ทุกวันนี้ ผู้คนมักคิดว่าพระภิกษุนี้ยุ่งวุ่นวายมาก ซึ่งถ้าดูตามสถานการณ์ ก็จริงอย่างที่ผู้คนคิด แต่ถ้าจะศึกษาปรากฏการณ์ ก็อาจจะทำให้ค้นพบและตระหนักว่า สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เป็นมาจากพระแต่อย่างใด

สาเหตุจริงๆ เพราะ “คน” ชอบไปยุ่งกับพระมากกว่า ถ้าพระท่านออกบวชเอง ท่านก็บวชโดยมุ่งหวังว่าจะฝึกหัดตัวเองให้ดีขึ้นตามพระธรรมวินัย และคำสั่งสอนของพุทธองค์ ไม่ได้คิดจะมาเกี่ยวข้องกับโลก หรือสังคมเลย มุ่งแต่จะหาทางดับทุกข์ พ้นทุกข์ ไปนิพพานไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

แต่.. “คน” ส่วนหนึ่งนั่นแหละ ที่สร้างพระไม่ดีขึ้นมา ด้วยการอยากให้ลูกหลานบวช ส่วนหนึ่งอยากให้บวช เพราะเป็นประเพณี, ส่วนหนึ่งอยากให้บวชเพื่อตอบแทนคุณพ่อแม่, ส่วนหนึ่งอยากให้บวชก่อนไปแต่งงาน, ส่วนหนึ่งอยากให้บวชเรียน เพื่อมุ่งหวังให้หลวงพ่อ หลวงปู่ พระที่ตนเองนับถือ ช่วยฝึกหัดลูกหลานตัวเองให้ดีขึ้นตามพระธรรมวินัย ไม่ได้อยากให้ลูกหลานไปนิพพาน หรือบรรลุตามคำสอนของพุทธองค์เลย, เมื่อครบเวลาที่กำหนด หรือเห็นว่าลูกดีขึ้น ก็อยากให้ลูกลาสิกขา มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน หรือ เลี้ยงดูพ่อแม่บ้าง ซึ่งประเภทนี้ถ้าได้ครูบาอาจารย์ฝึกหัดให้ดี ก็โชคดีไป แต่ถ้าวัดที่บวชมีแต่หลวงตาเฝ้าวัดให้ชาวบ้าน ก็โชคร้ายไป บวชเข้าไปแล้วไม่ได้อะไรเลย นอกจากกินแล้วนอน

แล้วก็ “คน” อีกนั่นแหละ ที่เห็นว่าพระที่บวชนานๆ ท่านคงมีคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดีกว่าคนทั่วไป เพราะได้ปฏิบัติตามศีลตามธรรม หรือฝึกฝนจิตใจ (นั่งสมาธิ ภาวนา) จึงอยาก(นิมนต์)ให้พระเป็นที่พึ่ง ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นครู เป็นหมอยา หมอดู หรือผู้วิเศษผู้ปัดเป่าเคราะห์หามยามร้าย บันดาลโชคลาภ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไร ก็เพื่อตอบสนอง "สังคม" มากกว่าที่จะให้พระภิกษุปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดจริง หรือสอนไปเพื่อ “นิพพาน ความพ้นทุกข์” เพียงประการเดียว

ตราบใด ถ้าคนไทยส่วนมาก ยังอยากให้พระภิกษุในศาสนาพุทธเป็นไป เพื่อ "สังคม" เราจะไม่มีวันทำให้ศาสนาพุทธในเมืองไทย เป็น "ศาสนา" ที่แท้ หรือ มี “พระ” ที่แท้ ตามพระพุทธองค์อย่างที่เรียกร้องได้เลย
เพราะศาสนาพุทธที่แท้ เป็นศาสนาเพื่อ "ปัจเจกชน" ไม่ใช่เพื่อ "สังคม" แต่อย่างใด แต่เมื่อปัจเจกชนได้ผลดี ก็ส่งผลให้สังคมได้ประโยชน์ตามไปด้วย

จึงต้องถามว่า คนไทย โดยเฉพาะคนที่วิจารณ์พระภิกษุในขณะนี้ เราต้องการให้พระสงฆ์อยู่เพื่อช่วย "สังคม" หรือจะให้พระท่านเป็น "ปัจเจกชน" ทำตามพระธรรมวินัยของพุทธองค์กันแน่ครับ

...

ถ้าเราเอาแนวทางพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติจริงๆ ผู้ที่หวังดีอยากให้พระภิกษุสามเณรมีจริยาวัตร และอาจาระที่ดีขึ้น โดยอยากให้ "มหาเถรสมาคมควรสังคายนาครั้งใหญ่" แค่คิดก็ผิดแล้วครับ ยิ่งถ้าเป็นพระภิกษุพูดก็ยิ่งผิดพระธรรมวินัยแล้ว

เพราะสังคายนาเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ ที่จะทำต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีใครปลอมแปลงคำสอนจากพระพุทธองค์ที่ตรัสสอนไว้ ส่วนมหาเถรสมาคม เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล เป็นคนคิดเพื่อปกครองพระ

สมัยสุโขทัย หรือกรุงศรีอยุธยา ในประวัติศาสตร์ไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดที่ใดว่า กษัตริย์ปกครองพระภิกษุ มีแต่ส่งเสริมยกย่องพระภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติดี หรือมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง โดยคิดคำยกย่องเป็นพิเศษเท่านั้น แถมมีนัยยะว่าถ้าออกบวชแล้ว สามารถคุ้มครองภัยอันตรายไม่ให้ใครมารังแก หรือ ทางบ้านเมืองยกโทษที่มีอยู่ให้ทุกประการ

แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงปกครอง และควบคุมพระภิกษุโดยตรง ซึ่งมีข้าราชบริพาร ทำงานในตำแหน่งสังฆการีคอยสนองงาน ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงคิดรูปแบบการปกครองพระ รศ. ๑๒๑ ให้มีมหาเถรสมาคม เป็นลักษณะสภาที่ปรึกษาของพระองค์เกี่ยวกับกิจการศาสนา และบ้านเมือง แต่พระองค์ท่านก็บริหารปกครองพระโดยตรง

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงอนุญาตให้พระธรรมยุตินิกายปกครองกันเอง แต่คณะสงฆ์เดิมยังขึ้นอยู่กับกรมสังฆการี ต่อมาทางคณะสงฆ์นี้ ขอไปขึ้นกับธรรมยุติดีกว่าให้ฆราวาสมาเป็นผู้บังคับบัญชาพระ

ในยุค พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลในยุคนั้น ออก พรบ. ให้พระมีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้ง มีการแบ่งอำนาจ ๓ ฝ่าย มีฝ่ายบริหาร ตุลาการ และ สภาสงฆ์ โดยมีสังฆมนตรี และสังฆนายกเป็นผู้บริหาร

ต่อมาในสมัย ๒๕๐๕ จอมพลสฤษดิ์ ประกาศ พรบ.สงฆ์ใหม่ ให้กลับไปใช้ในรูปแบบเดิมสมัยรัชกาลที่ ๕ คือ มหาเถรสมาคม แต่ให้พระปกครอง ยกเว้นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่แล้วแต่พระราชอัธยาศัยจะทรงแต่งตั้งพระภิกษุที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปใดก็ได้

หลังยุค ๒๕๑๘ รัฐบาลทุกรัฐบาล ต่างแสดงทางพฤตินัยให้การปกครองของพระ เป็นของสงฆ์โดยตรง รัฐบาลเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกให้ คล้ายการบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยมีข้าราชการกรมการศาสนา เป็นเลขาธิการของคณะสงฆ์ เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

จะเห็นได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับพระภิกษุทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง สมณศักดิ์ เงินเดือน(นิตยภัตร) เป็นเรื่องของ “คน” ผู้มีอำนาจคิดขึ้น ไม่ใช่ “พระภิกษุ” สร้างขึ้น โดยอาจจะมีจุดประสงค์ส่งเสริมยกย่องพระภิกษุที่ทำคุณงามความดีต่อสังคม หรือ อาจจะเอาไว้ควบคุมพระภิกษุ ซึ่งเป็น “หน่วย” หนึ่งของสังคมไทย หรือ อาจจะมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพระภิกษุสงฆ์ก็ได้ ก็แล้วแต่จะคิด

ดังนั้น ถ้าใครคิดว่ามหาเถรสมาคมไม่ดี ไม่จำเป็น ทำให้พระหลงใหล มัวเมาในตำแหน่ง ยศศักดิ์ หรือทำให้พระไม่เป็นพระ ก็ควรยุบไปสิครับ ไม่จำเป็นต้องสังคายนาแต่อย่างใด เพราะมหาเถรสมาคม และสมณศักดิ์ กษัตริย์เป็นผู้คิดขึ้นมา และจอมพลสฤษดิ์เป็นคนนำมาใช้ใหม่

แถมการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ก่อน ๒๕๐๕ เดิมแล้วแต่พระราชอัธยาศัย ต่อมาให้แต่งตั้งจากสมเด็จที่มีพรรษาสูงสุด ก็เกิดปัญหาที่อยากแต่งตั้งสมเด็จพระญาณสังวร เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่มีสมเด็จที่มีพรรรษสูงกว่า ๒ รูป (แต่ดีที่ท่านทั้ง ๒ ขอสละสิทธิ์) จึงเกิดการแก้ไขใหม่โดยรัฐบาลยุคนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะคิดเอาเองว่าพระสมเด็จทางมหานิกายคงไม่มีคุณธรรมดีพอ อาจเสียชีวิตก่อนสมเด็จพระทางธรรมยุติ (ไม่งั้นคงไม่มีผู้ดูถูก เรียกพระสมเด็จทางมหานิกาย เป็นพระขี้เรื้อนหรอก) ให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช จากสมเด็จพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์สูงสุดก่อนรูปใด

ทั้งหมดนี้ พระไม่ได้เรียกร้อง หรือเป็นผู้กำหนดกติกาให้มีแต่ประการใดเลย ท่านบอกแต่เพียงว่า ถ้ายังมีกฎหมายนี้อยู่ ก็ขอให้เป็นไปตามกฏหมายที่พวกคุณเขียนไว้สิ

แต่วันนี้อยากให้พระที่ถูกใจ เป็นสมเด็จพระสังฆราช จะแก้กฎใหม่ ก็น่าเกลียด เพราะแก้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ครั้งนี้ จึงใช้วิธีการจับผิด แล้วโหมประโคมข่าวให้ร้ายป้ายสี เพื่อให้สมเด็จที่มีสมณศักดิ์สูงสุดมีมลทิน จะได้เป็นข้ออ้างในการไม่แต่งตั้ง

....

สรุป : ใครคือคนที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้น พระภิกษุ หรือ คนที่อยากได้พระถูกใจ ????