ประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ ตอน พระวิริยังค์พยาบาลพระอาจารย์มั่นฯป่วย

...คนเรายิ่งใกล้ตายก็ยิ่งต้องทำความเพียรให้มาก เช่นเดียวกับเศรษฐีที่มีทรัพย์มาก ก็ยิ่งต้องทำมาก....

ขอบคุณภาพประกอบจาก google....

พระอาจารย์มั่นฯป่วยเป็นไข้มาลาเรีย จนขาชาลุกไม่ได้ จึงเรียกหลวงพ่อวิริยังค์ ในตอนนั้นที่เป็นพระหนุ่มแข็งแรง เมื่อประตูปิดลงกลอนจึงต้องปีนหน้าต่างขึ้นห้องไปช่วยพยุงพระอาจารย์มั่นฯ ที่นอนหมดแรงและปวดท้องเบาอยู่

รุ่งเช้าท่านอาจารย์มั่นฯไปบิณฑบาตรไม่ได้จึงให้ตาผ้าขาวต้มข้าวต้มถวายจนหายไข้ แต่ก็ยังไม่ปกติ หลวงพ่อวิริยังค์จึงต้องขออนุญาตเข้าไปจำวัดด้วย ซึ่งปกติท่านจะไม่ยอมให้ใครจำวัดในห้องเดียวกับท่านเป้นอันขาด

หลวงพ่อบันทึกว่าเป็นที่อัศจรรย์ใจที่เห็นท่านตื่นตีสามทุกวัน จากนั้นก็นั่งกัมัฏฐานจนสว่าง แม้จะยังไม่หายป่วยอยู่ก็ตาม จนวันหนึ่งอดถามไม่ได้ว่าท่านควรจะพักผ่อนให้มากกว่านี้ พระอาจารย์ก็ตอบมาว่า...คนเรายิ่งใกล้ตายก็ยิ่งต้องทำความเพียรให้มาก เช่นเดียวกับเศรษฐีที่มีทรัพย์มาก ก็ยิ่งต้องทำมาก....ท่านบอกอีกว่า สมาธิมันเป็นเพียงสังขาร ไม่เที่ยงหรอก ความจริงแห่งสัจะรรมจึงจะเป็นของเที่ยง...

หลวงพ่อวิริยังค์บันทึกในตอนนี้ว่า การได้อยู่ร่วมห้องกับท่านต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แม้นพยายามเดินย่องให้เบาที่สุด ในตอนตีสี่ขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่ ท่านยังได้ยินอีก ต้องแก้ไขภายหลังโดยการเดินใช้ปลายเท้าลงก่อน จนท่านไม่บ่นอีกต่อไป แต่ท่านพระอาจารย์เองกลับเบายิ่งกว่า หลวงพ่อวิริยังค์เล่าว่าขณะนั่งสมาธิเพลินอยู่ ท่านเดินออกห้องไปก็ไม่รู้สึกได้ยินเสียงใดๆ

วันหนึ่งขณะหลวงพ่อวิริยังค์ตั้งใจจะนั่งสมาธิตลอดคืนเลย จนหลับเพลินอยู่ประมาณตีหนึ่งตีสอง ท่านเดินไปที่มุ้งกลดบอกว่ากำลังหลงอยู่ ท่านสอนว่า...การบำเพ็ญสมาธิเอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา คือพิจารณาก็พอแล้ว ...การหลงฌานมากไปนั้นจะทำให้ตกไปสู่โมหะ การพิจารณาวิปัสสนามากไปนั้นจะตกสู่ความฟุ้งซ่าน จึงควรทำแต่พอดีพอเหมาะ...

...................

ถอดเป็นบันทึกจากหนังสือ ประวัติการสร้างพระพุทธรูปหยกใหญ่ที่สุดในโลก....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลมหายใจแห่งธรรมะ



ความเห็น (0)