เรื่องสั้นผันใจ เรื่อง "คำที่ไปไม่ถึงสวรรค์"

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โดย สมตา

“จีน ช่วยหยิบคีมฟันบนให้ผมหน่อย”

เสียงสามีทำให้เท้าทั้งสองของฉันที่ตรึงอยู่กับพื้นขยับเขยื้อน

ฉันไม่ชอบเวลาอย่างนี้เลย เวลาที่ผู้ช่วยทันตแพทย์ลาออกโดยไม่บอกกล่าว ทำให้ฉันที่ทำหน้าที่คอยต้อนรับคนไข้ ซักประวัติ จ่ายยา รับค่ารักษาที่หน้าเคาน์เตอร์อยู่แล้ว ต้องมาทำงานผู้ช่วยเพิ่มเป็นการทำควบสองงานอย่างในเวลานี้

“เฮ้อ น่าจะบอกกันล่วงหน้าสักนิดนะ”

ฉันบ่นในใจเมื่อนึกขึ้นถึงธิดา อดีตผู้ช่วยของสามี ที่เอ่ยปากขอจากไปทันทีหลังจากที่ได้รับเงินเดือนเดือนล่าสุด

หลังจากส่งคีมถอนฟันให้สามี ฉันก็มองคนไข้ที่นอนอยู่บนเก้าอี้ทำฟันด้วยความสงสาร ทำไมนะ ชายคนนี้ถึงไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองบ้าง ปล่อยให้อ้วนได้ขนาดนี้ แล้วฉันก็นึกสงสัย ว่าการใช้ชีวิตของเขาจะยากเย็นขนาดไหน เพราะแค่ที่เขาเดินจากที่นั่งคอยของคนไข้เข้ามาในห้องทำฟันแล้วหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ ก็ทำได้อย่างยากลำบากแล้ว

จากการที่ฉันซักประวัติทำให้ทราบว่าเขาอายุเพียงสี่สิบสี่ ผู้ชายอายุขนาดนี้น่าจะสนุกกับการสร้างฐานะของครอบครัว มีลูกที่ใกล้จะจบการศึกษา มีความสุขกับแววแห่งความรุ่งโรจน์ในอาชีพที่กำลังทอประกายออกมา หากเขาใส่ใจดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เขาน่าจะมีความสุขกับชีวิตได้มากกว่านี้

“ดูสิ ตัวใหญ่จนล้นเก้าอี้”

ฉันค่อนไป ทำงานของตนไป

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาฉันจึงปรายตาไปดูป้ายรับสมัครพนักงานที่ติดอยู่บนบานประตูกระจกหน้าร้าน ด้วยความหวังว่าจะมีหญิงสาวที่กำลังมองหางานทำสักคนเห็นและผลักประตูบานนั้นเข้ามาสอบถาม และขณะที่กำลังจ่ายยาแก้ปวดให้แก่ชายที่เพิ่งลุกจากเก่าอี้ทำฟันอย่างทุลักทุเลนั้น ฉันก็อดนึกถึงภาพอาการกลัวที่เขาแสดงออกจนอดค่อนในใจไม่ได้

“จะกลัวอะไรขนาดนั้น”

ความกลัวทำให้งานถอนฟันง่ายๆกลายเป็นงานยากเนื่องจากเขาคอยจับตาดูหมอ คอยขยับตัวหนี คอยร้องอ๊าอี๊ ทุกครั้งที่เห็นเครื่องมือถูกส่งเข้าปาก

และเพราะความกลัวของเขานี่เอง ทำให้ชีวิตใครต่อใครอีกหลายคน เป็นเรื่องยาก ในเวลาต่อมา

“จีน”

สามีฉันเรียกอย่างแผ่วเบาหลังจากมาวางหูโทรศัพท์ที่เสียงจากปลายสายระบุว่าจะพูดกับหมอลงกับแคร่

สีหน้าของเขาทำให้ฉันต้องเดินเข้าไปหาและกุมมือที่ด้านเพราะการกำคีมนั้นไว้

“จีน”

อีกมือของเขาบีบสองมือที่กุมอยู่อย่างหนักหน่วง

ฉันผงกศีรษะเบาๆ มองที่ในดวงตาเขา ราวกับจะชักชวนคำพูดที่ค้างอยู่ในใจให้หลั่งไหลผ่านริมฝีปากออกมา

“เขาตายแล้ว”

ดวงตาฉันเบิกกว้าง

เขาไหน ใคร กัน

ฉันนึกในใจ

“คนไข้อ้วนๆตอนบ่าย”

สามีตอบหลังเห็นกิริยานั้นของฉัน

“กลับไปถึงบ้านได้ไม่กี่ชั่วโมง”

เขาหยุดสูดลมหายใจเข่ายาว

“ก็ตาย”

ก่อนจะระบายออกมาพร้อมกับคำพูดสั้น

“ทำไมคะ”

ฉันถาม

ขณะจูงเขาไปนั่งด้วยกันที่โซฟา

“หัวใจล้มเหลว”

“เป็นไปไม่ได้”

ฉันรีบค้าน

“ก็ตอนซักประวัติ เขาบอกว่าไม่มีโรคประจำตัวนี่คะ”

สามีฉันซุกหน้าลงกับฝ่ามือ

“เขาไม่รู้ตัว ไม่เคยเช็คสุขภาพ พอกลับไป ภรรยาเขาเห็นเขามือเขียว ชัก เลยพาส่งโรงพยาบาล ถึงได้รู้ว่าเขากล้ามเนื้อหัวใจตาย”

“แล้วเขาไม่มีอาการก่อนหน้านี้เลยหรือคะ”

ฉันสงสัย

“ผมไม่รู้ ภรรยาเขาโทรมาต่อว่าผม ว่าต่อไปนี้เขาจะอยู่ยังไง เขาเป็นแม่บ้านมาตลอด ไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เขาจะเป็นยังไง ผมทำสามีเขาช็อค จนต้องตายต่อหน้าเขาได้ยังไง”

“อะไรนะ”

ฉันร้องเสียงสูง

“มาว่าหมออย่างนี้ได้ยังไง เขาตายเพราะโรคหัวใจต่างหาก ไม่ใช่เพราะการทำงานของหมอ”

สามีฉันโบกมือเป็นการปรามเบาๆราวกับจะบอกฉันว่าให้พยายามระงับความพลุ่งพล่าน

“เขากลัวมากจนเครียด ผมเห็นอาการของเขาตั้งแต่ตอนจะให้ยาชา เขาอ้วนขนาดนั้น ผมน่าจะสังหรณ์ว่าต้องมีโรคประจำตัวบ้าง ทำไมนะ ผมถึงไม่เฉลียวใจ”

เขาเงยหน้าขึ้น ความหดหู่ครอบคลุมอยู่เต็มทั้งสองตา แล้วก็เริ่มอธิบายช้าๆ

“ชีวิตการทำงานในอาชีพหมอนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้าย เราไม่รู้เลยว่ามันจะขาดลงเมื่อไหร่ สังคมจะชื่นชมเรา จะยกย่องเรา ตราบเท่าที่เรายังสามารถปลดเปลื้องทุกข์ให้เขาได้ ตราบเท่าที่เรายังไม่พลาด แต่สังคมจะไม่ให้อภัยกับความผิดพลาดนั้นเลย ผิดขึ้นมาแค่ครั้งเดียว ความไว้ใจที่หมอเคยได้รับ ที่หมอสั่งสมมาตลอดก็พังทลายและยากที่จะกอบกู้ เพราะมันอาจจะหมายถึงชีวิตคนชีวิตหนึ่งที่ต้องสูญเสียไป”

ฉันจ้องลงไปในดวงตานั้นอย่างที่ต้องการจะบอกให้เขาตระหนักถึงความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง

“แล้วหมอไม่ใช่คนหรือคะ ไม่ใช่คนที่เหนื่อยล้าได้ ผิดพลาดได้หรือคะ”

ศีรษะของเขาส่ายแทนการปฏิเสธไปมา ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาไม่สามารถเพราะยอมรับความจริงที่ฉันบอกได้ หรือเพราะไม่สามารถสลัดความรู้สึกผิดออกไปจากใจได้กันแน่

ร่างคู้ค้อมจึงถูกดึงเข้ามาในอ้อมแขนเพื่อแบ่งเบาความรู้สึก

และบอกเบาๆ

“ ไม่ใช่ความผิดของหมอหรอกค่ะ”

พร้อมกับที่ใช้พวงแก้มถูไถไปกับหน้าผากที่เปียกชื้น

“ไม่ใช่ความผิดของหมอ”

...............

โทรศัพท์ในโถงต้อนรับดังขึ้นแทบจะทุกนาทีในวันต่อมา แทบทุกสายล้วนอยากได้ความจริงที่ว่า หมอทำคนไข้ตายจริงหรือไม่ ฉันอยากจะตะโกนใส่กระบอกโทรศัพท์ไปถึงคนที่อยู่อีกปลายสายว่าทำไมไม่คิดกันบ้าง แค่การถอนฟันจะทำให้คนถึงกับตายได้ไปอย่างไร คนเป็นโรคหัวใจได้ตายไปแล้ว แต่คนที่กำลังจะช้ำใจตายเพราะคำพิพากษาของพวกคุณ คือสามีฉัน คือหมอที่พวกคุณเคยไว้ใจนี่แหละ

การถามไถ่ยิ่งทำสภาพจิตใจผู้ถูกถามถึงแย่ลงกว่าเดิม แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือการชี้ชวนกันดูของหมู่คนในช่วงที่เราทั้งสองเดินออกไปนอกร้านเพื่อหาอะไรทานเป็นอาหารกลางวัน

“สังคมต่างจังหวัดมันแคบ”

ชายร่างสมส่วนที่นั่งตรงหน้าฉันเอ่ยขณะรวบช้อนส้อมหลังจากที่ตักอาหารเข้าปากได้แค่ไม่กี่คำ

“มีอะไรนิดหน่อยก็รู้กันทั่ว”

เขาวางช้อนส้อมที่ส่วนหนึ่งของจาน แล้วจึงประสานกันหลวมๆบนโต๊ะ

“ผมกลัวแต่จะทำให้คุณพลอยลำบากใจไปด้วย”

หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ฉันเอื้อมไปกุมมือที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างตั้งใจจะบอกความในใจว่า ไม่ว่าเขาจะลำบากใจด้วยเรื่องอะไร หากฉันมีส่วนร่วมในการแก้ไขด้วยไม่ได้ ฉันจะไม่มีวันเป็นอีกเหตุให้เขายิ่งลำบากใจเพราะเรื่องนั้นๆมากยิ่งขึ้น

ตลอดทางเดินในการกลับคลินิกของเรา มีแต่สายตาลอบมอง การหลบตา การหลีกทางให้ราวกับเราเป็นเชื้ออะไรสักอย่าง

ดูเถอะ ความผิดหนึ่งครั้ง ทำให้ผู้ที่ผู้คนศรัทธากลายเป็นอสูรร้ายไปแล้ว

“เฮ้ย ดูซีวะ ทำคนตายแล้วยังเดินเฉยอยู่ได้”

เสียงที่ลอยมากระทบหูทำให้เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าคลินิกชะงัก

ฉันขบฟันแน่นขณะคิด

“ ชายคนนี้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงต่อว่าเราด้วยความโกรธ แต่เราที่รู้ความเป็นไป ไม่ควรโกรธตอบเขา”

เป็นการสอนตัวเองในใจ ก่อนจะหันไปพูดกับชายเจ้าของเสียงด้วยอาการของคนที่ข่มกลั้นความรู้สึกอย่างเต็มที่

“ต้องใช้เขาตายตามใช่มั๊ยคะ ถึงจะเรียกว่าชดใช้สาสม”

มือแข็งแรงของคนที่ยืนใกล้ๆรีบไขกุญแจบานประตูคลินิก รีบเปิด แล้วรีบลากฉันเข้าภายในอาคารก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามจนไปกันใหญ่ หลังจากที่ประตูหน้าคลินิกปิดลง มือนั้นก็บีบไหล่ฉันอย่างหนักแน่น

เนิ่นนาน

นาน

“ผมขอตัวไปพักก่อนนะ”

ก่อนจะบอกความต้องการด้วยเสียงแผ่วๆ

เจ้าของเสียงค่อยๆหมุนตัวไป หันหลังให้ แล้วค่อยๆเดินไปขึ้นบันไดไปสู่ชั้นบนช้าๆ

ฉันมองตามร่างสูงใหญ่จนลับเหลี่ยมบันได เวลาอย่างนี้ การได้อยู่ตามลำพังคงจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

ตลอดเวลาของช่วงบ่าย ไม่มีใครเปิดประตูคลินิกเพื่อเข้ามารับการรักษาจากหมอเลย ฉันจึงนั่งเงียบๆแต่เพียงลำพังอย่างคนที่ไฟสุมอก ห่วงคนที่พักอยู่บนตัวอาคารที่เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานก็ห่วง ห่วงการเฝ้าหน้าคลินิกก็ห่วง จนได้เวลาเลิกงาน หลังจากที่ปิดประตุทุกบานแล้วนั่นแหละ ฉันจึงรีบขึ้นบันไดไปหาผู้ที่ฉันตัดสินใจร่วมชีวิตด้วยอย่างเร่งรีบ

แต่เมื่อจะเปิดประตูห้องนอน ฉันก็ต้องแปลกใจที่ไม่สามารถเปิดได้ในทันทีเหมือนทุกวัน

หรือผู้อยู่หลังบานประตูนั้นไม่อยากให้ใครรบกวน

“เอ”

ฉันลังเล

เมื่อคิดขึ้นได้ว่า เขาอยู่คนเดียวตั้งแต่บ่าย เจ็ดชั่วโมงดูจะนานเกินไปสำหรับการขังตัวเองอย่างเดียวดาย

“หมอคะ”

จึงเคาะประตูขณะส่งเสียงเรียก

เงียบ

“หมอคะ”

ยังไม่มีเสียงตอบแต่อย่างใด

ข้อนิ้วฉันจึงระดมใส่บานประตูไม้แรงขึ้น เสียงที่ส่งเรียกก็ดังยิ่งขึ้น

แต่ความเงียบยังคงตอบรับ

“หมอ”

เสียงที่ส่งเรียกเริ่มสั่น ใจก็พลิ้วไหวขึ้นไม่แพ้กัน ถ้าเขายังอยู่ในสภาพปกติ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้ยินทั้งเสียงคนเรียกทั้งเสียงเคาะไม้ที่ดังสนั่นออกอย่างนี้ ฉันควานหากุญแจห้องจากกระเป๋าถืออย่างร้อนรน ลูกกุญแจถูกสอดเข้าในช่องไขด้วยความยากลำบากเพราะมือที่จับลูกกุญแจสั่นเทาจนต้องใช้อีกมือช่วยประคอง

โอ สวรรค์ หากหลังประตูไม้บานนี้คือร่างที่เย็นเยียบเหยียดยาว หากเขาไม่ขยับแม้จะเฝ้าเขย่า หากเปลือกตาไม่เผยอขึ้นมองตอบ หากริมฝีปากผากแห้ง ไม่มีเสียงใดๆส่งออกมาล่ะ ฉันจะทำยังไง

แว่บนั้น ฉันคิดถึงภรรยาคนไข้ ความรู้สึกของเธอตอนรู้ว่าสามีตายอาจไม่ต่างจากฉันในตอนนี้

พลัน ฉันก็รู้สึกเห็นใจเธอขึ้นมาทันที

ตอนที่ฉันรับรู้คำต่อว่าของเธอฉันยังไม่ได้ใส่ใจความเดือดร้อนของเธอเท่าไรนักเพราะมัวแต่คิดถึงความเสียหายของคนใกล้เคียงตนเอง มาถึงเวลานี้ เวลาที่ต้องประสบกับเหตุการณ์คล้ายๆกันอย่างนี้ ฉันจึงคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของเธอได้ดี

กุญแจก็ถูกไขจนได้ ประตูไม้บานใหญ่ถูกกระชากออกอย่างแรงจนเปิดออกกว้าง ขณะที่ฉันกำลังจะถลาเข้าสู่ภายใน สายตาก็ปะทะกับร่างสูงใหญ่ที่ยืนประจันหน้า

ใบหน้านั้นซูบซีดเหมือนศพ แต่ฉันกลับบอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจที่เห็นสามีอยู่ในสภาพอย่างนี้

โอ สวรรค์ ขอบคุณที่เขายังอยู่

“ขอบคุณสวรรค์”

ฉันพูดขณะผวาเข้ากอดลำตัวนั้นไว้แน่น แนบใบหน้าลงกับกลางอกพลางระล่ำคำ

“ขอบคุณสวรรค์”

ถึงแม้จะไม่มีอาการตอบรับใดๆ แต่ฉันกลับดีใจอย่างบอกไม่ถูก จึงได้แต่พร่ำขณะเกลือกกลิ้งใบหน้าไปกับกลางอกนั้น

“ขอบคุณสวรรค์”

แล้วเราทั้งสองก็พากันเงียบราวกับจะถ่ายเทความพลุ่งพล่านและความราบเรียบเข้าสู่กันและกัน

“คุณคิดว่าผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยชีวิตใช่มั๊ย”

เสียงแผ่วๆทำลายความเงียบขึ้น

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ปล่อยหยาดน้ำให้รินไหลจากดวงตา

“ผมคงคิดอย่างนั้น หากคุณไม่เตือนสติเอาไว้ก่อน”

ฉันช้อนสายตาขึ้นมอง ดวงหน้าของเขาดูเลือนพร่าเพราะรื้นน้ำตาที่เอ่อขัง

“ถูกแล้ว ผมเป็นคนที่รู้ร้อนรู้หนาว รู้จักพลั้งเผลอ รู้จักทำผิด คำว่าหมอที่ทุกคนเรียกผมไม่ได้ทำให้ผมเป็นคนเหนือคน แต่คือคำที่คอยย้ำเตือนไม่ให้ผมลดความระมัดระวังเพื่อจะพลาดพลั้งให้น้อยที่สุด”

สองมือของเขาค่อยๆสอดลอดวงแขนที่โอบ มาโอบกอดร่างกายที่ไหวไปมาด้วยแรงสะอื้นตรงหน้า

“ผู้ชายคนนั้น ถ้าเขารู้จักดูแลตัวเองบ้าง ถ้าเขารู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจ ถ้าเขาทำตามคำแนะนำของหมอ ต่อให้เครียดขนาดไหน ก็ไม่ควรจะเกิดอาการจนแก้ไขไม่ได้อย่างนั้น ส่วนผมเอง ผมคงทำงานเล็กๆน้อย งานที่ไม่สร้างความกังวล ให้เขาไปก่อน ค่อยๆทำไปเรื่อยๆจนเขาไว้ใจผม แล้วค่อยนัดมาถอนหลังจากที่เขาคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆดีแล้ว”

“ขอบคุณสวรรค์”

ฉันยังคงพร่ำ ยังคงย้ำคำเดิม

“ถ้าผมจะขอบคุณ คำคำนี้คงไปไม่ถึงสวรรค์หรอก จีน คงอยู่แค่ที่คุณ”

ฉันรู้สึกถึงอ้อมแขนของเขาที่รัดแน่นขึ้น

“เพราะคนที่ทำให้ผมคิดได้คือคุณ จีน”

พร้อมๆกับศีรษะก็ถูกกดอย่างหนักหน่วงด้วยใบหน้าของผู้ตัวสูงกว่า

“ไม่ใช่สวรรค์ที่เกือบเปิดประตูต้อนรับ”

พร้อมกับที่หูก็ได้ยินคำพร่ำซ้ำๆ

“ไม่ใช่สวรรค์”

และอ้อมแขนที่ยิ่งรัดแน่นขึ้น แน่นขึ้น

“ไม่ใช่สวรรค์”

.......................

เรื่องสั้นเรื่องนี้ปรับปรุงจากเรื่องที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Variety ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2540

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 


มองว่า การนำงานเก่ามาปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำเสนอใหม่ นอกจากจะทำให้เรื่องราวเกิดประโยชน์มากขึ้นแล้ว เมื่อสังเกตถึงถ้อยคำของตัวละคร และบางส่วนของเนื้อเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไป ยังทำให้เห็นพัฒนาการในหลายๆด้านของตัวผู้เขียนได้อีกด้วย

เช่น พัฒนาการด้านการใช้ภาษา ด้านการหาเหตุผล ด้านการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ

และที่สำคัญที่สุด คือด้านการพัฒนาด้านการจัดการอารมณ์ค่ะ

ก็ คนเราก็ต้องมีการพัฒนาซี นะคะ

เขียนเมื่อ 

An excellent reminder of what situations where 'all is right' but 'all is wrong'!

Thank you.

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ

วัตถุประสงค์ของเรื่องสั้นเรื่องนี้คือการน้อมเอาคำสอนของยอดแห่งสัตบุรุษเข้ามาในตน มาสอนตน เพื่อการค่อยๆเปลี่ยนกระบวนการคิด วิถีทางของจิต อันจะค่อยๆส่งผลออกมาสู่การกระทำทางกายวาจาค่ะ

เขียนเมื่อ 

ให้ดอกไม้ไว้ก่อน จะมาอ่านใหม่นะครับ ขอบคุณครับ