การรักษาศีล 5

รักษาศีล 5 ข้อ ให้สม่ำเสมอทำบุญใส่บาตร สำหรับผู้มีศีล ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ละโลกนี้ไปแล้วจุติจิตไปปฏิสนธิในโลกสวรรค์ ทันที ผู้สมาทานศีล 5 ศีล 8 ทุกวัน มีโอกาสไปอุบัติใน สุคติภูมิ 6 ขั้นนั้น จะไปอุบัติในเทวโลกภูมิใดนั้นแล้วแต่กำลังบุญกุศลทำไว้ในโลกมนุษย์

มีปัญหาถามขึ้นมาว่าแล้วเราจะต้องไปวัดเพื่อรับศีลกับทุกวันเลยหรือ?

ไม่จำเป็นหรอกครับถ้าเราตั้งใจจะทำความดีที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนคนเราไม่รู้ว่าศีลคืออะไร เราก็ไปขอกับพระเพื่อให้ท่านอธิบายให้ฟังว่าอานิสงส์ของการรักษาคืออะไรแล้วเราก็รับศีลมาประพฤติปฏิบัติ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีธรรมเนียมอย่างนี้อยู่ พอเราสมาศีลเสร็จพระท่านก็จะบอกอานิสงส์อย่างย่อให้ฟัง คือ สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธเย แปลเป็นไทยก็คือ ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ ศีลเป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เพราะฉะนั้นเราควรรักษาศีลให้บริสุทธิ์

ถ้าเราจะสมาทานศีลเองก็ให้สมาทานศีลหน้าหิ้งพระก็ได้ ตอนเช้าหรือเย็น กลางคืน ก่อนนอนแล้วแต่สะดวก หรือจะสมาทานทุกครั้งที่รู้ตัวว่าทำผิดศีลข้อนั้นๆก็ได้ โดยที่เราไม่ได้อยู่หน้าหิ้งพระได้เหมือนกันเพราะทุกอย่างอยู่ที่เจตนาของเราเองเป็นสำคัญ เพราะถ้าเรารับศีลกับพระก็ดีหรือสมาทานหน้าหิ้งพระก็ดี โดยที่ปากเราก็พูดไปงั้นๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติจริงก้อไม่ได้ผลอะไร เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่เจตนาคือความตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติรักษาศีลให้บริสุทธิ์นั่นคือหัวใจสำคัญ

เสริมอีกนิดน่ะครับเกี่ยวกับองค์ประกอบของศีลแต่ละข้อ จากเรื่ององค์ประกอบของศีลนั้น ทำให้ทราบว่า ถ้าไม่ครบองค์ประกอบของศีล ไม่ถือว่า ศีลขาด เช่น การฆ่าสัตว์มีองค์ ๕ แต่ทำไปแค่องค์ ๔ อย่างนี้เรียกว่าศีลทะลุ และถ้าลดหลั่นลงมาอีก ก็จะเรียกว่า ศีลด่าง ศีลพร้อย ตามลำดับ นอกจากนี้ พระอรรถกถาจารย์ ยังได้แสดงหลักสำหรับวินิจฉัยว่า การละเมิดศีลแต่ละข้อจะมีโทษมากหรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ด้วย คือ

สำหรับศีลข้อที่ 1 การฆ่าสัตว์ จะมีโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ

๑. พิจารณาจากคุณประโยชน์ การฆ่าสัตว์ที่มีคุณมาก(เช่นสัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ไถนา หรือพวกวัวนม ซึ่งพวกนี้ถือว่ามันให้คุณเรา) จะมีโทษมากกว่าการฆ่าสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือไม่มีคุณ เช่น ฆ่าพระอรหันต์ มีโทษมากกว่าฆ่าปุถุชน ฆ่าสัตว์ที่ช่วยงานมีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์ดุร้าย เป็นต้น

๒. ขนาดกายของสัตว์ก็สำคัญ สำหรับสัตว์ดิรัจฉานจำพวกที่ไม่มีคุณเหมือนกัน การฆ่าสัตว์ใหญ่ มีโทษมาก กว่าการฆ่าสัตว์เล็ก

๓. ความพยายาม มีความพยายามในการฆ่ามาก มีโทษมาก มีความพยายามน้อย มีโทษน้อย

๔. กิเลสหรือเจตนา กิเลสหรือเจตนาแรง มีโทษมาก กิเลสหรือเจตนาอ่อน มีโทษน้อย เช่น การฆ่าด้วยโทสะ หรือความเกลียดชัง มีโทษมากกว่าการฆ่าเพื่อป้องกันตัวอย่างงี้ก็มีโทษมาก

สำหรับศีลข้อที่ 2 จะการลักทรัพย์ มีโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ

๑. คุณค่าของทรัพย์สินสิ่งของนั้น

๒. คุณความดีของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์นั้น

๓. ความพยายามในการลักทรัพย์นั้น

สำหรับศีลข้อที่ 3 การประพฤติผิดในกาม จะมีโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ

๑. คุณความดีของผู้ที่ถูกละเมิด

๒. ความแรงของกิเลส

๓. ความเพียรพยายามในการประพฤติผิดในกามนั้น

สำหรับศีลข้อที่ 4 การพูดเท็จ มีโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ

๑. ความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยเพียงใด

๒. คุณความดีของผู้ที่ถูกละเมิด

๓. ผู้พูดนั้นเป็นใคร เช่น

- คฤหัสถ์ (ผุ้ครองเรือน) ที่โกหกว่า " ไม่มี " เพราะไม่อยากให้ของๆ ตน อย่างนี้มีโทษน้อย แต่การเป็นพยานเท็จมีโทษมาก

- บรรพชิต พูดเล่นมีโทษน้อย แต่การพูดว่าตน "รู้เห็น " ในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็น จึงมีโทษมาก

สำหรับศีลข้อที่ 5 การดื่มน้ำเมา มีโทษมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ

๑. อกุศลจิต หรือกิเลสในการดื่ม

๒. ปริมาณที่ดื่ม

๓. ผลที่เกิดจากการกระทำผิดพลาด ชั่วร้าย ที่ตามมาจากการดื่มน้ำเมา

อย่างไรก็ตาม การละเมิดศีลในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นศีลขาด ศีลทะลุ ศีลต่าง หรือ ศีลพร้อย ล้วนแล้วแต่ทำให้ใจเราไม่บริสุทธิ์ หรือเรียกว่า “บาป” เป็นหนทางสู่ประตูอบายภูมิ ในการรักษาศีลที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นนั้น ควรกระทำควบคู่กับการรักษากุศลกรรมบถ ๑๐ และตั้งใจว่า เราจะไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง เราจะไม่ยุยงให้คนอื่นผิดศีล และเมื่อเห็นคนอื่นผิดศีลแล้วเราจะไม่พลอยยินดี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การถอดประสบการณ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้



ความเห็น (0)