ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปกราบพระธุดงค์ท่าน
ผมได้กราบเรียนสอบถามท่านว่า "ท่านกลัวงูหรือไม่ ?"
ประโยคแรก ท่านเปรยขึ้นว่า "ความกลัว มันก็เป็นอาการของจิต"
แต่ในตอนนั้น ผมไม่สามารถเข้าใจประโยคนั้นได้
ท่านจึงค่อย ๆ ทยอยขยายความเพิ่มเติมให้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
พร้อมกับยกตัวอย่างประสบการณ์ธรรมที่เกี่ยวกับงูให้ฟัง
ผมจึงพอจะประมวลผลตามความเข้าใจแห่งตนได้บ้าง
แต่สุดยอดเคล็ดวิชานั้น ท่านได้เอ่ยขึ้นตั้งแต่ประโยคแรก
ผ่านมาตั้งหลายเดือน พึ่งจะมาเข้าใจในสัปดาห์นี้ หนอ
ประโยคที่ว่า .. "ความกลัวก็เป็นอาการของจิต" .. นี้
เป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ
ในตอนนั้น ยากนักที่จะเห็นตามดั่งที่ท่านพูด
ผมจะทดลองอธิบายดู ไม่แน่ใจว่าจะอรรถาธิบายได้มากน้อยเพียงใด
และต้องใช้กี่บรรทัด กี่บันทึก จึงจะสามารถทำให้เห็นตามท่านได้ หนอ
แม้ผมจะพิจารณา ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕
ให้รวมลงสู่พระไตรลักษณ์มานานหลายปีแล้วก็ตาม
แต่มันยังเป็นแค่ขั้นการปูพื้นฐานเท่านั้นเอง หนอ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เข้าใจประโยคแรกของท่านนั้น
อยู่ที่ความเข้าใจ "ธาตุ ตัวที่ ๕" หรือ ธาตุรู้ นั่นเอง หนอ
ผมพยายามเขียนโมเดลเพื่อใช้ประกอบการอธิบาย ดังนี้ครับ
กว่า 10 ปีแห่งการเพียรปฏิบัติธรรมของผมนั้น
แม้ในภาคปริยัติทฤษฎี จะดูเหมือนว่าไปไกลแล้วก็ตาม
แต่ในภาคปฏิบัตินั้น ยังอยู่แค่ระดับการพัฒนาตัวรู้เท่านั้นเอง
ยังไม่สามารถก้าวไปถึงขั้น "ปล่อยรู้" ด้วยความเห็นจริง
(ปล่อยรู้ได้ชั่วคราว ด้วยความบังเอิญ)



สาธุๆครับ
จริงด้วยครับ
ปล่อยรู้แล้ว..ปฏิบัติ..(..55555...)
มีรูปหมาน้อย..ธรรมดาๆมาฝาก เจ้าค่ะ..
ที่บ้านเจอบ่อย ดิฉันกลัวค่ะ แต่พยายามตั้งสติ เพื่อให้ความกลัวบรรเทา ก็ช่วยได้ค่ะ
สาธุ สาธุ ครับ
สาธุครับอาจารย์