​จินตนาการ ที่ “ไร้สาระ” ของคนที่ไม่มีประสบการณ์ตรง

ส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นจะต้องเริ่มจากประสบการณ์ตรง ของจริง ชีวิตจริงๆ จึงจะเรียนรู้ได้เร็ว และเป็นจริง ที่ตามหลักธรรมะ ที่ท่านผู้รู้มักจะแนะนำให้เริ่มจากการ “ปฏิบัติ” จนพอเข้าใจแล้ว ก็คือเริ่มมี “ปฏิเวธ” แล้วจึงมาสรุปเป็น “ปริยัติ” คือ คำพูด หรือ ตัวหนังสือเพื่อเป็นการสื่อความหมาย ให้ความเข้าใจที่ตรงกัน ในกลุ่มคนที่อยู่กับความจริง และเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น

จินตนาการ ที่ “ไร้สาระ” ของคนที่ไม่มีประสบการณ์ตรง

****************************

ทุกวันจะมีคนเข้ามาถาม และคุยแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับการใช้ชีวิต และวิธีการทำงานแบบต่างๆ ตามเจตนาของแต่ละคน

ผมพบว่า การพูดคุยซักถาม มีอยู่สองแบบใหญ่ๆ คือ

  • ถามจากผู้มีประสบการณ์ตรง จะชัด เข้าสู่ประเด็น เข้าใจง่าย คุยง่ายและตอบง่าย เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กัน มากกว่าที่จะเป็นการซักถามธรรมดาๆ
  • ถามจากคนที่ไม่มีประสบการณ์ตรง เพียงแค่อาศัยการฟัง การอ่าน การคิด และจินตนาการ หรือจากคนที่กำลังหลงทาง หลงโลก หลงประเด็น จะถามแบบนอกเรื่อง เข้าใจยาก ตอบยาก จับแพะชนแกะ ถามแบบสับสน ถ้าจะตอบตรงๆ ง่ายๆ ก็จะยิ่งสับสน ผมจึงมักไม่ตอบ หรือตอบแบบให้กลับไปคิดใหม่ ถ้าเขาไม่กลับไปคิดดีๆ ชัดๆ เขาคงสรุปง่ายๆ คิดว่าผมเป็นคนบ้าๆบอๆ ถามอย่างตอบอย่าง หรือตอบแบบบ้าๆบอๆ ไม่ตรงกับที่อยากรู้ และมักเลิกถามไปเลย

นี่คือปัญหาของระบบการเรียนรู้ และระบบการศึกษาของคนในสมัยนี้ ที่ส่วนใหญ่จะยังไม่เข้าใจว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นจะต้องเริ่มจากประสบการณ์ตรง ของจริง ชีวิตจริงๆ จึงจะเรียนรู้ได้เร็ว และเป็นจริง ที่ตามหลักธรรมะ ที่ท่านผู้รู้มักจะแนะนำให้เริ่มจากการ “ปฏิบัติ” จนพอเข้าใจแล้ว ก็คือเริ่มมี “ปฏิเวธ” แล้วจึงมาสรุปเป็น “ปริยัติ” คือ คำพูด หรือ ตัวหนังสือเพื่อเป็นการสื่อความหมาย ให้ความเข้าใจที่ตรงกัน ในกลุ่มคนที่อยู่กับความจริง และเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น

การใช้คำพูด หรือท่องจำตัวหนังสือ แล้วก็ “เพ้อฝัน” มาสื่อสาร แลกเปลี่ยนกันในกลุ่มคนที่ไม่มีประสบการณ์ตรง จึงมักเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” และแทบจะไม่มีประโยชน์ และมักจะพากันหลงทางไปเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นระบบการเรียน และการศึกษา (ที่หลงทาง) ในปัจจุบัน

ดังนั้น ใครก็ตามที่หวังจะเรียนรู้ได้เร็ว และถูกต้อง ก็คือ ต้องพัฒนาความรู้โดยการสร้างประสบการณ์ตรง อยู่กับความจริง แบบมีสัมมาทิฏฐิเท่านั้น จึงจะเรียนรู้ได้เร็ว ใช้เวลาของชีวิตที่มีอย่างจำกัด สั้นๆนี้ อย่างคุ้มค่า สมกับเกิดมาแล้วชาติหนึ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (2)

sr
IP: xxx.168.162.108
เขียนเมื่อ 

Now I wonder what the world would be like if Einstein never "imagined" his theories? If Feymann never guessed before finding facts to fit his guess? If the Buddha never went off from the world of direct experience into the world of imagination (now we call dhamma)?

In a mandane world of direct experiences, one lives and dies with "work" (either for self or for someone else). In most exceptional worlds of imagination and dreams, one lives fitting reality to make a wish comes true.

Choose a path. Everyone is allowed to choose her/his own path - and to be responsible for her/his decisions and actions.

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับอาจารย์