หาดชลาทัศน์ : ปัญหาและสาเหตุการพังทลาย และการฟื้นฟู

boon
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
หาดทราย : รอยต่อที่มนุษย์ต้องไม่คุกคาม

หาดชลาทัศน์ อ.เมืองสงขลา ปี ๒๕๔๓ ก่อนพังทลาย


ปัญหาและสาเหตุการพังทลายของชายหาดชลาทัศน์ อ.เมืองสงขลา และแนวทางการฟื้นฟู

โดย ร.ศ. ดร. สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

๑๒ กันยายน ๒๕๕๘


ถียรภาพของหาดทราย

ชายหาดเป็นบริเวณเขตน้ำตื้น คลื่นจึงส่งผลกระทบต่อพื้นทะเล ทำให้ตะกอนทรายฟุ้งกระจายและเคลื่อนย้าย ไปตามกระแสน้ำที่เกิดจากคลื่นอย่างต่อเนื่อง ตามธรรมชาติแล้วหาดทรายจะอยู่ใน “สภาวะสมดุลพลวัต (dynamic equilibrium)” ซึ่งหมายถึงมีเสถียรภาพท่ามกลางการเคลื่อนที่ของตะกอนทราย ในรอบของฤดูกาล ปี หรือรอบปัจจัยอื่นๆที่มากระทำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพของชายหาดในลักษณะของการกัดเซาะรุนแรงนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีการแทรกแซงสมดุลพลวัตนี้ ด้วยสิ่งก่อสร้างชายฝั่งประเภทต่างๆ เช่น เขื่อนกันคลื่น เขื่อนกันทราย รอดักทราย กำแพงชายฝั่ง ฯ จะไปเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้ำชายฝั่งและยับยั้งการเคลื่อนที่ของตะกอนทรายชายหาด อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปร่างชายหาดหรือการกัดเซาะที่ไม่พึงประสงค์

สิ่งก่อสร้างทำให้หาดทรายและชายฝั่งพังทลายรุนแรงและลุกลาม

สิ่งก่อสร้างชายฝั่ง แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ

๑) โครงสร้างที่ยื่นออกจากฝั่ง เช่น รอดักทราย ฯ จะไปกีดขวางกระแสน้ำชายฝั่งที่พัดพาทรายให้เคลื่อนที่ ทำให้ทรายตกทับถมที่ด้านต้นน้ำ ขณะที่ด้านท้ายน้ำจะเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงเพราะขาดทรายไปหล่อเลี้ยง

๒) โครงสร้างในทะเลขนานกับแนวชายฝั่ง เช่น เขื่อนกันคลื่น ฯ จะทำให้เกิดจุดอับกระแสน้ำและทรายตกตะกอนทับถมที่ด้านหลังของเขื่อนฯ เกิดเป็นรูปโค้งเว้าที่เรียกว่า ทอมโบโล อันเนื่องมาจากการเลี้ยวเบนของคลื่น ขณะที่ชายหาดถัดจากเขื่อนตัวสุดท้ายจะถูกกัดเซาะรุนแรงเพราะขาดทรายทางต้นน้ำไปหล่อเลี้ยง

๓) โครงสร้างที่อยู่บนหาดทราย เช่น กำแพงชายฝั่งแบบต่างๆ ทำให้เกิดการสะท้อนของคลื่นที่หน้ากำแพงและทรายถูกคลื่นพัดพาออกสู่นอกชายฝั่ง ส่วนที่ปลายกำแพงคลื่นจะเลี้ยวเบนและกัดเซาะชายหาดอย่างรุนแรง

ก) เขื่อนกันทรายและคลื่น และรอดักทราย


ข) เขื่อนกันคลื่น

รูปที่ ๑ การพังทลายของหาดทรายเนื่องจาก (ก) เขื่อนกันทรายและคลื่น และรอดักทราย และ (ข) เขื่อนกันคลื่น


ก) เขื่อนกันทรายฯชายฝั่ง บ้านบ่อคณที อำเภอปากพนัง นครศรีธรรมราช

ข) เขื่อนกันคลื่นชายฝั่งบ้านนาทับ อำเภอจะนะ สงขลา

รูปที่ ๒ การพังทลายของชายหาดบ้านบ่อคณที อำเภอปากพนัง และที่บ้านนาทับ อำเภอจะนะ


ด้วยเหตุนี้โครงสร้างชายฝั่งทั้ง ๓ ประเภทนี้ ล้วนทำให้การกัดเซาะรุนแรงและลุกลามต่อไปไม่จบสิ้น ซึ่งเป็นสภาพที่เกิดขึ้นกับชายหาดชลาทัศน์ตั้งแต่เริ่มมีการสร้างบ่อสูบน้ำเสียและเขื่อนกันคลื่นเป็นต้นมา ปัญหาเช่นนี้พบเห็นได้ตลอดแนวชายฝั่งภาคใต้ตั้งแต่ จ.นราธิวาส ถึง จ.นครศรีธรรมราช เช่นที่ บ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และที่บ้านบ่อคณที อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ก) บ่อสูบน้ำเสีย ก่อสร้างบนหาดทรายที่บ้านเก้าเส้งในปี ๒๕๔๔ ส่งผลกระทบต่อหาดทรายและถนน

ข) ถมหินทำเขื่อนกันคลื่นชายฝั่งบ้านเก้าเส้ง ในปี ๒๕๔๕

รูปที่ ๓ จุดเริ่มต้นของการพังทลายของชายหาดชลาทัศน์ จากสิ่งก่อสร้างรุกล้ำหาดทราย


ลำดับการพังทลายของชายหาดชลาทัศน์

จากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาด (BWN) มากกว่า ๑๐ ปี พบว่าชายหาดชลาทัศน์ถูกแทรกแซงด้วยสิ่งก่อสร้างหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับต่อไปนี้

ปี ๒๕๔๔ เทศบาลนครสงขลา ได้ก่อสร้างอาคารบ่อสูบน้ำเสียบนหาดทรายที่บ้านเก้าเส้ง ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดการกัดเซาะถนนเลียบชายหาดชลาทัศน์ขึ้น

ปี ๒๕๔๕ เทศบาลนครสงขลา จึงได้ก่อสร้างเขื่อนหินกันคลื่นขึ้น ๓ ตัวเพื่อป้องกันถนน ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดการกัดเซาะชายหาดลุกลามไปทางทิศเหนือรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ปี ๒๕๔๖ เทศบาลนครสงขลาจึงได้ถมหินทำเป็นกำแพงชายฝั่งต่อไปอีกเป็นระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร ทำให้ชายหาดที่ปลายกำแพงถูกกัดเซาะต่อไปอีก

ปี ๒๕๔๘ เทศบาลนครสงขลา ได้ก่อสร้างกำแพงกะชุหิน (เกเบียน) ต่อจากกำแพงหินชายฝั่งไปทางทิศเหนือ เป็นระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่งผลให้การกัดเซาะชายหาดชลาทัศน์ลุกลามมากยิ่งขึ้น และกำแพงกะชุหินนั้นก็พังทลายไป

ปี ๒๕๕๑ เทศบาลนครสงขลา ได้วางกระสอบทรายขนาดใหญ่ (big bag) ทำเป็นกำแพงชายฝั่งต่อจากกำแพงกะชุหิน เป็นระยะทาง ๒๕๐ เมตร ส่งผลให้การกัดเซาะชายหาดชลาทัศน์ลุกลามต่อไปอีก

ปี ๒๕๕๒ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้วางกระสอบทรายขนาดใหญ่เป็นระยะ ๘๐๐ เมตร ต่อจากของเทศบาลนครสงขลา พบว่าชายหาดถูกกัดเซาะรุนแรงที่ปลายกำแพงกระสอบ

ปี ๒๕๕๓ กรมโยธาธิการและผังเมือง วางกระสอบทรายขนาดใหญ่ต่อไปอีกเป็นระยะ ๑,๐๐๐ เมตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อชายหาดชลาทัศน์ต่อเนื่องไป คิดเป็นระยะทางชายหาดที่เสียหายทั้งสิ้นประมาณ ๒,๖๐๐ เมตร

ปี ๒๕๕๕ เทศบาลนครสงขลา ได้ทดลองขุดสันดอนชายฝั่งขึ้นมาถมหาดชลาทัศน์บริเวณทิศเหนือของเขื่อนหินกันคลื่นที่บ้านเก้าเส้ง เป็นระยะทางประมาณ ๔๕๐ เมตร แต่เมื่อถึงฤดูมรสุมตะกอนที่ขุดมาถมหาดก็ถูกคลื่นพัดพาไปจนเกือบหมด

ปี ๒๕๕๖ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้นำทรายจำนวนมากมากลบกำแพงกระสอบเป็นระยะทางราว ๑ ก.ม. และถมลงไปในชายฝั่ง แต่เมื่อผ่านฤดูมรสุมทรายเหล่านั้นก็ถูกคลื่นพัดพาไปหมด

ก) กำแพงหินทิ้ง ก่อสร้างต่อจากเขื่อนกันคลื่นชายฝังบ้านเก้าเส้ง ในปี ๒๕๔๖

ข) กำแพงกระสอบทราย เริ่มโดยเทศบาลนครสงขลาในปี ๒๕๕๑

รูปที่ ๔ การพังทลายของชายหาดชลาทัศน์ จากกำแพงหินถมและกระสอบทราย


รุปปัญหาและสาเหตุการพังทลายของชายหาดชลาทัศน์ และแนวทางแก้ไขฟื้นฟู

จากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่า ชายหาดทรายมีความอ่อนไหวต่อการรุกล้ำของมนุษย์ โดยเฉพาะจากสิ่งก่อสร้างที่ล่วงล้ำหาดทราย ทำให้ชายหาดถูกกัดเซาะและลุกลามไม่สิ้นสุด และสรุปได้ว่าปัญหาและสาเหตุของชายหาดชลาทัศน์พังทลาย เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ อันเป็นผลกระทบมาจากการสร้างบ่อสูบน้ำเสียที่ชายหาดบ้านเก้าเส้ง และลุกลามรุนแรงขึ้นเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๔๕ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวิศวกรรมชายฝั่งทุกประการ และการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการถมหิน วางกระสอบ หรือถมหาดด้วยตะกอนดินและทราย ต่างเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพื่อบรรเทาความเสียหายเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ไขฟื้นฟูชายหาดชลาทัศน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

ดังนั้นเพื่อให้หาดชลาทัศน์ได้รับการฟื้นฟูแก้ไขอย่างถูกต้อง จึงต้องเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้

๑. ทบทวนโครงการสิ่งก่อสร้างชายฝั่งที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบต่อชายหาดอย่างรุนแรง

๒. ไม่ใช้การแก้ที่ปลายเหตุหรือบรรเทาปัญหาอย่างที่เคยดำเนินการมา แต่ให้แก้ไขที่ต้นเหตุหลักของปัญหาซึ่งก่อให้เกิดกัดเซาะชายหาด นั่นคือ รื้อถอนสิ่งก่อสร้างชายฝั่ง เพื่อคืนการไหลเวียนของกระแสน้ำชายฝั่งและการเคลื่อนที่ของตะกอนทรายตามธรรมชาติ

๓. เมื่อแก้ไขต้นเหตุแล้ว จึงฟื้นฟูชายหาดให้กลับคืนมาด้ว ยวิธีการเติมทรายให้ชายหาดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพและคุณลักษณะของทรายชายหาด

๔. ติดตามตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของชายหาดชลาทัศน์หลังจากการเติมทรายอย่างเป็นระบบ

๕. กำหนดแนวถอนร่น (setbacks) เพื่อเป็นมาตรการจัดการการใช้ประโยชน์ชายหาดอย่างยั่งยืน

๖. ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของหาดทรายทั้งในระดับประชาชนและสถาบันการศึกษา และกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคุ้มครองรักษาชายหาด

-------------------------------------------------------------


อกสารประกอบบทความ

๑. ตำราเรียนวิชาวิศวกรรมชายฝั่งทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์, ๒๕๕๒, หน้า ๑๔๘-๑๕๗.

๒. หนังสือเผยแผ่ชุดความรู้หาดทราย เล่ม ๑ หาดทรายมรดกทางธรรมชาติที่นับวันจะสูญสิ้น ๒๕๕๖, หน้า ๒๘-๓๐.

๓. หนังสือเผยแผ่ชุดความรู้หาดทราย เล่ม ๒ หาดทราย คุณค่า..ชีวิตที่ถูกลืม ๒๕๕๔, หน้า ๔๘-๕๕ และ ๒๘-๒๙.

๔. หนังสือเผยแผ่ชุดความรู้หาดทราย เล่ม ๔ ข้อเสนอเชิงนโยบาย แนวทางการฟื้นฟู การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ ๒๕๕๕, หน้า ๒๘-๓๑.

๕. หนังสือเผยแผ่ชุดความรู้หาดทราย เล่ม ๕ เปลี่ยนหลักคิด คืนชีวิตให้หาดทราย ๒๕๕๘ , หน้า ๑๘-๑๙ และ ๓๑-๓๓.

-----------------------------------------------------------------------------


ครือข่ายพลเมืองสงขลาฟ้องศาลปกครองสงขลา กรณีโครงการก่อสร้างรอดักทรายชายหาดชลาทัศน์ และ-ขอไต่สวนฉุกเฉิน เมื่อ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘


ศาลปกครองสงขลา รับไต่สวนฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๒๕ ส.ค. และศาลฯนัดเดินเผชิญสืบในวันที่ ๒๖ ส.ค. ๕๘

คืนวันที่ ๒๖. ส.ค. มีคำสั่งจากจังหวัดสงขลาให้ขุดแท่งคอนกรีตขึ้นจากชายหาด ซึ่งนักข่าว PBS สามารถถ่ายภาพไว้ได้

หลังจากเดินเผชิญสืบ ศาลฯนัดฟังคดีในวันที่ ๒ ก.ย. ๕๘ โดยศาลฯ "รับฟ้อง" และสั่งให้ผู้ฟ้องภาคพลเมือง ส่งหลักฐานต่างๆเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ถูกฟ้อง ศาลฯสั่งให้ส่งเอกสารยืนยันการเปลี่ยนแปลงโครงการ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสัญญา การเปลี่ยนแปลงเทคนิคการทำงาน ฯลฯ

ขณะนี้อยู่ระหว่าง รอศาลฯวินิจฉัยการไต่สวนฉุกเฉิน ว่า จะให้ยุติโครงการหรือไม่อย่างไร

ส่วนกระบวนการพิจารณาคดีตามที่ผู้ฟ้องยื่นคำฟ้องไปนั้น ศาลฯจะได้พิจารณาไปตามเนื้อหาของคดี

---------------------------------------------------------------








บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Beach Watch Network (BWN)



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

594444

เขียน

05 Sep 2015 @ 19:04
()

แก้ไข

26 Jul 2016 @ 19:42
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง