การใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ: การเรียนรู้ของผม (๒)

มากกว่าหนึ่งปี ที่ผมไม่ได้ให้เวลากับการออกกำลังกาย ก่อนนั้นผมจะเล่นตีลูกขนไก่กับเพื่อนๆ แต่หลังจากภูมิคุ้มกันทางร่างกายของผมลดลง ผมต้องให้เวลากับการรักษาตัวจวบจนบัดนี้ที่คิดว่าน่าจะดีกว่าเก่า แต่ไม่หาย ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่น่าจะใส่ใจเป็นทุกข์อะไรกับมัน เพราะร่างกายนี้เราก็อาศัยมันเพียงชั่วคราว ระหว่างอาศัยอยู่นี้ก็ดูแลกันไปตามอัตภาพ เวลาที่ห่างหายจากการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกได้ว่า มีอาการปวดเนื้อปวดตัว โดยเฉพาะอาการเมื่อยน่องเพราะไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย

สามเดือนที่ผ่านมา ผมคร่ำเครียดไปกับการเขียนงานวิจัยที่รับไว้ งานวิจัยเรื่องนี้ ผมตั้งใจจะทำมาหลายปี ค้างคาใจมาตลอด เพื่อให้เป็นรูปแบบที่ดูดี จึงขอทุนจากสถาบันวิจัยฯ ก่อนนั้นผมขอทุนวิจัยทำเรื่องอื่นๆ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ทางกรรมการให้แก้แล้วแก้อีก ไปร้องขอให้ปรมาจารย์จากจุฬาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็แล้ว สุดท้ายก็เลยยกเลิกไป มาถึงงานวิจัยเรื่องนี้เป็นความตั้งใจส่วนตัว จึงขอทุนไป ๕,๐๐๐ บาท เพื่อนๆรับรู้อย่างนี้ถึงกับหัวเราะชอบใจ "ทำให้มันเหนื่อยไปเปล่าๆ" กรรมการท่านหนึ่งเห็นว่า เป็นตัวอย่างที่ดีของเหล่าลูกจ้างของสถาบันอุดมศึกษากับการประหยัดงบประมาณวิจัย จึงอนุมัติตามทีขอ แต่กรรมการอีกส่วนหนึ่งเห็นว่า ๕,๐๐๐ บาทจะเอาไปทำอะไรได้ จึงให้แก้ไขและอนุมัติ ๒ หมื่นบาท อันที่จริงผมหวังแต่เพียงว่า จะนำไปพิมพ์เป็นรูปเล่มเท่านั้นและให้ได้ชื่อว่าได้รับทุน งานวิจัยเอกสารนั้นไม่น่าจะลงทุนเงินมากมายนัก แต่ที่จะต้องลงทุนมากคือความพากเพียรและมันสมอง ปีที่ผ่านมาผมทำงานวิจัยดังกล่าวนี้แบบกระท่อนกระแท่น เนื่องจากมีเรื่องหลายๆเรื่องเข้ามา เรื่องที่ดูแล้วซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายคือ สถานภาพในสถาบันอุดมศึกษาของไทย ผมตั้งใจว่า เมื่อใช้หนี้เวลาของการลาเรียนหมดแล้ว น่าจะเปลี่ยนตัวเองเสียที ๒๗ ปีกับชีวิตในงานการศึกษา ไม่เห็นจะรวยสักที การที่ไม่รวยเพราะเราไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อที่จะรวยทรัพย์สิน แต่ละคนมีเป้าหมายที่ต่างกันจึงได้รับผลที่ต้องการในสิ่งที่ต่างกัน

การทำงานวิจัยได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายเมื่อครบกำหนดเวลา จึงคิดว่า น่าจะคืนทุนวิจัยพร้อมกับดอกเบี้ยที่รับมา ซึ่งไม่ได้มีปัญหาในเรื่องดังกล่าว แต่ปัญหาคือ หากเราตั้งใจจะทำอะไรแล้ว แต่เราทำไม่สำเร็จ สิ่งนั้นจะหลอนเราตลอดชีวิต ข้อคิดนี้เป็นข้อคิดที่ผมได้รับจาก พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏิ์ (พระอารามหลวง) เมื่อครั้งที่ผมตั้งใจจะเลิกเรียน แล้วไปปรึกษาท่าน ท่านจึงให้ข้อคิดนั้นมา สุดท้ายข้อคิดดีๆนั้น ประจวบกับเมื่อตรองแล้วมีความเป็นไปได้ตามข้อคิด ทำให้ผมตั้องกัดฟันทำจนสำเร็จ หลายคนไม่พึงพอใจกับวิทยานิพนธ์ของตน เพราะไม่รู้ว่าเป็นความคิดของอาจารย์ที่ปรึกษาหรือว่าเจ้าของวิทยานิพนธ์ แต่สำหรับผม ผมบอกกับเพื่อนๆเสมอว่า ผมเห็นงานของผมซึ่งไม่ได้ดีอะไร ตามที่ที่ปรึกษาบอกต่อกรรมการว่า "ขาดความแหลมคมทางปัญญา" ท่านจึงให้แค่ B ซึ่งก็หรูสำหรับผมแล้ว งานดังกล่าวมันเกิดจากมันสมองของผมล้วนๆในการตีความเนื้อหาจากความคิดของนักปราชญ์ทางพุทธ ซึ่งไม่มั่นใจนักว่าเราจะเข้าใจอย่างที่เจ้าของงานคิดหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้ผมพอใจเสมอคือ งานดังกล่าวผมทำด้วยตัวเอง

"เมื่อเราตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นภาพหลอนเราตลอดไป" สุดท้ายผมลุยงายวิจัยที่กล่าวถึงนี้ด้วยเวลา ๓ เดือน โดยใช้เวลาจากงานประจำ เวลาที่บ้าน เพราะปกติชีวิตของผมก็ไม่ได้พิเศษอะไรคือ อยู่กับที่ทำงานและบ้านเท่านั้น แต่ก็ต้องให้เวลากับการไปต่างจังหวัดด้วย อย่างน้อยที่เราจะละเลยไม่ได้คือ ผู้ที่ให้ชีวิตเรามา

งานวิจัยเล่มนี้ผมตั้งชื่อเรื่องว่า "ทำไม?ฉันต้องเป็นแม่ที่ดี" ด้วยเหตุผลทางสังคมคือกระตุ้นผู้หญิงที่สนุกกับเรื่องเพศแล้วไปทำแท้ง ชื่นชมบุคคลผู้เป็นตัวอย่างของแม่ที่ดี และเสนอแนวทางสำหรับผู้หญิงที่กำลังจะเป็นแม่ แต่ทางกรรมการขอให้เปลี่ยนชื่อตามแบบที่ชาวบ้านทั่วไปเขาใช้กัน ผมยืนยันว่า มีงานวิจัยทางปรัชญาเรื่อง "ทำไมฉันต้องเป็นคนดี" งานดังกล่าวก็สำเร็จด้วยดี ไม่เห็นจะมีปัญหาใด แต่ก็ไม่สามารถทัดทานความเห็นของกรรมการ จึงเปลี่ยนใหม่เป็น "แนวคิดเรื่องแม่ในพุทธศาสนา"

พลังอีกอันหนึ่งที่ทำให้ต้องพยายามทำงานให้เสร็จคือ ถ้าหมอบอกว่าพ่อจะอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว เราน่าจะรีบทำงานเรื่องนี้เผื่อว่าถ้าเสร็จทันอาจนำไปจัดพิมพ์แจกในงานศพของพ่อด้วย อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า "งานที่เร่งรีบนั้น จะละเอียดอ่อนไม่เท่ากับการที่ค่อยเป็นค่อยไป ความคิดที่ละเอียดอ่อนจะเกิดจากการค่อยๆไตร่ตรองเสมอ" สามเดือนกว่า งานของผมก็ยุติลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาด้วยหน้าสุดท้ายคือ บทคัดย่อ ขณะนี้กำลังส่งไปให้สำนักวิจัยดำเนินการตรวจสอบเพื่อนำมาแก้ไขก่อนจะจัดพิมพ์เล่มสมบูรณ์ส่งสำนักวิจัยอีกครั้งหนึ่ง การคร่ำเครียดกับงานดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก โดยผมพบว่า เมื่อเราอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากๆ (ในการที่ผมจะเขียนงานหนึ่งย่อหน้า ผมจะต้องอ่านแล้วอ่านอีกเพื่อไม่ให้ข้อความขัดกันและสามารถจะสื่อสารได้ทั้งความรู้และตระหนักรู้ ดังนั้นผมจึงจ้องตัวอักษรบนหน้าคอมโดยไม่วาง บางวันและตลอดวันได้เพียง ๕ บรรทัด) เราจะปวดตา ตาฟาง และส่งผลบางอย่างต่อสมอง ช่วงทำงานเรื่องนี้มีอาการวูบวาบบ่อยๆ ที่หนักหน่อยคือขณะยืนพูดหน้าชั้นเรียน (พูดไม่มาก) แล้ววูบขาทำท่าจะ่อ่อนลง แต่ฟื้นตัวทันและจับที่วางแปรงลบกระดานทัน จึงขอเตือนท่านทั้งหลายผู้มีวัยที่ภูมิคุ้มกันลดลงและสุขภาพย่ำแย่

เมื่อวานเป็นวันเสาร์ ผมไม่ต้องไปทำงาน จึงใช้ชีวิตไร้สาระเรื่อยเปื่อย คำว่าไร้สาระของผมไม่ได้หมายถึง การสำมะเลเทเมา เที่ยวผู้หญิง เที่ยวกลางคืน ใช้ชีวิตสุรุ่ยสุร่ายแต่ประการใด แต่หมายถึง ไม่ได้ทำสาระสำคัญของตนเองตามที่ควรจะเป็น เช่น การเขียนตำรา หนังสือ อะไรทำนองนี้ และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง ตรงกับวันอาทิตย์ ผมมองดูนาฬิกาเกือบ ๖ โมงเช้า หลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นแรมปี ลุกขึ้นแปรงฟัน ล้างหน้า แต่งตัว ใส่รองเท้า จับจักรยานปั่นออกจากบ้าน วันนี้มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟเชียงรางน้อย ด้วยจักรยานล้อเล็กคันนี้

จักรยานแบบนี้เผลอไม่ได้ เพราะหน้าจะเร็ว (เลี้ยวนิดเดียวก็ได้ผลเกินคาด เผลอเลี้ยวโดยไม่รู้ตัวลงข้างทางได้) การปั่นจักรยานแบบนี้เกิดการเรียนรู้่ว่า ต้องใช้พลังขามากกว่าจักรยานแม่บ้านที่ผมใช้อยู่ประจำ นอกจากนั้น เราไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ากับจักรยานที่มีล้อกว้าง จักรยานแบบนี้จะเหมาะกับปั่นไปเรื่อยๆสบายๆระยะทางใกล้ๆเท่านั้น นอกจากนั้น เมื่อผมปั่นจักรยาน ผมตั้งข้อสังเกตว่า อานที่ใช้นั่งนั้น นักปั่นนั่งกันสบายได้อย่างไร เท่าที่ผมปั่นจักรยานมา ผมอยากทำอานแบบห่อสะโพกมากกว่า น่าจะนั่งสบายกว่ากันเยอะ

ผมปั่นจักรยานออกจากหมู่บ้าน เลี้ยวขวาไปทางพระอินทร์ ลอดใต้สะพาน ด้านบนเป็นถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสถานีรถไฟเชียกรากน้อย ข้างถนนสายนี้มีคลองระพีพัฒน์ตลอดแนว สิ่งที่น่าคิดระหว่างปั่นจักรยานไปตามถนน จะเห็นวิถีชาวบ้าน ซึ่งส่วนมากเข้าใจว่าน่าจะเดินทางมาจากต่างจังหวัด หนีความยากไร้มาใช้ชีวิตในพื้นที่ใหม่ บางแห่งกลายเป็นชุมชนแออัด บางแห่งชาวบ้านรุกที่ชายคลองตั้งเป็นบ้านอาศัย ไม่ไกลจากนี้ มีหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่ง น่าจะคือสถาบันเกี่ยวกับการพัฒนาบ้านเมืองอะไรสักอย่าง มีสถาบันการศึกษาทังระดับประถม-อุดมศึกษา มีเทศบาล มีสถานีตำรวจ แต่บ้านเมืองก็ดูจะไม่มีระเบียบ อย่างกรณี การขับรถจักรยานยนต์ ดูเหมือนจะเป็นวิถีของประเทศเมียรม่าเข้าไปทุกที นึกจะแซงก็แซง จะตัดหน้าก็ตัด การย้อนศรเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีใครบีบแตร บ้านเรือนที่อยู่ใกล้ทางสาธารณะโดยเฉพาะร้านค้า ก็พยายามรุกมาริมถนนหรือใช้ปีกของถนนที่น่าจะเป็นปีกสำหรับรถจักรยานยนต์และรถจักรยานใช้สัญจร แต่ก็กลายเป็นที่ตั้งสิ่งของไป ผมเกิดข้อคิดว่า หากจะให้บ้านเมืองเป็นระเบียบ ต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างใหม่ๆ เช่นหมู่บ้านใหม่ๆ ต้องเคร่งครัดเรื่องระเบียบ มิฉะนั้น เมื่อทำกันจนเคยชิน ก็จะกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรไป คนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านจะเข้า-ออกก็ลำบาก สุดท้ายเถียงกัน ด่ากัน และเดือดร้อนกันในภายหลังเพราะความไม่ใส่ใจกันและกันตั้งแต่เริ่มแรก

ปั่นจักรยานผ่านพระอินทร์ ไปหลังบ้านเอื้ออาทร ถนนเส้นนี้เปลี่ยนไปมาก เริ่มมีตึกพานิชย์ มีรีสอร์ท (ม่านรูด) แหล่งธุรกิจออกกำลังกายทั้งสนามบอล แบตมินตัน ฯลฯ ผ่านไปทางวัดธรรมนาวา มีประกาศอันหนึ่งที่มุมกำแพงของวัด แต่ไม่ใช่ประกาศของวัดธรรมนาวา

เดี๋ยวนี้เมืองไทยมีแต่ของศักดิ์สิทธิ์ แต่น่าเสียดายความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนให้ชุมชนแออัดได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นตึกสูงๆ มีห้องน้ำ ห้องนอน ที่สวยหรูได้เลย พระต่างๆถือวิชาที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนกลายเป็นหลวงปู่นั้น หลวงปู่นี้ อายุไม่ถึงสามสิบ เคี้ยวหมากจั๊บๆ ทรงความศักดิ์สิทธิ์ สร้างสัญลักษณ์แทนความศักดิ์สิทธิ์ให้ชาวบ้านเคารพกราบไหว้ ฝากชีวิตไว้กับสิ่งเหล่านี้ ไม่แปลกเลยที่ครั้งหนึ่งศาสดามูฮัมหมัดสั่งให้ทำลายรูปเคารพทั้งหมด แต่คิดๆ ดูแล้วก็น่าทำเหมือนกัน ลงทุนสร้างรูปเคารพไม่กี่บาท ก็ขายในราคาเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ผมอาจรวยด้วยแนวทางแบบนี้ได้ด้วยการทำข้อตกลงร่วมกันกับนิติบุคคล (วัด) ในการสร้างรูปเคารพจำหน่าย ขณะที่ผมยืนดูโฆษณาดังกล่าวนี้ ผมคิดในใจว่า พระที่มานั่งบริกรรมความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วประเทศ เชื่อมั่นแน่หรือว่าตนมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ถ้าตนไม่มีความศักดิ์สิทธิ์จริง ตนจะทำให้วัตถุที่อยู่ตรงหน้าศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร ทำให้นึกถึงพระอรหันต์เปลือกไม้ เป็นพระอรหันต์เพราะชาวบ้านชื่นชมอย่างแรงกล้าและยกย่องว่าเป็นอรหันต์ จากที่เป็นคนเนื้อตัวล่อนจ้อน เปลื่อยเปล่า ส่งผลเป็นความเชื่อว่าตนเป็นอรหันต์อย่างที่ชาวบ้านเชื่อถือ กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ใช่อรหันต์ก็ต่อเมื่อมาพบพระพุทธองค์ เรื่องนี้ได้ข้อคิดบางอย่าง บุคคลที่ทำงานบริหารบางคน หรือแม้แต่พระ ครู เป็นต้น เมื่อถูกเชิดชูเข้ามากหน่อย ก็ลืมไปว่าตนนั้นไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปเลย เขากลายเป็นคนศักดิ์สิทธิ์เพราะการยกย่อง แต่ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เพราะตนมีคุณสมบัติแห่งศักดิ์สิทธิ์

การปั่นจักรยานไปสถานีรถไฟเชียงรากน้อย ส่วนหนึ่งผมอยากไปดูว่า บ้านเดี่ยวที่ทางโครงการเขาจะสร้างก่อนถึงสถานีรถไฟนั้นเสร็จไปถึงไหนแล้วด้วย เมื่อผ่านไปถึงปรากฎกว่า โครงการบ้านเดียวอย่างที่เคยไปสอบถามบริษัทฯเมื่อหลายปีก่อน กลายเป็นบ้านทาวเฮาส์ แต่ยังไม่เสร็จ ดูเหมือนขึ้นโครงแล้วไม่มีการทำต่อหรืออย่างไร ก่อนถึงสถานีรถไฟ มีประกาศขายบ้านหลังหนึ่ง ๒ ชั้น ๑๐๐ ตารางวา บ้านหลังนี้ร่มรื่น น่าสนใจมาก แต่คงไม่มีปัญญาซื้อ จึงได้แต่ชื่นชม หากซื้อไปขายต่ออาจได้กำไรอยู่ แต่ผมไม่มีทักษะทางธุรกิจ และต้นทุนชีวิตก็ไม่มีในเส้นทางนั้น สำหรับผม กระต๊อบกลางท้องนาสักหลังน่าจะดีกว่าบ้านท่ามกลางโรงงานเชื่อมเหล็ก โรงงานซ่อมรถยนต์ ฯลฯ อะไรทำนองนั้น

ถึงสถานีรถไฟ เห็นป้าคนหนึ่งกำลังนั่งรอรถไฟอยู่ ส่วนผมก็ลงจากจักรยาน เดินยืดเส้นยืดสาย ระหว่างนั้นก็เก็บภาพดอกไม้สวยๆ ที่ทางสถานีปลูกไว้ในกระถางล้อม

ในบางครั้ง ชีวิตคนเราก็เหมือนดอกไม้ คือมีวันผลิบาน ชีวิตคนเรานั้นคงไม่ใช่จมจ่อมอยู่ในห้องความทุกข์เสมอไป จะต้องผลัดเปลี่ยนไปดีบ้างไม่ดีบ้างสลับกัน เพียงแต่ใครจะทุกข์มากทุกข์น้อย หรือสุขมากสุขน้อยกว่ากันเท่านั้น นอกจากนั้น ที่บอกว่าทุกข์มากไม่ได้หมายถึง ทุกข์ขนาดใหญ่เกิดกับเรา หากแต่ทุกข์ใหญ่อาจเกิดจากเรื่องเล็กน้อยในสายตาของบางคน แต่สำหรับเราเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น ชายบางคนอาจตั้งใจจะไม่มีหญิงอื่นอย่างเด็ดขาด แต่เมื่อพลาดไปมีหญิงอื่น เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันทีในชีวิตของเขา เพราะหมายถึงเขาขาดสัจจะที่ให้ไว้กับตนเอง แต่มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับชายนักเที่ยวผู้หญิงเลย คนบางคนฆ่าหมูทุกวัน เขาไม่ได้คิดว่าการฆ่าหมูเป็นเรื่องใหญ่อะไร หากแต่เป็นชีวิตประจำวันของเขา แตกต่างจากอีกคนหนึ่งที่ตั้งใจจะไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อพลาดไปแค่เพียงเผลอเขวี้ยงไม้ไปถูกหัวไก่ตาย กลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับคนฆ่าหมู อย่างนี้เป็นต้น

ดอกไม้ที่ดีในสายตาผม นอกจากจะสวยงามแล้วต้องมีกลิ่นหอมด้วย ดอกเฟื่องฟ้านั้นสีสันสวยงามมาก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีกลิ่นหอม และหากสังเกตให้ดี ดอกเฟื่องฟ้าจะไม่ชุ่มฉ่ำ แตกต่างจากดอกไม้บางชนิด ชีวิตคนเรานั้นบางครั้งก็ดูสดชื่น แต่ภายในอาจเต็มกลืนด้วยความทุกข์ ถึงอย่างนั้นก็ยังดีเสียกว่าชีวิตที่ไม่มีดอกไม้เอาเสียเลย และคิดไปถึงมิติทางสังคม บางคนบุคลิกดี แต่งตัวดี ดูภูมิฐาน แต่น่าเสียดายที่หาน้ำใจเพื่อสังคมไม่ได้ นึกถึงกลอนบทหนึ่งที่เคยแต่งไว้เมื่อหลายปีก่อน ขึ้นต้นว่า "สวยแต่รูป จูบใจเจ็บ ปวดเหน็บหนาว คนชั่วคราวกี่คนจึงเหมาะสม..." เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า คนบางคนนั้นหน้าตาหล่อเหลา สวยงาม แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยพอ เหมือนกับดอกเฟื่องฟ้านี้กระมัง

ดอกไม้สวยก็มักจะมีแมลงมาไต่ตอมเสมอ และโดยมากดอกไม้สวยมักถูกเด็ดนำไปใช้ประโยชน์ก่อนกว่าดอกไม้ขี้เหร่ เหมือนกับบุคคลที่มีความรู้ความสามารถย่อมมีค่าอยู่ในตัวเองที่ใครๆต้องการนำไปใช้ประโยชน์ แม้แต่โจรที่มีฝีมือก็ยังกลายเป็นที่ต้องการหรือใฝ่ปองของเหล่าโจรด้วยกัน

ไม่นานรถไฟขบวนแก่งคอยก็มาถึง เป็นรถไฟฟรี จำไม่ได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดใด ผมเคยนั่งรถไฟเส้นทางนี้ แต่เป็นอีกขบวนหนึ่ง เดินทางจากรังสิตไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระหว่างทางมีแวะเก็บภาพในไร่ทานตะวันด้วย เป็นบรรยากาศที่ดีและอยากจะไปอีก

ผมเห็นว่า รถไฟสายแก่งคอยนั้นน่านั่ง ดูเหมือนคนไม่พลุกพล่าน นึกถึงเมื่อสี่สิบปีก่อน ผมนั่งรถไฟไปอุบลราชธานี ช่วงสงกรานต์ แออัดยัดเยียดตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นความจำเป็นเพราะผู้คนที่ต้องการเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตน

รถไฟจอดไม่นาน แล้วก็แล่นผ่านไป เหมือนชีวิตคน มาอยู่กับร่างกายนี้ และโลกใบนี้ไม่นาน เราก็ต้องจากร่างกายนี้และโลกใบนี้ไป

รถไฟเลยผ่านไปแล้ว ผมจึงจับจักรยานคันน้อยปั่นออกจากสถานีรถไฟแห่งนี้ นึกถึงก่อนนั้น มีกลุ่มปั่นจักรยานเสือหมอบกลุ่มหนึ่งปั่นมาทางสถานีรถไฟแห่งนี้ เขาแซงผมไป เร็วมาก เบามาก ผมคงปั่นตามเขาไม่ทัน เพราะรถจักรยานของเขาเป็นเสือหมอบ ส่วนจักรยานของผมเป็นเสือผู้หญิง อยากจะซื้อเสือหมอบเหมือนกัน เคยซื้อไว้แล้ว แต่โจรขโมยไป ขณะที่จอดอยู่ในสถาบันอุดมศึกษานั่นเอง คิดๆ อยู่ว่า น่าจะเก็บเงินสักก่อนซื้อเสือหมอบน่าจะดี เราจะได้ปั่นเร็วๆ เบาๆ และไปไกลกว่าที่เป็น อาจเมื่อยหน้าขาน้อยกว่าเจ้าจักรยานคันเล็กที่ผมใช้อยู่นี้ หรืออีกความคิดหนึ่งคือ เอาจักรยานแม่บ้านที่ใช้อยู่ประจำไปทำสาว ให้เหมือนกับเรือยาวน่าจะดี

ระหว่างปั่นจักรยานกลับ แวะซื้อน้ำต้ำหู้และปลาท่องโก๋มากินด้วย แล้วเก็บภาพสุดท้ายของวันนี้เป็นถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ถนนเส้นนี้ตรงดิ่งไปสระบุรีได้ ส่วนคลองนี้ผมเคยมีความคิดว่า น่าจะสร้างพื้นที่ขยายเหนือริมคลองเล็กน้อย พื้นที่ดังกล่าวให้เช่าเป็นร้านขายของเล็กๆ แล้วยกเลิกร้านขายของริมทางทั้งหมดทั้งสองข้างทาง ให้สองข้างทางเป็นที่จอดรถสำหรับคนสัญจรน่าจะดี ค่าเช่าก็ควรเป็นค่าเช่าเพื่อการสงเคราะห์มากกว่าจะทำให้เกิดความร่ำรวย แน่นอนว่า อาจลงทุนไม่คุ้มกับทุนที่ลง แต่ถ้าทำให้คุณภาพชีวิตชาวบ้านระดับพื้นถนนราดยางและทางเท้า (รากหญ้า) ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็น่าจะคุ้มทุนสำหรับการบริหารและการจัดการบ้านเมือง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (0)