แนะนำหนังสือ : เรื่องเล่าพื้นบ้านไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง
โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (13/2/2559)
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยนิทานและเรื่องเล่า” ศิราพร ณ ถลาง บรรณาธิการได้กล่าวไว้ในบทสังเคราะห์ท้ายเล่ม เรื่องเล่าพื้นบ้านไทย : การนำไปประยุกต์ใช้ และ “พื้นที่ทางสังคม” ในปัจจุบัน เป็นการอธิบายว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมประเภทนิทานและเรื่องเล่าที่มี “คุณค่า” จนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ หรือเพิ่ม “มูลค่า” ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างมากมาย เช่น การท่องเที่ยว แบบเรียน เศรษฐกิจ การแสดง พิธีกรรม เล่าที่มาของสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น อีกทั้งเป็นการบ่งบอกว่า เรื่องเล่าไทยและนิทานไทยไม่มีวันตายไปจากสังคมไทย อีกทั้งยังมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทยได้ทุกยุคทุกสมัยเป็นไปตามบริบทของโลก ดังนั้น นิทาน เรื่องเล่า รวมถึงตำนาน จึงเป็นพระเอกสำคัญในหนังสือที่ผมจะเล่าต่อไปนี้
หนังสือ “เรื่องเล่าพื้นบ้านไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เป็นหนึ่งในหนังสือชุดมานุษยวิทยา ชุดสังคม-วัฒนธรรมร่วมสมัย ศูนย์มานุษยวิทยา (องค์การมหาชน) โดยร่วมรวมงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เริ่มในปี พ.ศ. 2554 กลุ่มวิจัยเรื่อง “คติชนสร้างสรรค์ : พลวัตและการนำคติชนไปใช้ในสังคมไทยร่วมสมัย” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศิราพร ณ ถลาง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดโครงการและบรรณาธิการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิจัยรุ่นใหม่ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวศาสตร์ด้านคติชาวิทยา เพื่อตอบสนองบริบททางสังคมไทยในยุคที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทประชาคมโลก
ก่อนอ่าน ผมตั้งสมมติฐานล่วงหน้าว่าต้อง “อ่านยาก” ผนวกกับ “น่าเบื่อ” เพราะผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านล้วนแต่มีดีกรีไม่ธรรมดา ระดับแนวหน้าของสาขาด้านคติชนวิทยา รวมถึงคิดไปก่อนว่าสำนวนการเขียนคงจะเหมือนงานวิจัยทั่วไปที่ ”ย่อยยาก” จึงซื้อมา “ดอง” ไว้ที่ชั้นหนังสือนับเดือนกว่าจะได้จับอ่าน
แต่เมื่ออ่านแล้วก็พบว่า “พลิกล๊อกกันน่าดูถล่มทลาย” เรื่องที่นำมาลงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนทั้งสี่ท่าน เขียนด้วยสำนวนถ้อยคำที่อ่านง่าย “รสหวานทานคล่อง” อ่านไปก็เหมือนกับทั้งสี่ท่านมานั่งเล่าให้ฟัง ช่างสร้างจินตนการราวกับไปนั่งดูเรื่องต่าง ๆ ด้วยตาตนเอง บทความแต่ละบทความไม่ยาวจนเกินไป กระชับ อ่านรวดเดียวจบได้ที่ละบทความ อ่าน 2 วันจบได้ทั้งเล่ม 270 หน้า เร็วกว่าผมอ่านนิยายเสียอีก ที่สำคัญมาก ๆ ราคาถูกมากเพียง 200 บาท ตกหน้าละไม่ถึง 1 บาท ภาพประกอบมีทั้งสีและขาวดำชัดเจน ต่างกับหนังสือรวมบทความเล่มอื่น ๆ ที่ราคาแพงจนผมไม่กล้าซื้อ
จากนี้ ผมจะแนะนำทีละบทความ ขอย้ำว่า นี่คือความเห็นส่วนตัวนะครับท่านผู้อ่านที่รัก
บทนำ : เรื่องเล่า เรื่องเล่า โดย ศิราพร ณ ถลาง
เป็นการอธิบายความหมายของ “เรื่องเล่าพื้นบ้าน” “นิทานพื้นบ้าน” อย่างกระชับให้เข้าใจง่ายอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นอธิบายถึงการนำ เรื่องเล่า นิทานพื้นบ้าน มาใช้ในบริบทต่าง ๆ เช่น บริบทสังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สังคมทุนนิยม สังคมข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์ เป็นอธิบายว่า หากนำเรื่องเล่ามานำเสนอใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่กล่าวมา จะสามารถสร้างคุณค่ากับบริบทนั้น ๆ ได้
การเล่าเรื่องพื้นบ้านกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) ในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย อภิลักษณ์ เกษมผลกุล
นับตั้งแต่ประเทศไทยในภาครัฐ เอกชน ชุมชนสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว สิ่งที่ถูกพัฒนาควบคู่กันไปคือสินค้าของฝากท้องถิ่นในสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่รัฐให้การส่งเสริมสินค้า OTOP ทำให้มีการสร้างมูลค้าให้กับสินค้าต่าง ๆ อย่างมากมาย สร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว การใช้เรื่องเล่านับว่าเป็นต้นทุนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าสินค้า หากท้องถิ่นใดเป็นฉากในนิทานหรือเรื่องเล่าด้วยแล้ว ตัวละคร ฉาก อนุภาคของเรื่องเล่าหรือนิทานนั้นจะถูกนำมาใช้ประกอบสินค้าได้อย่างน่าสนใจ เช่น ด้านการตั้งชื่อสินค้า (ยี่ห้อ) การเล่าเรื่องที่มาของสินค้าเช่น ดินสอพองของจังหวัดลพบุรี สูตรโมจิสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวัดนครนายก หรือการเล่าเรื่องสูตรดั่งเดิมที่ถ่ายทอดมาหลายรุ่น การใช้ตัวละครสำคัญมาผลิตเป็นตราสินค้าหรือใช้เป็นโลโก้ เช่น การใช้ตัวละครจากเรื่อง สินไซ ใช้ในการทำของที่ระลึก นับเป็นการแบ่งปัน เผยแพร่ ความรู้ ภูมิปัญญา เรื่องเล่าจากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่งได้อีกด้วย
การประยุกต์ใช้คติชนในการสร้างวัตถุมงคลในปัจจุบัน โดย สุกัญญา สุจฉายา
บทความนี้ สำหรับผมยกให้เป็นพระเอกในหนังสือเล่มนี้เลยทีเดียว อ่านสนุก ด้วยท่วงท่าลีลาการเขียนที่เรียบง่ายต่อการอ่านและความเข้าใจ บทความเล่าเรื่อง เครื่องรางของขลังที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งมีต้นทุนมาจากเรื่องเล่า นิทานพื้นบ้านไทยเช่น “ชูชก” จากพระเวสสันดรชาดก “พญาเต่าเรือน” จากปัญญาชาดก “แมงสี่หูสี่ตา” จากตำนานพระธาตุดอนแก้งจังหวัดเชียงราย “ขุนช้าง” จากขุนช้างขุนแผน “พระสังข์” จากสังข์ทอง บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เช่น “ยี่ฮอฮง” นายอากร ก ข ในสมัยรัชการที่ 7 ฯลฯ ทั้งมวลจะเน้นในคุณสมบัติในนิทาน เรื่องเล่าที่ตัวละครแต่ละตัวนั้นมี “ของดี” เฉพาะตัวเช่น อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มนต์คาถา โชคลาภ วาสนา เมตตามหานิยม เพิ่มเสน่ห์กับเพศตรงข้าม การค้าขาย ซึ่งมีความหมายเพิ่มขึ้นจากเครื่องรางเพื่อป้องกันตัว ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้คนในสังคมยุคทุนนิยม ท้ายบทมีตารางอธิบายว่าเครื่องรางแต่ละชนิดมีที่มาจากเรื่องเล่าเรื่องใด คุณสมบัติแบบใด รวมถึงความเชื่อและพิธีกรรมด้วย นอกจากคุณประโยชน์ทางด้านวิชาการแล้ว เซียนพระเครื่องรางของขลังก็ควรอ่านอย่างยิ่ง
การผสมผสานวัฒนธรรมในหนังสือแนว edutainment (สาระบันเทิง) ภาษาไทย โดย ศิริพร ภักดีผาสุข
บทความนี้ ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยสนุก เพราะอาจจะไม่ใช่ “ทาง” ของผมนัก แต่หากเป็นนักการศึกษา คนทำหนังสือ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะหนังสือแบบเรียนประกอบภาพสำหรับเด็กแบบเดิมนั้น แม้จะมีเรื่องราวประกอบ แต่มักจะเป็นเรื่องราวแต่งใหม่ (เพื่อนผมคนหนึ่ง บัญชา มัติศิลปิน เป็นนักเขียนหนังสือประกอบภาพเสริมการของเด็ก ก็แต่งเรื่องใหม่ทุกครั้งในการทำหนังสือแต่ละเล่ม) แต่หากใช้เรื่องเล่าหรือนิทานพื้นบ้านไทย หรือ ต่างชาติที่คุ้นเคยมาดำเนินเรื่องในหนังสือ ก็นับว่าน่าสนใจ เพราะเรื่องเล่า นิทานนั้นอยู่ในสายเลือดของคนไทย เรื่องที่คุ้นเคยชินหูนั้นจะสามารถนำไปสู่วัตถุประสงค์ของหนังสือได้อย่างดียิ่ง
บทสังเคราะห์ เรื่องเล่าพื้นบ้านไทย : การนำไปประยุกต์ใช้ และ “พื้นที่ทางสังคม” ในปัจจุบัน โดย ศิราพร ณ ถลาง
อาจารย์ศิราพร สรุปปิดท้ายเล่มถึงการใช้ประโยชน์อันของนิทานพื้นบ้านหรือเรื่องเล่าอันเป็นต้นทุนสำคัญทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทและความสำคัญของข้อมูลทางคติชนดังกล่าวในฐานะ “คติชนสร้างสรรค์” อีกทั้งยังเสนอถึงการนำไปใช้ประโยชน์กับการสร้างอาคารสถานที่ การท่องเที่ยว กระบวนแห่ในเทศกาลสำคัญ บทความนี้ (รวมถึงบทความทั้งหมดในเล่ม) เป็นการเปิดโลกทัศน์ของผู้คนให้รู้จักคติชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่า นิทานว่ามีความหมายมากกว่าการเป็นเรื่องเล่า นิทาน เพราะสามารถสร้างมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้ไปตามบริบทของสังคม ย่อหน้าสุดท้าย เป็นการกล่าวสรุปอย่างสมบูรณ์ ขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านดังนั้น
“...ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการอย่างไร ก็จะยังคงมี “พื้นที่” สำหรับนิทานและเรื่องเล่าเสมอ ไม่ว่าเรื่องเล่านั้นจะเป็นการเล่าด้วยปาก เรื่องเล่าด้วยตัวเขียน ด้วยสื่อดิจิตัล หรือสื่อมัลติมีเดีย หรือ ไม่ว่าเรื่องเล่านั้นจะเป็นเรื่องเล่าในโลกจินตนาการ หรือ ในโลกความเป็นจริง”
ครั้งต่อไป ผมจะมาแนะนำหนังสือ “ประเพณีสร้างสรรค์” ในสังคมร่วมสมัย หนึ่งในหนังสือชุดมานุษยวิทยา ชุดสังคม-วัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กันครับ
