เรื่องสั้นผันใจ เรื่อง "ใจไม่เจ"

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โดย สมตา

เสียงตะหลิวที่เสียดสีกับกระทะ กระทบดังเป็นจังหวะก้องดังกังวานไปทั่วห้องครัว กลิ่นอาหารที่พร้อมเครื่องปรุงรวมทั้งม่านควันโชยฟุ้ง ผสานกับ ใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไหลย้อยตามทางร่องหลืบของใบหน้า

หัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ยามที่ต้องตั้งใจตักอาหารที่ปรุงผัดเสร็จลงไปในถาดโลหะที่เตรียมไว้รองรับ เพื่อไม่ให้หกเลอะเทอะ

เจ๊เอี่ยมทรุดกายนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน บนเก้าอี้ภายในครัว หลังจากที่เด็กรับใช้ยกเอาถาดอาหารออกไปด้านนอกแล้ว

การเหนื่อยล้าทางกายไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ๊เอี่ยมนั่งถอนใจเหมือนคนหมดแรง เพราะชีวิตของเจ๊เอี่ยมลำบากมามาก กว่าจะมีร้านรวงที่เป็นหลักฐานของตนเองก็ฝ่าฟันมาหลายสิบปี

แต่เพราะหลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการกินเจมาแล้ว ลูกค้าที่มาอุดหนุนที่ร้านน้อยลงอย่างน่าใจหาย รายได้จากการขายอาหารเจเพียง สิบกว่าวันที่ผ่านมา เท่ากับรายได้ปกติถึงสามสี่เดือน

แม้ว่า ร้านของเจ๊เอี่ยม จะเป็นเพียงร้านเดียวในย่านนี้ที่ ขายอาหารเจ ตลอดปี ซึ่งในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลกินเจ ก็เป็นอาหารมังสวิรัติ เพียงแต่ช่วงที่กินเจ แกก็เพียงปักธงเหลืองมีตัวอักษรที่เขียนว่า เจ บนถาดอาหารเท่านั้น และเพิ่มเมนูที่ยอดนิยมเช่น ผัดหมี่เจ พะโล้หมี่กึงที่รูปร่างทำเหมือนไส้หมู เผือกทอด ไช้เท้าทอด เต้าหู้ทอด ซึ่งคนนิยมรับประทานกันมาก

ผักสดเสียอีก ที่กลับขายไม่ค่อยได้เพราะไม่มีใครกินกัน ช่วงเทศกาลกินเจ เจ๊จึงต้องจ้างคนงานเพิ่มขึ้นอีกหลายคน เพื่อรับมือกับลูกค้าที่มาทานอาหารเจตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่น แกเองก็สงสัยว่าคนที่ไม่เคยทานอาหารรอบดึก ก็แวะมาทานอาหารเจบางครั้ง สี่ห้าทุ่มก็ยังมา

ถ้าจะว่าไปก็เป็นการดีในช่วงเทศกาลนี้ ทำให้เงินสะพัด มีการจ้างงานเพิ่ม คนที่ตกงานยังพอมีรายได้อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง

“เจ๊ แตกแบงค์หน่อย”

เสียงตะโกนของเด็กหน้าร้าน ทำให้ต้องลุกขึ้นเอามือควานหาแบงค์ย่อยในกระเป๋า

วันนี้ลูกค้ายังน้อยเหมือนเคย กับข้าวที่ทำเอาไว้ขาย เหลือทุกวัน จะทำน้อยเพราะเสียดายที่ต้องทิ้ง ก็ทำไม่ได้ เพราะเมื่อวางหน้าร้านของมันน้อย มันดูไม่ดี ยิ่งทำให้แย่หนักไปกว่าเดิม

ยามที่ว่าง ก็อดฟุ้งซ่านไม่ได้ ชวนให้นึกถึงช่วงที่ขายดิบขายดี นับเงินแทบไม่ทัน

“อ้าว เฮียเม้ง มื้อนี้เอาอะไรดี “

เจ๊เอี่ยมเอ่ยทักลูกค้า ขาประจำช่วงกินเจ ที่มาวันละหลายรอบ

“เอาพะโล้ และก็เผือกทอด เอาแบบกรอบๆเลยนะ”

เสียงเฮียเม้งตอบกลับด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

พร้อมกับพาร่างที่อ้วนท้วน หย่อนก้นบนเก้าอี้หน้าร้าน วันนี้แกมาทานที่ร้านนี้ เป็นครั้งที่ สี่แล้ว นี่คือมื้อดึก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลกินเจ แกไม่เคยย่างกรายมาเลย

“วันนี้ มากินบุญ ตั้งสี่รอบแล้วนะ เฮีย” เสียงเจ๊เอี่ยมชวนสนทนา

“ฮ่า ฮ่า ช่วงนี้ได้ล้างท้องหน่อย ได้สุขภาพด้วย แถมได้บุญอีกต่างหาก ก็เลยต้องตุนบุญเอาไว้”

“เฮีย เป็นคนใจบุญจริงๆ”

เจ๊เอี่ยมถือโอกาสใส่ลูกยอ เข้าไปด้วย

แกนึกในใจ เออ เราขายบุญด้วยนะเนี่ย นึกพลางก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นึกถึงธนบัตรที่จะไหลเข้ากระเป๋าตนเอง ก็อดสุขใจไม่ได้

“เจ๊ ลูกค้าถามว่า วันนี้ มีจับฉ่ายไม๊”

เสียงตะโกนแทรกขึ้นมาจากหน้าร้าน ทำให้เจ๊สะดุ้งตื่นจากฝันหวาน

“ไม่มี ไม่ได้ทำ “

เจ๊ตะโกนสวนออกไป ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด นึกในใจ ที่มีก็ไม่ซื้อ จะซื้อแต่ที่ไม่มี เรื่องมากนัก

“เสียอารมณ์” แกสบถเบาๆ

อารมณ์เสียที่แทรกเข้ามาทำให้ แกนึกไปถึง เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ในช่วงกินเจวันหนึ่ง

วันนั้นเป็นช่วงกลางวัน เป็นวันที่ดูวุ่นวายมาก ถนนหน้าร้านคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ที่พากัน เบียดเสียดหาที่จอด เพื่อที่จะหาอาหาร เจ ทานกัน สภาพไม่ต่างอะไรกับการแจก อาหารฟรี ทั้งที่ช่วงนี้ เจ็เอี่ยมคิดราคาอาหารแพงกว่าปกติหลายเท่า

เสียงแตรที่ดัง เสียงตะโกนสั่งอาหาร เสียงตะโกนให้เก็บเงิน กลิ่นไอของน้ำมันทั้งที่อยู่ในกระทะ และที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ ผู้คนที่นุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาว กับสีอื่นบ้างประปรายเบียดเสียดยัดเยียด เต็มหน้าร้าน ทั้งหมดนี้ประกอบเป็นบรรยากาศที่พิสดารพันลึก

“โต๊ะนั้นว่างแล้ว รีบเข้าไป จองก่อน “

เสียงตะโกนร้อนรนดังจากปากชายวัยกลางคน ที่ดังจากภายในรถ หลังจากที่เปิดประตูรถให้ภรรยาและลูกอีกคน ลงมาก่อน เพราะรถตนเองกำลังขวางทางคันอื่น ที่กำลังบีบแตรไล่

“รอเค้า เก็บโต๊ะก่อน “เสียงผู้หญิงที่มาด้วยกันดังขึ้น

“ปัดโธ่ บอกว่าให้ไปยืนจองก่อน พูดไม่รู้เรื่อง” เสียงดังจากชายที่ขับรถดังขึ้นก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกเพื่อหาที่จอดอย่างกราดเกรี้ยว

“รีบไปเก็บโต๊ะก่อน เร้ว” เจ๊เอี่ยมตะโกนสั่งลูกน้อง ในขณะที่สองมือง่วนอยู่กับการตักอาหาร

เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ก็มีเสียงดังขึ้น ที่โต๊ะหนึ่งใกล้ประตู ภาพคนใส่ชุดขาวกลุ่มหนึ่งกำลังยืนโต้เถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเคร่ง ต่างอ้างสิทธิ์ที่ตนเห็นโต๊ะที่ว่างก่อน

ชายคนขับรถ ที่บอกภรรยาตนเองให้มาจองโต๊ะ กับชายอีกคนที่มากับแม่ของตน ต่างไม่ลดราวาศอก

“เอาละ เอาละ ใจเย็นๆ เดี๋ยวจัดที่นั่งให้จ้า ไม่ต้องทะเลาะกัน” เจ็เอี่ยมเข้ามาไกล่เกลี่ยก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่โต

“ต่างคนต่างมากินบุญกัน น้า รับรองเดี๋ยวเจ๊จัดให้ครบทุกคน ไม่ต้องแย่งบุญกันจ้า”

นี่คือสภาพที่ ต้องเผชิญ ในระยะเวลา สิบกว่าวัน ที่แสนจะเหนื่อยกาย ยามที่นั่งคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น เจ๊เอี่ยมยังไม่หายสงสัยว่า ลูกค้าสองเจ้านั้น จะได้บุญไปหรือเปล่า เพราะแกไปวัด ก็เคยได้ยินพระสอนว่า บุญเป็นชื่อหนึ่งของความสุข วันนั้นดูยังไงทั้งสองฝ่ายไม่น่าจะมีความสุขกัน

“เจ๊ น้าลออ ถามหาแน่ะ”

เสียงเรียกของเด็ก ดึงเอาความคิดที่ล่องลอยของเจ๊ กลับสู่ปัจจุบันอีกครั้ง

“เออ รู้แล้ว เดี๋ยวออกไป”

น้าลออ หญิงกลางคนที่ยังโสด อายุน้อยกว่าแกหลายปี เป็นลูกค้าเก่าแก่ ที่อุดหนุนแกมานานมาก ตัวเจ็เอี่ยมเองก็สนิทสนมคุ้นเคยกับคุณแม่ ของคุณลออ บ้านนี้มาซื้ออาหารจากแกบ่อยๆ

“อ้าว สบายดีหรือ ไม่ได้มาตั้งหลายวัน เป็นไงบ้าง” เจ๊เอี่ยมร้องทัก

“ก็สบายดีจ้า พอดี ติดช่วงกินเจ เห็นคุณพี่ ยุ่งมาก ลูกค้าเยอะเหลือเกิน เลยไม่ได้มาอุดหนุน”

“โถ แม่คุณ ทำไมไม่มาเล่า คนเยอะแค่ไหน สำหรับลออ เจ๊ยินดีบริการเสมอ ว่าแต่ว่า ช่วงนั้นคุณแม่เอาอะไรทาน”

เจ๊ถามขึ้นด้วยความห่วงใย เพราะที่ร้านเจ๊เอี่ยม นอกจากมีข้าวเจ้าธรรมดาแล้ว แกยังมีข้าวกล้องบริการด้วย

“ก็แล้วแต่สะดวกจ้า เพียงแต่คุณแม่ไม่ได้ทานข้าวกล้อง แกก็ท้องผูก ถ่ายยากอยู่ อีกอย่างแกติดใจข้าวกล้องที่คุณพี่หุง เคยหาข้าวมาหุงเอง แกบอกว่ามันไม่อร่อย แข็งไปบ้างแฉะไปบ้าง กะลำบาก”

“งั้นวันนี้ เอาไปเผื่อสักสามถุงนะ ทานได้ถึงเย็น “ เจ๊เอี่ยมเสนอ

“เอากับข้าวอะไรดี “

“พอดีเมื่อเช้า ผัดผักเอาไว้ สองสามอย่าง คิดว่า จะเอาแต่ข้าวกล้องก็พอจ้า”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจ๊ตักให้เลย”

หลังจาก ลออ ซื้อข้าวกล้องสามถุงกลับไปแล้ว เจ๊เอี่ยมถือโอกาสนั่งอยู่หน้าร้าน ใจก็นึกอิ่มเอิบที่ได้ขายอาหารที่คนซื้อต้องการ โดยเฉพาะคนที่ตนเองสนิท คนที่ตนเองรัก

ใจก็นึกไป สายตาก็มองทอดไปหน้าถนน ร้านเยื้องๆฝั่งตรงข้าม เป็นร้านขายต้มเลือดหมู เช้านี้ ลูกค้าพลุกพล่านมาก ทั้งคนที่นั่งทาน และ คนที่ซื้อกลับบ้าน เฮียเม้ง ลูกค้าที่มาทานที่ร้านแกตอนช่วงกินเจ วันละ สามสี่มื้อ ก็นั่งอยู่ที่ร้านดังกล่าวด้วย ส่วนหน้าร้านตนเองขณะนี้ มีเพียงตัวแกกับลูกจ้างอีกสองคนนั่งจับเจ่าอยู่

“ทำไม ไม่กินเจ ทั้งปี ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งรากงอกแบบนี้”

ก้อนริษยามันแล่นขึ้นมาจุกแน่นหน้าอก จนไม่อยากทนอยู่ให้ระคายเคืองลูกตา เลยเดินเข้าไปหลังร้าน

เจ๊เอี่ยม ประสบกับอารมณ์อย่างนี้ทุกปี หลังออกจากเทศกาลกินเจ แกต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ถึงจะยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นนี้ เพื่อรอคอยโอกาสที่จะเวียนมาอีกครั้งในเทศกาลหน้า

“เจ๊ครับ มีคนมาขอซื้อข้าวกล้องถุงนึงครับ”

เสียงเด็กหน้าร้าน ถามมา เพราะว่า แกไม่ค่อยยินดีที่จะขายข้าวกล้องเปล่าๆ ถ้าไม่ซื้อ กับข้าวในตู้ด้วย

“บอกเขาว่า ต้องซื้อ กับข้าวด้วย หรือไม่ก็ต้อง มานั่งกินที่ร้าน” แกตะโกนออกไป

“เขาบอกว่า จะเอาแต่ข้าวกล้อง เพราะที่บ้านเขาทำกับข้าวเอาไว้แล้ว”

อารมณ์ ริษยา อารมณ์โกรธ ที่ยังคาค้างในใจเจ๊ ทำให้แกตะโกนออกไปอย่างขาดสติ

“บอกว่า ไม่ขาย ก็ไม่ขาย พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง”

ความเงียบและความกดดันของบรรยากาศ เข้าครอบงำหลังสิ้นเสียงในเวลาไม่กี่วินาทีนั้น

..............

ปล. เรื่องสั้นนี้จบเพียงแค่นี้ ไม่มีตอนจบ ไม่มีบทสรุป ไม่ได้วิจารณ์ประเพณีความเชื่อ แต่วัตถุประสงค์เพียงให้ดูกระบวนการทำงานของจิต อันบุคคลผู้ไม่รู้ย่อมไหลตามสิ่งที่เข้ามาทางทวารทั้งหก อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ

สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสใน เขมาเขมสรณคมปริทีปิกาคาถา ความว่า

“มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก อันภัยคุกคามแล้ว ย่อมถึงภูเขาทั้งหลายบ้าง ป่าทั้งหลายบ้าง อารามและต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ทั้งหลายบ้างว่า เป็น สรณะ นั่นแลใช่สรณะอันเกษม นั่นใช่สรณะอันอุดม

เขาอาศัยอันนั่นเป็นสรณะแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ส่วนว่าผู้ใดถึงพระพุทธด้วย พระธรรมด้วย พระสงค์ด้วย เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่ด้วยปัญญาอันชอบ คือทุกข์และตัณหาเป็นแดนเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ และการก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์แปดอันไปจากข้าศึก ให้ถึงพระนิพพานเป็นที่เข้าไประงับทุกข์ นี่แลเป็นสรณะอันเกษม นี่เป็นสรณะอันอุดมของผู้นั้น

ผู้นั้นอาศัยอันนี้เป็นสรณะแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

ความหมายก็คือ คนเราย่อมหนีทุกข์หาสุข นี่คือธรรมชาติ เราไม่เข้าใจว่านั่นเป็นเพียงการหนีจากทุกข์หนึ่งไปหาสิ่งที่เป็นทุกข์น้อยกว่า ที่เรานิยามว่านั่นคือสุข ชีวิตจึงต้องดิ้นรนหนีไปเรื่อยเพราะไม่เข้าใจคำว่าทุกข์คืออะไรให้แจ่มแจ้ง ดังนั้นพระองค์จึงตรัส กิจหรือหน้าที่ต่อ ทุกข์คือ ให้ปริญญา ให้รู้ชัดให้รู้จัก ให้เข้าใจ ไม่ใช่ให้หนี หรือให้หลบ

การหนีและการหลบ สุดท้ายก็ต้องขออำนาจภายนอกที่ตนก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่มีจริงมาเป็นตัวช่วย ประเพณีและการบวงสรวงต่างๆจึงมีขึ้นมา จุดประสงค์ก็คือการขอ ขออะไร? ก็ไม่พ้นการขอที่ให้ตนอยู่รอดปลอดภัย มีอายุยืนนาน มีทรัพย์ใช้จ่ายไม่ขาดมือ มีสุขภาพแข็งแรง มีเกียรติยศไม่เสื่อมคลาย ขอให้คนที่ตนเองรักและผูกพัน ได้อยู่กับตนชั่วนิรันดร์

อันทรัพย์นั้น ได้มาจากการประกอบอาชีพที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีการ ไม่ว่าจากการทุจริตหรือสุจริต

ยศบรรดาศักดิ์ย่อม ได้จากการแต่งตั้งตามค่านิยมของสังคมในแต่ละยุค

นี่คือเรื่องทางโลก ที่มีปัจจัยตัวแปรมากมาย แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ตามทั้งที่สมหวังทั้งที่ผิดหวังในการดำเนินชีวิต ก็ต้องพบกับสิ่งที่น่ายินดีสิ่งที่ไม่น่ายินดี ต้องมีการประสบสิ่งที่ไม่น่ายินดี ย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ยินดี เป็นธรรมดา การรู้สัจธรรมของชีวิตที่แท้จริง รู้จักตนเองที่แท้จริง รู้โลก รู้ความแปรเปลี่ยนไปของโลก โลกในที่นี้ พระองค์ตรัสว่า ก็คือร่างที่กว้างศอกยาววานี่เอง คือโลกภายใน รู้จิตใจตนเองว่าประกอบด้วย ธรรมที่เป็นกุศลหรือ อกุศล

การรู้แจ้งอย่างนี้เป็นการตื่นรู้ ดังคำสอนที่พระองค์ตรัสไว้ การตื่นรู้นี้ จากเรื่องราวที่เข้ามาทางทวาร หก ก็คือเรื่องราวและเราสามารถวางจิตใจเพื่อรับมือมันได้ ก็เหมือนบ้านเรือนที่มีประตูห้องหอแน่นหนา จิตที่ตื่นรู้ผ่านการอบรม ย่อมต้านทานอารมณ์ที่เปรียบเหมือนฝนสาดซัดเข้ามา การควบคุมรักษาจิตไม่ให้สัดส่าย ก็ต้องปฏิบัติตรงที่เกิดปัญหาขึ้นมา นี่จึงเป็นการรู้แจ้งด้วยตน เห็นด้วยตน มีตนเป็นผู้ปฏิบัติ สรณะทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเกิดขึ้นที่นี่ ที่กายและจิตนี้ การรู้อกุศลจิตที่จรเข้ามาทุกครั้ง ก็ต้องอาศัย สติ สัมปชัญญะเป็นตัวกลั่นกรอง

อกุศลกรรมตัวหนึ่งที่เรามักมองข้ามและคิดว่านั่นคือสิ่งที่เป็นปกติ คือ อคติ สี่ ที่มีรากเหง้า มาจาก กิเลส สามกอง คือ ราคะ โทสะ โมหะ

อคติ สี่ประกอบด้วย ความลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะกลัว ลำเอียงเพราะหลง พระบรมศาสดาตรัสเรื่องนี้เพราะให้เราระมัดระวัง ในการประพฤติปฏิบัติต่อสังคม ให้เราตัดสินที่พฤติกรรมที่บุคคลกระทำ ไม่ใช่ไปตัดสินที่ตัวบุคคล

กรณี เจ๊เอี่ยม ตัวละครในเรื่อง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เช่นการที่จะขายหรือไม่ขายข้าวกล้อง

กุศลจิต กับ อกุศลจิต มันสามารถเกิดในทุกขณะจิต ยามที่กุศลเกิด อกุศลก็ดับ ยามที่อกุศลเกิด กุศลก็ดับ มันสุดแท้แต่ว่า จิตเราที่ต้องออกไปรับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา เรามีสติเพียงพอ ที่จะจับมันทันหรือไม่

ตรองดูที่ตนเอง ก็จะรู้ ว่าในวันหนึ่งๆ จิตเราแกว่งไปมามากมาย ทั้งกุศล ทั้งอกุศล เกิดสลับไปมา ตามแต่อารมณ์ที่ผ่านทาง ตาบ้าง หูบ้าง นั่งมโนเอาบ้าง

ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสอนให้ฝึกความเพียร ในการกำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลที่เกิดแล้ว ป้องกันไม่ให้อกุศลเกิด พยายามทำจิตให้เกิดกุศล กุศลที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้ประคองยิ่งๆขึ้นไป

การดูจิต ด้วยการฝึกสติให้ตามทัน จึงเป็นการปฏิบัติธรรม ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่เราไม่สามารถจะหลบปลีกวิเวกได้ เพราะการทำมาหากิน มันหนีไม่พ้นเรื่องราวเหล่านี้

ความไม่รู้นี้ จึงนำพาชีวิตของเจ๊เอี่ยมต้องวนอยู่ในวงจรนี้อีกนานแสนนาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

The story points right into my own recurring 'akusala citta'. At times 'issa' emerges and rules the mind.

Hell is before Heaven. I will enter Hell and work my way to Heaven.

Thank you.

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคุณ sr สำหรับความเห็นมากค่ะ

อกุศลจิตมักมาก่อนกุศล และเป็นไปตาม อิสสา จริงๆค่ะ

เรารู้ไม่เท่าทันขณะอกุศลจิตเริ่มเกิด แต่มักรู้ได้เมื่อเกิดและดำเนินไปแล้วระยะหนึ่ง หรือ รู้เมื่อจบลงแล้ว ผ่านไปแล้ว การได้รู้เห็น ก็เท่ากับได้เริ่มสร้างการปิดประตุนรก สร้างทางสู่ประตุสวรรค์แล้วนะคะ

เขียนเมื่อ 

ให้ดอกไม้ไว้ก่อน จะมาอ่านใหม่นะครับ ขอบคุณครับ.....