​ภาวนาคือชีวิต วิถีชีวิตที่เกื้อกูลชุมชนและสังคม

จนกระทั่งในปี 2555 ได้นำภาวนาคือชีวิตเข้าไปในกิจกรรมด้วย ให้เด็กรู้จักคำว่า ภาวนาที่ไม่ใช่เพียงการสวดมนต์เพียงอย่างเดียว ภาวนาทำได้โดยผ่านศิลปะ เช่นการทำมานดาลา เป็นศิลปะแบบทิเบตเพื่อให้รู้จักดึงสติให้กลับมาอยู่กับตัวเอง หรือการทำมณฑลสมดุล นำเศษไม้ก้อนหินมาจัดวางไป โดยไม่ต้องคิดอะไร ทำแล้วไม่ถูกหรือผิด หรือเมื่อปั่นจักรยานเสร็จก็มาย้อนเล่าความรู้สึกของแต่ละคนว่าเหนื่อยตรงไหน เห็นอะไร รู้สึกอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น ทำบ่อยๆเข้าทำให้เด็กกล้าพูดกล้าแสดงความรู้สึก เพราะข้อจำกัดของเด็กในภาคอีสานบางครั้งเมื่อให้โจทย์การพูดต่อหน้าเพื่อนๆเป็นภาษากล่างจะไม่กล้า

พระอาจารย์ปราโมทย์ มาโมชโช กล่าวถึงภาวนาไว้ว่า คือ การเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้กายลงไป รู้ใจลงไป ดูของจริงในกาย ในใจ นั้นหมายความว่าการพัฒนาจิต ต้องเน้นไปที่การเรียนรู้ตนเองเป็นสำคัญ

การริเริ่มโครงการภาวนาคือชีวิต วิถีชีวิตที่เกื้อกูลชุมชนและสังคม โดยดร.ธรรมนนท์ กิจติเวชกุล จากสถาบันบ่มเพาะจิตสู่การเปลี่ยนสังคม ภายใต้มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสือสารให้สังคมเข้าใจการภาวนาไม่ใช่เพียงการสวดมนต์ หรือเพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่สังคมเข้าใจ

มองว่าการภาวนาคือการดูแลจิตใจของเรา ให้ชีวิตเราไม่ให้วูบวาบแทนทีจะสุขก็สุข แต่เมื่อทุกข์ก็ดิ่งลง แต่การภาวนามีหลักเหมือนสัตว์ที่ถูกล่ามแล้วตอกหลักไว้ เมื่อวิ่งไปจะวิ่งไม่ไกลเพราะมีหลักอยู่ แม้ความคิดจะสั่งให้หนีจากความทุกข์ แต่ถ้าเราทนอยู่กับมันได้อย่างไม่ทรมาน มีความรู้สึกตระหนัก เศร้าก็รู้โกรธก็รู้เราก็จะมีความสุข” พี่นิตย์ หรือดร.ธรรมนนท์ ขยายความเรื่องจิตภาวนา

พี่นิตย์มุ่งหวังให้โครงการภาวนาคือชีวิตเป็นพลังส่งให้กลุ่มที่ทำงานเพื่อสังคม กลุ่มทำงานจิตสาธารณะมีการตระหนักรู้ทุกข์รู้สุข โดยสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้มอบทุนสนับสนุนโครงการนี้ดำเนินงานต่อเนื่องมา 1 ปีครึ่ง มีเป้าหมายมุ่งให้กลุ่มคนที่ทำงานกับชุมชนสร้างวิธีที่จะตระหนักรู้กับปัญหาที่วนเวียนเข้ามา เช่น คนทำงานที่ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม การเสนอเกษตรทางเลือกท่ามกลางเกษตรอุตสาหกรรม เป็นตัวตัดสินใจที่ทำให้ชาวบ้านเลี่ยงยาก ขณะที่คนทำงานก็ท้อถอย การทำงานลักษณะนี้มีทั้งหมด 15 กลุ่ม

การตระหนักรู้ต้องเกิดจากข้างในก่อน ทำให้เราเห็นได้เอง ช่วยดึงพลังออกมาเพราะเราเป็นผู้เลือก เช่นเมื่อเราเติบโตมาในยุคของการกินไก่ทอด พิซซ่า เป็นสรณะรู้สึกว่าอร่อยกว่าไก่ย่าง การกินข้าวมันทรมาน แต่ถ้าเราได้ตระหนักรู้ทำให้เรากินอาหารที่หลากหลายขึ้น หันไปกินมังสวิรัตร กินผักเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะความตระหนักอยู่ข้างใน ตระหนักรู้สูงส่งกว่าความรู้ มันมีความเป็นหัวใจอยู่” พี่นิตย์เปรียบเทียบ

การปฏิบัติภาวนายังคงแก่นสาระที่ใช้ในการพัฒนาคน ที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะในสังคมตะวันตกที่ใช้การภาวนามารับมือสุขภาพ (ทั้งกายและจิต) ดังจะเห็นได้จาก จอน คา บาทซิน (Jon Kabat-Zinn)พัฒนากระบวนการที่เรียกว่า “การใช้สติเพื่อลดความเครียด” หรือจอนห์ แมคคอนเนล ได้ใช้การเจริญสติภาวนากับงานสันติวิธีมาอย่างต่อเนื่อง และได้เผยแพร่หนังสือที่ได้รับการแปลเป็นไทยว่า คลายเครียดด้วยลมหายใจ

ดร.ธรรมนันท์ บอกว่า การเริ่มต้นกิจกรรมภาวนาคือชีวิตฯ เริ่มจากสุขภาพ อาทิ นำเอาธรรมชาติบำบัดของหมดเขียวเข้ามาดูแลกายและใจ นอกจากนั้นยังเน้นการเจริญสติภาวนาทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ ตั้งแต่การเดินและเคลื่อนไหว 14 จังหวะตามแนวทางหลวงพ่อเทียน การใช้จิตตลีลา (ยูริทมี่) โยคะ การวาดภาพระบายสีมานดาลา การเคลื่อนไหวประกอบดนตรีตามแนนีโอฮิวแมทิส เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้และมีประสบการณ์ในการเจริญสติภาวนา จนตระหนักว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิต

สราวุฒิ พลตื้ หรือ “ครูตู้” จากโรงเรียนหัวหินวัฒนาลัย อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ผู้บุกเบิกครงการจักรยานคุณธรรม ตั้งแต่ปี 2551 ได้เข้าร่วมโครงการภาวนาคือชีวิต เล่าว่าได้รวมกลุ่มเด็กมัธยม จ.กาฬสินธุ์ ที่มีจิตอาสาทำโครงงานขึ้นมา โดยเอาจักรยานเป็นตัวตั้ง พร้อมตั้งโจทย์ว่าเมื่อปั่นจักรยานไปยังสถานที่ต่างๆจะเกิดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดวัดในพื้นที่ โดยเน้นปั่นในพื้นที่ชุมชน ให้เด็กได้เห็นสภาพของท้องถิ่นเพราะบางคน โดยจักรยานที่ใช้เป็นจักรยานมือ 2 ของญี่ปุ่น ซึ่งแรกเริ่มเป็นจักรยานของครูตู้ ต่อมาเมื่อคนเริ่มเห็นกิจกรรมก็บริจาคมา นอกจากจะใช้เวลาเสาร์อาทิตย์ปั่นในย่านชุมชน บางครั้งอาจออกไปนอกชุมชน โดยใช้รถสิบล้อขนจักรยานไป ค้างคืนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม

ครูตู้บอกว่า จักรยานให้ประสบการณ์กับเด็กมาก ที่สำคัญคือ เขาได้รู้วิธีที่จะซ่อมแซมจักรยาน ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของท้องถิ่นที่เขาอยู่ ซึ่งเส้นทางปั่นจะเน้นให้ปั่นแบบวงกลมเพื่อให้เด็กได้ความรู้สึกตื่นเต้น ระยะทางการปั่นแต่ะละครั้งราว 20 กม.

จนกระทั่งในปี 2555 ได้นำภาวนาคือชีวิตเข้าไปในกิจกรรมด้วย ให้เด็กรู้จักคำว่า ภาวนาที่ไม่ใช่เพียงการสวดมนต์เพียงอย่างเดียว ภาวนาทำได้โดยผ่านศิลปะ เช่น การทำมานดาลา เป็นศิลปะแบบทิเบตเพื่อให้รู้จักดึงสติให้กลับมาอยู่กับตัวเอง หรือการทำมณฑลสมดุล นำเศษไม้ก้อนหินมาจัดวางไป โดยไม่ต้องคิดอะไร ทำแล้วไม่ถูกหรือผิด หรือเมื่อปั่นจักรยานเสร็จก็มาย้อนเล่าความรู้สึกของแต่ละคนว่าเหนื่อยตรงไหน เห็นอะไร รู้สึกอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น ทำบ่อยๆเข้าทำให้เด็กกล้าพูดกล้าแสดงความรู้สึก เพราะข้อจำกัดของเด็กในภาคอีสานบางครั้งเมื่อให้โจทย์การพูดต่อหน้าเพื่อนๆเป็นภาษากล่างจะไม่กล้า

กิจกรรมของเราจะไม่แตะเรื่องการเรียนของเขาแต่จะเพิ่มทักษะการพูด การเขียน การฟังอย่างตั้งใจ การกล้าแสดงออกเพื่อนำไปรับไปใช้ในการเรียนของเขา เคยมีเด็กบางคนเกเรแต่เขาก็สามารถเข้าไปเรียนในอุดมศึกษาได้เมื่อมาทำกิจกรรมกับเรา” ครูตู้เล่า พร้อมบอกว่า มีเด็กบางคนที่มาร่วมกิจกรรมแม้เรียนในระดับมัธยมศึกษาแต่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่เมื่อได้ผ่านกระบวนการที่เราทำทำให้เขามีความพยายามที่จะไปฝึกฝนตอนนี้เขาก็สามารถอ่านออกเขียนได้

พลังแห่งภาวนานั่นก่อให้เกิดความมหัศจรรย์ให้กับชีวิตได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)