วิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : Active Learning (ว่าด้วยกระบวนการในชั้นเรียนก่อนออกสู่นอกชั้นเรียน)

ความคิดฝันที่แต่ละคนมีมติเห็นชอบร่วมกันนั้น มิใช่ความฝันลมๆ แล้งๆ หรือเป็นความฝันเชิงนามธรรมเสียทีไหน เพราะในที่สุดความคิดฝันที่ว่านั้นก็กลายเป็นโครงการที่นิสิตในแต่ละกลุ่มจะต้องนำไปปฏิบัติการจริงร่วมกับชุมชนในแบบนอกห้องเรียน (Life-Long Learning) ตามหลักคิดของ CBL



การจัดการเรียนรู้ในวิชา หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน" (1 หลักสูตร 1 ชุมชน) ของคณะวิทยาการสารสนเทศ เมื่อวันที่ 23-24 มีนาคม 2559 มีประเด็นที่ชวนนำมากล่าวถึงอีกครั้ง เพราะถือเป็นการเรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญาที่หมายถึงการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับอาจารย์ (ผู้สอน) ในรูปลักษณ์ของ Active Learning





เปิดเปลือยความฝันจากนามธรรมสู่รูปธรรมเพื่อแบ่งปันสู่คนอื่น

การจัดการเรียนรู้มีหลายวิธี แต่ในที่นี้ผมจะ “ตัดตอน” มาสู่กระบวนการกลุ่มในชั้นเรียนที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ที่สื่อให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนเป็นหัวใจหลัก เพราะนั่นคือองค์ประกอบหนึ่งในหัวใจของการเรียนรู้แบบ Active Learning

เริ่มต้นจาก - อาจารย์ (ผู้สอน) จัดแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มคละนิสิตจาก 6 สาขาเข้าด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็น “สหทีม” หรือ “บูรณาการศาสตร์” เสร็จสรรพไปในตัว

ถัดจากนั้นนิสิตแต่ละคนจึงเริ่มเล่าเรื่อง “ความคิดฝัน” อันเป็น “กิจกรรมจิตอาสา ที่อยากจะทำให้เพื่อนในกลุ่มได้ร่วมรับรู้และรับฟังร่วมกัน –





แน่นอนครับ เวทีแบ่งปันเช่นนี้มิใช่จัดขึ้นแบบ “ดิบด่วน” หากแต่ในสัปดาห์ก่อนนั้น ผู้สอนได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ด้วยการมอบหมายให้นิสิตแต่ละคนได้ไป “ทบทวนตัวเอง” หรือ “ออกแบบกิจกรรม ”(วาดฝัน) ที่อยากจะทำเพื่อสังคมด้วยตนเอง พร้อมๆ กับการให้แต่ละคนฝึกการถ่ายทอดความคิดฝันของตนเองออกมาในรูปของการ “เขียนโครงการบริการสังคม” แบบง่ายๆ และแปรรูปเป็นเอกสาร/รูปเล่ม เพื่อนำมาเป็น “สื่อ” หรือ “ต้นทุน” เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม

โดยส่วนตัวแล้วผมถือว่ากระบวนการนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้นิสิตแต่ละคนมีอิสระและแรงจูงใจในการที่จะ “คิดฝัน” อย่างเสรี เสมอเหมือนการได้ทบทวนความฝันของตนเอง ซึ่งความฝันที่ผมว่านี้เป็นความฝันเพื่อการเรียนรู้ตัวเองผ่านฐานการบริการสังคมในแบบ เรียนรู้คู่บริการ หรือในอีกนิยายามก็คือ การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม นั่นเอง




ใช่ครับ-การได้ทบทวนตัวเองเงียบๆ คือกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญสุดของการทำให้ “ตัวเองได้รู้จักตัวเอง” มากขึ้น และที่สำคัญมันจะช่วยให้นิสิต หรือกระทั่งอาจารย์ได้มองเห็นต้นทุนในตัวของนิสิตว่ากิจกรรมที่นิสิตอยากจะทำนั้นคืออะไร นิสิตคิดและออกแบบด้วยต้นทุนใด ซึ่งอาจมีทั้งต้นทุนจากประสบการณ์ครัวเรือน โรงเรียน หอพัก มหาวิทยาลัย หรือกระทั่งสังคมทั่วไปที่นิสิตได้สัมผัสและตีความรหัสแห่ง “โลกและชีวิต” ที่เข้าผ่านพบ ทั้งแบบฝังตัวและผิวเผิน

เช่นเดียวกับการเขียนถ่ายทอดความคิดฝันออกมาเป็นลายลักษณ์ ยิ่งช่วยให้ความคิดฝันที่มีสถานะเป็นเพียงนามธรรมปรากฏกายสยายปีกเป็นรูปธรรมที่กระตุ้นให้เราได้รู็สึกว่า "เริ่มแตะต้องสัมผัสได้" หรือ "ง่ายแต่การแตะต้องสัมผัสได้" เพราะความคิดฝันเหล่านั้นได้ผ่านการกลั่นกรองเป็นอย่างสัดส่วนจากตัวเอง (จัดการความรู้ด้วยตนเอง) มีการจัดวางความคิดฝันอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ซึ่งง่ายต่อการสื่อสารให้คนอื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงมูลเหตุของการคิดฝัน หรือมูลเหตุของการเรียนรู้คู่บริการ





จากความฝันส่วนตัวสู่ความฝันส่วนรวม (ทีมและสังคม)

การที่นิสิตแต่ละคนบอกเล่าความฝันอันเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่นิสิตอยากจะจัดขึ้นนั้นถือเป็นการ “แบ่งปันความคิด” หรือการ “แลกเปลี่ยนความคิด” ในระบบของการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบ Active Learning ด้วยเช่นกัน เพราะมีกระบวนการสื่อสาร การฟัง การวิเคราะห์ การซักถาม-โสเหล่กัน

เมื่อเสร็จสิ้นการบอกเล่าของแต่ละคนก็ขยับเข้าสู่การหารือร่วมกันในกลุ่มว่าจะคัดเลือกกิจกรรมอันเป็นความคิดฝันของใครมาเป็น “โครงการ” เพื่อยกระดับเป็นกิจกรรมเรียนรู้คู่บริการต่อสังคม ซึ่งไม่ได้กะเกณฑ์ตายตัวว่าต้องเป็นโครงการของใครคนใดคนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการบูรณาการหลายกิจกรรมเข้าด้วยกัน หรือกระทั่งคิดค้นโครงการขึ้นมาใหม่ร่วมกันเลยก็ไม่ผิด




กระบวนการเช่นนี้แหละที่ผมถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนเป็นหัวใจหลัก ขณะที่อาจารย์ (ผู้สอน) ถอยออกมาทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรือกระบวนกร (Facilitator) คอยหนุนเสริมอยู่ใกล้ๆ อย่างเป็นจังหวะ

กระบวนการเช่นนี้คือกระบวนการของการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง และคิดในแบบกลุ่ม/ทีม และเป็นการคิดทั้งในเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ หรือกระทั่งคิดแบบสร้างสรรค์ ฯลฯ

มิหนำซ้ำความคิดฝันที่แต่ละคนมีมติเห็นชอบร่วมกันนั้น มิใช่ความฝันลมๆ แล้งๆ หรือเป็นความฝันเชิงนามธรรมเสียทีไหน เพราะในที่สุดความคิดฝันที่ว่านั้นก็กลายเป็นโครงการที่นิสิตในแต่ละกลุ่มจะต้องนำไปปฏิบัติการจริงร่วมกับชุมชนในแบบนอกห้องเรียน (Life-Long Learning) ตามหลักคิดของ CBL (Community-based Learning & Creativity Based Learning) ที่มี “ชุมชน” เป็น “ห้องเรียน” หรือเรียกด้วยภาษานักกิจกรรมว่า “ไปสู่ชุมชน” นั่นเอง

นอกจากนั้นยังให้แต่ละกลุ่มสะท้อนมติของกลุ่มตัวเองให้กลุ่มอื่นๆ ได้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน ประหนึ่งการหลอมรวมโลกแห่งความคิดฝันในหลายๆ ใบเข้ามาสู่โลกใบเดียวกัน และเปิดกว้างให้ทุกคนทุกกลุ่มได้เติมเต็มความฝันเหล่านั้นช่วยกันอีกรอบหนึ่ง ---





จากวิชาการพัฒนานิสิต สู่วิชา 1 หลักสูตร 1 ชุมชน (ความกล้าหาญของสามขุนพล)

ว่าไปแล้วนี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดมาจากการจัดการเรียนรู้จาก “วิชาการพัฒนานิสิต” อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต้องยกเครดิตให้ “สามขุนพล” (ขออนุญาตเรียกว่า “สามขุนพล”) ที่ประกอบด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉันทนา เวชโอสถศักดา (ผู้ประสานงานวิชาการพัฒนานิสิต) อาจารย์คชากฤษ เหลี่ยมไธสงค์ (ผู้สอนวิชาการพัฒนานิสิต) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ (คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ) หนึ่งในผู้บุกเบิกและผู้สอนวิชาพัฒนานิสิต โดยทั้งสามท่าน ได้ตัดสินใจที่จะบูรณาการหลักคิดจากวิชาการพัฒนานิสิตมาสู่การจัดการเรียนรู้ในวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนได้อย่างลงตัว เพราะต่างก็เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้เช่นนี้คือการบ่มเพาะให้ผู้เรียนได้ทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาตนเองบนฐานคิดของการเป็น อาสาสมัคร (จิตอาสา : จิตสาธารณะ) หรือการเป็น “พลเมืองของสังคม” สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบัณฑิตตามครรลองอันเป็นหมุดหมายของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นปรัชญา/เอกลักษณ์/อัตลักษณ์/ค่านิยม ฯลฯ

และที่สำคัญเลยก็คือกระบวนการที่ว่านี้ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามหลักคิด Active Learning อย่างไม่ผิดเพี้ยน






มีความหมายใดในกระบวนการเรียนรู้ที่ว่านี้

ไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษ ผมแค่อยากจะยืนยันว่า กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้คือหนึ่งในแนวคิดของการจัดการเรียนรู้ในแบบ Active Learning ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม เช่นเดียวกับการเรียนรู้เพื่อฝึกหลักคิดตลอดจนทักษะต่างๆ ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็น....

  • ถอดบทเรียนตัวเอง
  • การสื่อสารสร้างสรรค์
  • การฟังแบบฝังลึก
  • การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  • การคิดวิเคราะห์
  • การะดมสมอง
  • การใช้ชีวิตในวิถีประชาธิปไตย ฯลฯ

รวมถึงทักษะของการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในกระบวนการกลุ่มที่ต้องถอดรหัสตรงนั้นว่าภายใต้การเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มมีการบริหารจัดการกันอย่างไร ตลอดจนการประเมินผลทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่โลดแล่นไปกับการทำงานตามเงื่อนไขเวลาอันจำกัดที่อาจารย์ (ผู้สอน) ได้กำหนดขึ้น ทั้งภายในกลุ่ม และการนำเสนอในนามกลุ่มต่อหน้าชั้นเรียน

แต่ที่แน่ๆ เลยนะครับ ความคิดฝันอันเป็นกิจกรรมบริการสังคมที่กำลังจะมีขึ้นผ่านกระบวนการเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นกิจกรรมบูรณาการศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในแต่ละกลุ่มคละเคล้ากันทั้ง 6 สาขา โดยในกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการทำงาน “ข้ามศาสตร์” ไปในตัว

นี่คือความงดงามที่โผล่พ้นมาให้ผมได้แอบยิ้มบนฐานการเรียนรู้ในชั้นเรียนจากวิชาการพัฒนานิสิตสู่วิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในแบบบันเทิงเริงปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยขับเคลื่อนผ่านระบบและกลไกของการเรียนรู้ในมิติ Active Learning อย่างง่ายงามอีกต่างหาก



ภาพโดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉันทนา เวชโอสถศักดา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

เรียนรู้แบบ บันเทิงเริงปัญญา ..... ดีมากๆ ค่ะ .... แลกเปลี่ยนความรู้กัน ... ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา นะคะ ..... เกิดเป็นรูปธรรมค่ะ

.... คนไข้เวลามาพบหมด .... จะพูดเป็นนามธรรมเหมือนกันค่ะ ... เช่น ... "ไม่สบายหมอ" ... หมอก็ต้องสักประวัติ เอามธรรมตัวนี้ออกมาให้ได้...เช่นถามกลับไปว่า ....

- มีไข้ไหม (วัดปรอท)

- มีน้ำมูกไหม

- มีไอไหม?

- เหมื่อยเนื้อตัวไหม

- ฟังเสียงที่ปอดทั้ง 2 ข้าง

- เจาะเลือด

- ตรวจปัสสวะ

- X-Ray

- ฯลฯ อื่นๆ 5555

นี้เป็นรูปธรรม นะคะ .... เป็นเหมือนกันทุกๆ อาชีพเลยนะคะ

ขอบคุณ บันทึกดีดีนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

พิมพ์ผิดหลายตัว ขอโทษด้วยค่ะ ...พบหมอ ...ชักประวัติ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณพี่ Dr. Ple มากๆ ครับ ช่วยขยายความ และเปรียบเทียบข้ามวิชาชีพให้เห็นภาพที่แจ่มชัดและเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน



Peddy
IP: xxx.158.166.149
เขียนเมื่อ 

การตัดสินใจเปิดวิชา 1 หลักสูตร 1ชุมชน ของคณะวิทยาการสารสนเทศ มมส. เริ่มที่จะทำบนฐานความคิดเพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน และเข้าใจในศาสตร์ที่เปิดสอนในคณะวิทยาการสารสนเทศ อันเนื่องจากศาสตร์ต่างๆ มีการบูรณาการกัน ฉะนั้น การเรียนการสอนในรายวิชาศึกษาทั่วไปก็น่าจะคิดถึงกระบวนการเชื่อมโยงของศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการคิดและประยุกต์ใช้งานของนิสิตเป็น จากการออกแบบการเรียนการสอนในรายวิชานี้ พวกเราสมาชิกที่สอนในวิชา 1 หลักสูตร 1 ชุมชน ได้พูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีการทำงานร่วมกันของครูผู้สอน ที่จะออกแบบการเรียนการสอน เพื่อใช้วิธีการเรียนการสอน เรียนรู้คู่บริการ โดยตัวนิสิตแล้วเป็นผู้ที่มีความคิดบรรเจิด เพราะด้วยวัย และความอยากรู้อยากเห็น ฉะนั้นนิสิตจึงฝันได้ดี และหากจะบ่มเพาะวิธีการทำงานให้เกิดได้ ก็ต้องลงมือปฏิบัติ นิสิตบางกลุ่มมีวิธีการหาโจทย์ปัญหา เพื่อให้ได้ประเด็นการเรียนรู้คู่บริการ ด้วยการทำแบบสอบถาม แล้วให้ผู้คนตอบ ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ดี ที่ไม่ต้องทำการพูดคุยมากนัก แต่ให้ตอบแบบสอบถาม เมื่อได้ประเด็นปัญหาแล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือวิเคราะห์และสรุปประเด็นปัญหาให้ได้ เป็นวิธีการที่นิสิตได้เรียนรู้การทำวิจัยไปด้วย แม้ว่ามันไม่ใช่วิจัยที่ใหญ่มาก แต่กระบวนการก็พอมองเห็น เป็นการเริ่มทำวิจัยให้กับนิสิตปี 1 ด้วยการเรียนรู้คู่บริการ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ
เห็นคนรุ่นใหม่มุ่งมั่นจริงจังกันดี
น่าชื่นใจ
ขอให้เป็นความหวังของประเทศต่อไปนะครับ