นิตยสาร Time ฉบับวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ลงเรื่อง The Curious Capitalist : In Davos, taking bets on when the technology revolution will finally deliver enough jobs ทำให้ผมได้รู้จัก Solow’s Paradox ที่สะท้อนความหลงผิดของมนุษย์ คิดว่าเทคโนโลยีจะส่งผลต่อการพัฒนาผลิตภาพ (productivity) ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่จริง จะต้องมีช่วงเวลาปรับตัวเสมอ
เขาบอกว่า เวลานี้กำลังก้าวสู่ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรรมยุคที่สี่ ยุคปัญญาประดิษฐ์ และบิ๊กดาต้าเทคโนโลยี ที่กำลังก่อตัว ยังไม่มีผลต่อ productivity
ปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๑ เกิดใน(คริสต)ศตวรรษที่ ๑๘ จากพลังเครื่องจักรไอน้ำ เกือบร้อยปีต่อมาจึงถึงยุคที่สอง จากพลังไฟฟ้า และ mass production และอีกร้อยปีต่อมาจึงเข้าสู่ยุคที่สาม ยุคข้อมูลข่าวสารจากการเกิดอินเทอร์เน็ต จากยุคที่สามสู่ยุคที่สี่เวลาหดเหลือเพียงครึ่งศตวรรษ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่ ที่กำลังก่อตัวในเวลานี้ มีเทคโนโลยีหลายตัวทำหน้าที่ขับเคลื่อน ได้แก่ artificial intelligence, machine learning, robotics, nanotechnology, 3-D printing, genetics, biotechnology
แต่เขาทำนายว่า การปฏิวัติอุตสากรรมยุคที่สี่จะไม่สร้างงานเพิ่มขึ้นแก่มนุษย์ ตรงกันข้าม เขาทำนายว่า ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงปี 2030 จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้น ๕ ล้านคนในประเทศอุตสาหกรรม
เขาบอกว่า สาเหตุที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่ ก่อผลต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจช้า ก็เพราะปัญหาที่ผู้บริโภค ที่ยังบริโภคสินค้าใหม่ในสัดส่วนที่น้อยเกินไป อุตสาหกรรมที่ยังใช้พลังดิจิตัลน้อยได้แก่ อุตสาหกรรมบริการ บริการสุขภาพ และร้านค้าปลีกรายย่อย อุตสาหกรรมเหล่านี้มีส่วนในการจ้างงานเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน
ข้อมูลในบทความนี้ บางส่วนอ้างผลงานวิจัยของ MGI (McKinsey Global Institute) ว่าแม้ในสหรัฐอเมริกาเอง ธุรกิจต่างๆ ก็ยังใช้พลังของเทคโนโลยีดิจิตัลน้อย เขาบอกว่าต้องใช้เวลาถึง ๕๐ ปี การมีพลังงานไฟฟ้าจึงจะก่อผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคน ช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับคอมพิวเตอร์ หดเหลือ ๑๐ ปี เขาทำนายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่ อาจใช้เวลาส่งผลกระทบสั้นลงยิ่งไปอีก ซึ่งผมตีความว่า จะยิ่งทำให้คนตกงาน เพราะการปฏิวัติยุคที่สี่เป็นยุคเครื่องจักรฉลาด จึงทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทยักษ์ใหญ่อายุ ๑๒๔ ปี อย่าง GE อ้างตัวเป็น ผู้สร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรม (industrial innovator) เลือกธุรกิจอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะสนองความต้องการของคนชั้นกลางที่จะเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสาร การก่อสร้าง และธุรกิจดูแลสุขภาพ
ในอนาคต ความไม่เท่าเทียมกันจะยิ่งรุนแรง เวลานี้ คนรวยที่สุดในโลก ๖๒ คน มีทรัพย์สินเท่ากับครึ่งหนึ่งของโลก
Edelman Trust Barometer สอบถามความเห็นของคนในหลายประเทศ ว่ามีความเชื่อถือเพียงใดต่อรัฐบาล ธุรกิจ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน ว่าองค์กรเหล่านี้ทำเพื่อผลประโยชน์ของสังคมภาพรวม ผลออกมาดีในประเทศร่ำรวย และในหมู่คนฐานะดี แต่ในคนส่วนใหญ่ มีความเชื่อถือน้อย
ทั้งหมดนั้น มีที่มาจาก WEF เมื่อวันที่ ๒๐ - ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙ ที่ Davos ซึ่งประเด็นที่หารือกันมาก คือเรื่องความไม่สงบทางสังคม ประชานิยม และการเมืองแห่งความโกรธแค้น
เขาบอกว่า ในสภาพที่เศรษฐกิจย่ำแย่เช่นนี้ เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดลัทธิสุดโต่ง การแยกตัว และความไม่เสถียร ทางสังคมและการเมือง
ท่านที่สนใจเรื่อง ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่สี่ โปรดอ่าน บทความนี้ มันจะกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในอนาคตมาก ในบทความเอ่ยถึง human augmentation (การขยายมิติของมนุษย์) ที่มีคนทำนายว่าต่อไปจะสามารถฝังชิปเข้าในสมอง ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ข้างนอกติดต่อกับชิปทำให้มนุษย์มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นได้มากมาย และผมเคยได้ยินนักพยากรณ์อนาคตเอ่ยถึง augmented realityต่อไปชีวิตคนเราก็จะกึ่งจริงกึ่งเกินจริง
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.พ. ๕๙