มองตนเองให้ออก..บอกตนเองให้ได้

ถึงเวลาคิดใหม่แล้ว เหมือนฟ้าหลังฝนอันสดใส..ความคิดผ่องใสมากขึ้น เมื่อเดินเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ริมสระน้ำ มีคำถามนำทาง..ว่า..ความสดใสที่มองเห็นเช่นนี้ มีอยู่ทั่วไปเช่นนั้นหรือ เป็นสิ่งที่วิเศษสุด..ใช่ไหม ที่ใครๆก็อยากได้อยากสัมผัสทุกเมื่อเชื่อวัน…ใช่หรือไม่

กฤษณะมูรติ..กล่าวไว้ว่า....”...คุณรู้ความหมายของการเรียนหรือไม่ เมื่อคุณเริ่มต้นการเรียนอย่างเอาจริงเอาจัง คุณจะเรียนต่อไปจนตลอดชีวิต และไม่มีใครเป็นครูชนิดพิเศษ ที่คุณจะต้องเรียนรู้จากเขา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสอนคุณ ไม่ว่าใบไม้แห้งๆ นกที่กำลังตกใจ...”

“...คุณเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องมีใครสอน...”

ทำให้ผมนึกถึง ว่าตัวผมเอง ไม่ได้เรียนจบเอกบริหารการศึกษา จึงต้องศึกษาจากงานการบริหารจัดการ จากข้อมูลและปัญหาจริงๆ ในโรงเรียนขนาดเล็ก ศึกษาด้วยตนเองจากศาสตร์ทั้งปวง เก็บเกี่ยวประสบการณ์และแก้ปัญหา บันทึกและจัดการกับความรู้ ตลอดจนคิดค้นกระบวนการทำงาน..ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร ที่มีข้อจำกัดบางประการ ที่ต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้..

๙ ปีเต็ม..มีความสุขกับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง รางวัลในทุกระดับที่โรงเรียน ครูและนักเรียนได้รับ มากพอ..ที่ต้นสังกัดให้ความเชื่อมั่นในตัวตนของบุคลากรและสถานศึกษา ความศรัทธาจากชุมชน เริ่มมองเห็น ทำให้ผมสามารถเรียนรู้สู้สิ่งยาก..ได้อย่างต่อเนื่อง

และความเป็นต้นแบบสถานศึกษาพอเพียง เสมือนเป็นกำลังใจรายวัน ให้ทำงานอย่างมีทิศทาง และคงเดินถูกทางต่อไป...

แต่ในระหว่างทาง สถานการณ์บางอย่างก็ทำให้คิดผิดทำผิด..ยังยึดติดกับ..รางวัลแห่งความดีมีโอกาสครั้งคราวใดก็มักจะรายงานผลงานแห่งความดีของโรงเรียน..ขึ้นสู่ด้านหน้าเวทีอันทรงเกียรติอยู่เสมอ..เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่าย..

ผลงานอันเป็นหน้าเป็นตา มีคุณค่าและพัฒนามาอย่างยั่งยืน บางชิ้นงานกลับไม่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการฯ ไม่ผ่านการประเมินผล ..จากนั้น..ผมก็มานั่งเสียดาย เสียความรู้สึก ชั่วขณะนั้น ไม่มีความสุขเลย มานั่งสงสัยอยู่ตลอดเวลา ว่าทำไมเขาถึงมองต่างมุมได้ถึงเพียงนั้น

วันนี้..ถึงเวลาคิดใหม่แล้ว เหมือนฟ้าหลังฝนอันสดใส..ความคิดผ่องใสมากขึ้น เมื่อเดินเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ริมสระน้ำ มีคำถามนำทาง..ว่า..ความสดใสที่มองเห็นเช่นนี้ มีอยู่ทั่วไปเช่นนั้นหรือ เป็นสิ่งที่วิเศษสุด..ใช่ไหม ที่ใครๆก็อยากได้อยากสัมผัสทุกเมื่อเชื่อวัน…ใช่หรือไม่

แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้ทุกวัน เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้ผมกับนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา..แล้วผมจะทุกข์ไปทำไม จะต้องให้ใครยอมรับอีกเล่า ในเมื่อคุณค่าและคุณประโยชน์ ผมสัมผัสได้และยอมรับมันนานแล้ว..

ความสุข..เกิดจากการเรียนรู้ไม่รู้จบ เป็นตำรา..ที่สร้างปัญญาและรอยยิ้ม ครับ..วันนี้ผมยิ้มได้ เมื่อเห็น..ต้นเหลืองปรีดียาธร..ขึ้นอยู่กระจัดกระจาย..ผมไม่ยอมถอน อยากให้ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตรงนั้น พยายามให้มันโตเร็ว ต้นใดขึ้นอยู้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็ควรได้รับแสงแดดบ้าง ให้เหลืองปรีดียาธร มีโอกาสหายใจและเจริญงอกงาม..

ผมสังเกตและใคร่ครวญ.. แค่นี้..ผมก็มีความสุขมากแล้ว กับการทำงานในบ้านหลังเล็ก ขอบคุณธรรมชาติที่ประจักษ์จริง..ที่ทำให้ผม ...มองตนออก และบอกตนเองได้...

“..ครับ..เราแทบจะไม่คิดเลยว่า เรามีอะไรบ้าง แต่เราคิดเพียงว่า..เราขาดอะไรบ้าง...”

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๔ ตุลาคม ๒๕๕๘



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบอกว่าท่านผอ.บรรลุถึงความสุขขั้นบนสุดของปิรามิดแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งอื่นใดก็ไม่มีผลต่อการได้ทำในสิ่งที่เราเองภาคภูมิใจ เป็นความสุขที่เราเองสร้างให้ตัวเองจากการทำงานโดยไม่ต้องขึ้นกับว่าจะมีใครหรืออะไรมารับรู้หรือให้คุณค่าหรือไม่ ยินดีด้วยจริงๆค่ะ ถึงขั้นนี้แล้ว ทุกงานต่อจากนี้ไปคือกำไรของชีวิตแล้วค่ะดีใจแทนเด็กๆที่จะมีต้นแบบดีๆเป็นแรงบันดาลใจค่ะ

เขียนเมื่อ