ศาลพระภูมิเจ้าที่

ศาล ประวัติความเป็นมา

ศาลพระภูมิเจ้าที่

นายอานนท์ ภาคมาลี (คนหาปลา ข้าราชการบำนาญ)

ศาลพระภูมิ เป็นสิ่งที่เคารพประจำบ้าน แต่ละบ้าน ตามธรรมเนียมประเพณีนิยมของไทย ที่นับถือสืบสานกันมาแต่โบราณกาล นับร้อยๆปี โดยเฉพาะตามชนบท หากว่ามีญาติพี่น้อง หรือเคยไปเห็นบ้านในชนบท เราจะเห็นได้เลยว่าพอเดินเข้าเขตบ้าน เราจะเห็นศาลหรือหอเล็กๆ อยู่

ศาลพระภูมินั้นเป็นศาลสูงมีเสาเดียว มีหออยู่ข้างบน ส่วนศาลหลังเตี้ยๆลักษณะทรงไทย หรืออาจชาวบ้านต่อกันขึ้นมาเอง แบบบ้านนอกชนบทมี 6 เสา อันนี้มันอยู่ความเลื่อมใส ศรัทธา ความเชื่อ แต่จริงแล้วคนโบราณ มีสติปัญญาที่ลึกซึ้งเป็นอุปเท่ห์ ในการสั่งสอนลูกหลาน ให้มีความกตัญญูรู้คุณ ผู้ที่ปกป้องรักษาแผ่นดินมาให้เรา

ประวัติของพระภูมิเจ้าที่นั้น บรรดามนุษย์พันธ์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นมาบนแผ่นดินในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม เขมร ฯลฯ ประเทศต่างๆเหล่านี้มีความเชื่อถือเรื่องเจ้าที่ หรือวิญญาณที่พิทักษ์อยู่ในสถานที่นั้นๆ มานานแล้ว สืบสานกันมาพันปี ว่าในสถานที่ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ หรือว่ามีดวงวิญญาณ สิงสถิตรักษาอยู่ซึ่งคนไทยเรียกเจ้าที่

เจ้าที่คือ ผู้ปกครองดูแล หรือดวงวิญญาณที่สถิตรักษา สถานที่นั้นๆ คนไทยเรียกว่าเจ้าที่ ดังนั้นชาวเอเชียทั้งหมดไม่ว่าจะไปสร้างหลักปักฐานที่ใด ค้าขายสถานที่ใด จึงมักมีการบอกกล่าวเจ้าที่ เป็นการขอขมา ในการที่เราไปรุกรานสถานที่เขา แต่ถ้ามีการสร้างหลักฐานถาวร มีการสร้างบ้านเรือน จะสร้างเป็นศาลหรือหอขึ้นมา เพื่อเป็นการอัญเชิญดวงวิญญาณเจ้าที่เจ้าทาง เข้ามาประทับ ณ ศาลที่เราสร้างให้ท่าน และพื้นที่ทั้งหมดนั้นเราขอยืมใช้ เพราะดวงวิญญาณเหล่านี้ อยู่ก่อนเล่ามาเป็นเป็นร้อยพันปี ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีพระภูมิ ที่แต่เจ้าที่อย่างเดียว นับถือเจ้าที่กัน

หลังจากนั้นศาสนาพราหมณ์ ได้เผยแพร่เข้าสู่พื้นแผ่นดินแถบนี้ทั้งหมด ศาสนาพราหมณ์นั้นมีเทพเจ้า ย้อนกลับไปในสมัยกรุงสุโขทัย มีบันทึกในศิลาของพ่อขุนรามกำแหง ไม่ได้กล่าวถึงเทพใดๆเลย กล่าวถึงแต่ผีเท่านั้น สิ่งที่มองไม่เห็นตัว หรือแม้แต่มนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว เรียกว่า ผี เท่านั้น ไม่มีคำว่าเทวดาหรือเทพใดๆเลย คนตายแล้วเรียกผี ธรรมดา แต่ระดับเทพจะเรียกผีฟ้า ผีแถน ผีป่า ผีเขา แม้กระทั้งผีน้ำ ผีบ้าน ผีเมือง เรียกว่าเทพารักษ์

ในภาษาไทยนั้นเราเรียกผีว่าสัมภเวสี และผีก็มีลำดับชั้นของเขา แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ สัมมาทิฐิ และ มิจฉาทิฐิ อย่าไปเข้าใจผิดว่าผีไม่ดีทั้งหมด ผีที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ เทวดา เมื่อเราได้รับอาระธรรมของพราหมณ์เข้ามา พราหมณ์เขานับถือเทพเจ้า ท้าวมหาพรหมเป็นเทพ ที่ยิ่งใหญ่ รองลงมาคือพระอินทร์ พรหมเป็นผู้สร้างโลก สรรพสัตว์ทุกอย่าง พระอินทร์เป็นผู้ดูแลปกครอง

ชาวอียิบต์นับถือเทพต่างๆมากมาย นับถือพระอาทิตย์ พระจันทร์ นับถือเทพต่างๆอีกมากมายมีรูปเคารพ มีวิหารให้เทพแต่ละองค์ ชาวอินเดียได้ไปเห็นเทพของชาวอียิบต์ เกิดความศรัทธา สมัยนั้นมีพ่อค้านักปราชญ์ ชื่อ การิปต์ ความรู้สูง มหาชนนับหน้าถือตา เขาได้เขียนเทพแต่ละองค์ขึ้นใหม่ จึงบังเกิดเป็นองค์พระศิวะ พระนารายณ์ มีครอบครัวบริวารเหมือนมนุษย์ แล้วตั้งเป็นศาสนาฮินดู

ศาสนาฮินดูผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ จึงเกิดมีเทพซึ่งเรียกว่า พระภูมิ 9 องค์ มีหน้าที่รักษาสถานที่ต่างๆ รักษาบ้านเรือน โรงร้านกิจการต่างๆ การรักษาวัดวาอารามต่างๆ รักษาค่ายคูประตูหอรบ เทพที่ดูแลพืชพรรณธัญญาหาร ดูแลน้ำ ฯลฯ

เมื่อศาสนาพราหมณ์แร่เข้ามา ชาวไทยได้รับเอาศาสนาพราหมณ์เข้ามา เลยมีความรู้เรื่องเทพ เรื่องเทวดา รับเอาความเชื่อเรื่องพระภูมิเข้ามาด้วย พระภูมิคือ เจ้าที่เหมือนกัน แต่เป็นเทวดา ที่ต้องเชิญมาจากเบื้องบน คือ ภุมเทวดา อุปนิสัยความต้องการคล้ายมนุษย์ คนไทยจึงตั้งสองศาล เอาความเชื่อเดิมผนวกกับความเชื่อใหม่(เจ้าที่เบื้องล่างกับเบื้องบน)

ถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ที่เราตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ หากคนที่มีความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน ก็ถือว่าจำเป็น แต่หากไมสนใจเรื่องบุญคุณ ของผู้ที่รักษาแผ่นดินก็ไม่จำเป็น เพราะดวงวิญญาณส่วนมาก เป็นวิญญาณของบรรพชนที่สละเลือดชีวิต เพื่อปกป้องพื้นแผ่นดินนี้ไว้ ในศึกสงครามแต่ละครั้ง ย่อมมีรักแผ่นดิน เมื่อตายลงวิญญาณไม่ไปไหน ยังคงรักษาแผ่นดินอยู่ตรงบริเวณนั้นไว้

ดวงวิญญาณเหล่านี้บางที่เป็นทหารกล้า หรือแต่เป็นชาวบ้านที่สละชีวิต ปกป้องแผ่นดิน หรือวิญญาณบางดวงนั้น อาจเสียชีวิตด้วยอาการตางๆ เช่นโดนงูกัด เจ็บป่วยตรงนั้น โดนฟ้าผ่าตาย วิญญาณไม่ได้ไปไหน ตอนแรกอาจเป็นวิญญาณเร่ร่อน ต่อมาสร้างบุญบารมี ส่งผลให้เขาเป็นภุมเทวดา อยู่พิทักษ์รักษาที่ตรงนั้น หรือเป็นวิญญาณเฝ้าทรัพย์อยู่ตรงนั้น กลายเป็นเจ้าที่ตรงนั้น

มนุษย์มีความต้องการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองดูแลเรา จึงมีความเชื่อให้เจ้าที่เจ้าทางคอยพิทักษ์รักษาดูแล ซึ่งไม่ถูกต้อง เขาไม่ได้มาเป็นทหารยามให้เรา ในศักดิ์ศรีของเขา เขาเหนือเรา มันใช่หน้าที่ของท่าน อยู่ที่ท่านจะพิจารณาแล้วจะโปรดใคร คนไทยนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบผิดรูปผิดทางสิ่งศักดิ์สิทธิยึดเหนี่ยวทางใจ

นับแต่โบราณกาลอัญเชิญเจ้าที่ไม่มีอะไร ไม่มีขั้นตอนอะไรเลย ศาลทำขึ้นแบบง่ายๆ เสาไม้แก่นมาสักต้น คดๆงอๆ ตัวศาลใช้สังกะสีตีโค้งๆ ใช้ปีบขนมตี แล้วสมมุติว่าเป็นศาล คนเฒ่าคนแก่มาเป็นคนเชิญ เป็นภาษาพูด ไม่มีบาลี ของสังเวยมี ไก่ 1 ตัว ปลาซ่อนนึ่ง 1 ตัว กล้วย 1 หวี ขนมต้มแดงต้มขาว หมาก พลู บุหรี่ น้ำ มีอยู่แค่นี้เอง

สถานที่ที่ตั้งศาล ตามตำรับตำรา พื้นบ้านของเรามาก ผู้ตั้งศาลจะต้องเป็นผู้รู้ซึ่งทำเล หากมันไม่ได้จริงๆ ต้องดูให้รอบคอบว่าให้ตั้งตรงไหน หันหน้าศาลไปทางทิศใด ซึ่งทิศทางใดเป็นมงคลหรืออัปมงคลที่ตำราห้าม อันนี้ถือว่าสำคัญ ได้แก่ห้ามหันหน้าศาลไปตรงห้องน้ำ มีกองขยะสิ่งปฏิกูลไม่ได้ หน้าศาลตรงกับประตูบ้าน เงาบ้านห้ามทับศาล ห้ามเงาศาลทับบ้าน ห้ามสายไฟอยู่เหนือตัวศาล หากพื้นที่มีจำกัด ไม่มีที่เหลือให้ตั้งศาล หากการตั้งศาลจำเป็นต้องต้องปลูกใต้ชายคา ซึ่งถือว่าผิด แต่มันเป็นเรื่องความจำเป็น ถามว่าตั้งได้ไหม ตอบว่าตั้งได้ สำคัญตอนเชิญเจ้าที่ ผู้ทำพิธีต้องเข้าใจ มีการบอกกล่าวขมาท่าน หากไม่บอกกล่าวขมาท่าน หากไม่บอกกล่าวถือว่าเป็นโทษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หากไม่บอกกล่าวถือว่าลบหลู่ แต่ถ้าบอกกล่าวแล้วทำได้ทุกอย่าง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อักษรย่อ ทะเบียนรถ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 


ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันจ้าา