ลูกสาว “เลขา” เล่าให้ฟังเรื่องไปเป็นล่าม ในโครงการที่ไจก้าให้ความช่วยเหลือพัฒนาระบบดูแล ผู้สูงอายุโดยชุมชน ที่ในเมืองไทยของเรามีชุมชนเข้มแข็งด้านนี้หลายที่ เช่นที่บางกรวย ที่ สุราษฎร์ธานี ดำเนินการโดย รพ. สวนสราญรมย์ เป็นต้น

ผมให้ความเห็นว่า ญี่ปุ่นหาทางดูแลคนแก่ของตนเองจนได้ความรู้ ก็หาทางเอาความรู้นั้นมาทำมาหากิน ในต่างประเทศ เพราะลูกสาวบอกว่า ตอนนี้ไจก้าขนธุรกิจ เอสเอ็มอี ของญี่ปุ่นมาด้วย มาหาลู่ทางทำธุรกิจ บริการผู้สูงอายุ ในประเทศไทย

ลูกสาวบอกว่าญี่ปุ่นไปไกลกว่านั้น เขาหาลู่ทางเอาคนแก่ญี่ปุ่นหมุนเวียนมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย มีการสร้างนิคมคนแก่ญี่ปุ่นในประเทศไทย เพราะใช้เงินน้อยกว่าดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น

ผมบอกว่า ได้ยินมาว่าที่จังหวัดเชียงใหม่ มีนิคมเช่นนั้นแล้ว และในแต่ละช่วงเวลามีคนแก่ญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตในเชียงใหม่สามพันคน

ลูกสาวบอกว่า ประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาขาดคนทำงาน จึงมีแผนเอาคนฟิลิปปินส์เข้าไปทำงาน ในประเทศไทยก็มาตั้งโรงเรียน เด็กที่นิสัยดี ทำงานดี เขาจะเอาไปทำงานที่ญี่ปุ่น

ผมให้ความเห็นว่า ถ้าเช่นนั้น ญี่ปุ่นก็เปลี่ยนใจในเรื่องนโยบายเกาะญี่ปุ่นของคนญี่ปุ่น เป็นเกาะแห่งเลือดซามูไรแล้วซี

ลูกสาวบอกว่า จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะขาดแคลนคนทำงาน (แรงงาน) จึงต้องเอาคนต่างชาติ ไปเป็นแรงงาน แต่เขาก็มีแผนชาติ ว่าในอนาคตต้องมีคนเชื้อชาติญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า ๘๐ ล้านคน

ทำให้ผมคิดว่า นี่คือ mindset ของญี่ปุ่น ที่คิดไปข้างหน้าอย่างรอบคอบเสมอ และประเทศญี่ปุ่น ก็อยู่ดีไม่เฉพาะในเกาะญี่ปุ่น เขามองโลกทั้งโลกเป็นพื้นที่ของญี่ปุ่น ที่จะไปทำกิจการเพื่อความเข้มแข็ง อยู่ดีของคนญี่ปุ่น

สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นเผลอหลงผิด คิดว่าต้องใช้พื้นที่ของส่วนอื่นของโลกเพื่อประโยชน์ ของญี่ปุ่นโดยการรุกรานด้วยสงคราม หลังแพ้สงครามเขาเรียนรู้ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ ว่าการใช้ประโยชน์ ของส่วนอื่นของโลกนั้น ต้องทำอย่างสันติ และมีผลประโยชน์ร่วมกัน คือใช้กิจกรรมทางการผลิตสินค้า อุตสาหกรรม ทางการค้า และความร่วมมือ

กระบวนทัศน์ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ญี่ปุ่นต้องไม่อยู่จำกัดอยู่ภายในเกาะญี่ปุ่นเท่านั้น ต้องไปแสวงหา โอกาสทั่วโลก

ทำอย่างไรไทยเราจะมีกระบวนทัศน์เช่นนี้บ้าง ... กระบวนทัศน์ที่ไม่คับแคบ

การศึกษาไทยควรทำอะไรบ้าง



วิจารณ์ พานิช

๒๒ ส.ค. ๕๘