ชื่อ Francois Bonivard ถูกคดีต่อต้านศาสนาคริสต์ (คาทอลิก) เพราะโบนิวารด์เป็นพวกปฏิรูป (โปรเตสแต็นท์) และที่โด่งดังขึ้นมาก็เพราะ ลอร์ดไบรอนไปเยือนที่นี่เมื่อปี ค.ศ. 1816 เมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวของโบนิวารด์ ก็ประทับใจ และเขียนบทกวีชื่อ The Sonnet of Chillon และนวนิยายชื่อ The Prisoner of Chillon ทำให้ทั้งโบนิวารด์ และปราสาทชียงโด่งดัง และเวลานี้ทางปราสาทก็ฉลอง ๒๐๐ ปีที่ลอร์ดไบรอนไปเยือน เป็นลู่ทางโปรโมทปราสาทในฐานะแหล่งท่องเที่ยว

ที่จริงปราสาทนี้มีการบูรณะเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เคยถูกแผ่นดินไหวเสียหาย เข้าใจว่าในยุคสาธารณรัฐปราสาทนี้ คงจะถูกทิ้งร้าง มามีการบูรณะและขุดค้นอีกครั้งตอนปลายศตวรรษที่ ๑๙ ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน นักโบราณคดีคนสำคัญคือ Albert Naef บอกว่าพื้นที่นี้มีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคบรอนซ์

ที่น่าสนใจคือ เฟอร์นิเจอร์ภายในปราสาทเป็นของเดิมหมด ยกเว้นห้องเดียวที่เขาทำใหม่เลียนของเดิม ส่วนเพดานห้องรับแขกที่เป็นเพดานโค้ง ทำใหม่ให้เหมือนเดิมจากหลักฐานทางโบราณคดี

ผมดูพิพิธภัณฑ์นานกว่าคนอื่นๆ เสร็จประมาณเที่ยง ชวนกันนั่งรถเมล์กลับ สาวๆ เจ้าหน้าที่ของ PMAC กลับโรงแรมไปเตรียมงาน ส่วนผม หมอเจี๊ยบ หมอปริญญ์ และ ผอ. ใหม่ ชวนกันนั่งรถต่อไป เวเว่ย์ (Vevey) ใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที


เวเว่ย์

เวลาเลยเที่ยงมานานแล้ว พอลงจากรถผมชวนหาที่กินอาหาร ปรากฎว่าร้านอาหารปิดหมด เพราะวันนี้เป็นวันหยุดงานของเขา วันอะไรก็ไม่ทราบ ยกเว้น แม็คโดแนลเปิด ซึ่งเราไม่เลือก ในที่สุดก็เดินไปทางทะเลสาบ ไปพบวิวเนินเขาที่ลาดลงทะเลสาบ และทางเดินเลียบทะเลสาบที่สวยมาก เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ต่างจากมงเทรอซ์

ในที่สุดเราก็ไปซื้อแซนวิชกิน เป็นแบบ footlong ราคา ๘ สวิสฟรังก์ (๒๔๐ บาท) อร่อยใช้ได้ และกินไม่หมด ร้านนี้ขายดีมาก คิวยาว เราได้นั่งกินที่ริมทะเลสาบท่ามกลางแดดจ้า ช่วยลดความหนาว บรรยากาศสุดยอด

ในวันหยุดนี้มีคนนัดกันขี่บิ๊กไบค์เที่ยวมากทีเดียว ไปทางไหนก็เจอ กลุ่มละห้าหกคัน บางกลุ่มมีผู้หญิงเกาะหลังด้วย


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เวเว่ย์

กินแซนวิชเสร็จ เดินต่อ เดินไปเจอ Vevey Historical Museum โดยบังเอิญ ผอ. ใหม่เป็นคนเห็น จึงชวนกันเข้าไปชม เขาติดป้ายบอกว่าวันจันทร์เปิด ค่าเข้าชมครึ่งราคาคนละ ๒.๕ ฟรังก์ ชั้นเดียวกับที่ซื้อตั๋วเป็นเรื่อง Winegrowers’ Festivalที่คนกว่าครึ่งเมืองเป็นผู้แสดง จัดทุกๆ ๒๐ ปี ครั้งที่แล้วปี 1999 ครั้งต่อไปจะจัดปี 2019 เป็นงานที่มีชื่อเสียงมาก

เดินขึ้นบันไดไปอีกชั้นเป็นประวัติศาสตร์ของเมือง เสียดายที่คำอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด ไม่มีภาษาอังกฤษ เราจึงต้องดูแบบเดาๆ เอา ห้องที่คนชอบกันมากคือห้องกุญแจ ที่มีหุ่นไม้ให้ผู้ชมลองหาวิธีไขกุญแจด้วย คนสวิสได้ชื่อว่ามีฝีมือด้านเครื่องมือแม่นยำ (precision tools) คือนาฬิกา มีดพับ และกุญแจ

อีกห้องหนึ่งที่ผมสนใจคือห้องภาพวาดโดย F.A.L. Dumoulin ศิลปินนักวาดรูปที่เกิดที่เมืองเวเว่ย์ มีชีวิตที่โลดโผน ได้วาดรูปเหตุการณ์ในการรบทางทะเล ภาพเรือถูกพายุ เป็นต้น

ออกมาเดินหาถนนที่รถเมล์ ๒๐๑ แล่นผ่าน และกลับโรงแรม ถึงประมาณ ๑๕ น. พักผ่อน อ่านเอกสารของสถานที่ไปเที่ยวมาก และเขียนบันทึก

๑๙.๐๐ น. แดดร่มแล้ว แต่ยังสว่าง อุณหภูมิ ๑๔ องศา ผมออกไปวิ่งและถ่ายรูป วิ่งไปด้านเหนือซึ่งดูจะมีทางเดินอย่างดี มีต้นไม้ดอกไม้สวยๆ ให้ชมไปเรื่อยๆ จนไปถึงสนามหญ้า สนามเด็กเล่น และสนามผู้ใหญ่เล่น (เปตอง) ก็กลับ ถึงโรงแรม ๒๐ น. วันนี้ผมเดินได้ทั้งหมดราวๆ ๑๒ ก.ม.



จะเข้าปราสาทชียงได้ต้องเดินข้ามสะพาน


ร้านขายของที่ระลึกเป็นหนึ่งหอคอย


ภายในสนามที่ ๑


ทางลงชั้นใต้ดิน ห้องเก็บไวน์ เก็บข้าวของและอาหารแห้ง และที่ขังนักโทษ


ในห้องใต้ดิน


ทางเดินขึ้นชั้นบน


ถ่ายจากชั้นบนลงมาข้างล่าง


ห้องนอน เตียงยาวไม่ถึง ๖ ฟุต เขาบอกว่าคนสมัยก่อนตัวเล็ก


ห้องเพดานโค้งทำขึ้นใหม่จากหลักฐานทางโบราณคดี


ห้องเลี้ยงอาหาร


ลวดลายประดับผนัง


ที่เวเว่ย์เดินไปตามทางน้ำไหลลงทะเลสาบ


ที่สวนสาธารณะ คนมาปิกนิกย่างไก่ทั้งตัวยั่วความหิว


วิวเวเว่ย์


ถ่ายจากจุดนั่งกินแซนวิช


ประติมากรรมหน้าพิพิธภัณฑ์โภชนาการ


ทางเดินริมทะเลสาบ


ทางเดินอันแสนสบาย


พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เวเว่ย์ แสดงกุญแจ


วิวเวเว่ย์ ปี 1860


วิวนี้ยิ่งเก่ากว่า ศตวรรษที่ ๑๘


ภาพเรือโดยพายุ โดย Dumoulin



วิจารณ์ พานิช

๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ห้อง ๓๓๒ โรงแรม Royal Plaza, Montreux


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)