ทรัพย์อันประเสริฐ คือ ทรัพย์ที่ไฟไหม้ไม่หาย น้ำท่วมไม่หมด โจนปล้นก็ไม่ต้องกลัว อันนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า อริยะทรัพย์ บุคคลที่พระองค์ทรงมอบให้ หรือทรงฟังเรื่องอริยะทรัพ์เป็นคนแรก คือ สามเณรราหุล ซึ่งเป็นธรรมชาติที่พ่อต้องการให้สมบัติกับลูกหลาน พระองค์จึงทรงให้บุตรของท่านเป็นคนแรก อันได้แก่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                1) มีศรัทธา คือเชื่อในสิ่งที่ใช้ปัญญาวิจารณ์และพิจารณา ความหมายของศรัทธา คือ ต้องเชื่อ เชื่อว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีชั่ว เลวหยาบ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย มีกรรมเป็นที่มาและที่ไป เราเป็นอยู่ได้เพราะอาศัยกรรม การเชื่อเรื่องกฎของกรรม ทำให้เชื่อต่อไปว่า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว คนที่มศรัทธาและเชื่อก็จะขยันทำดี ขยันที่จะปฏิเสธความชั่ว เพราะเมื่อเชื่อก็ย่อมเกรงกลัวต่อบาป พระองค์ทรงย้ำว่า ให้เชื่อในกฎของกรรมที่จะติดตัวไปในภพหน้าหลังความตาย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                2) ศีล การรักษาศีลจะทำได้ดีต่อเมื่อมีความระอายชั่วกลัวบาป หัวใจของการรักษาศีล มี 2 อย่าง คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                                2.1 การละอายชั่ว-กลัวบาป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                                2.1 อินทรีย์สังวร คือ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ได้ คือ ตาเห็นรูปสวย หูฟังเสียงเพราะ จมูกดมกลิ่นหอม สิ้นรับรู้รสอร่อย กายถูกต้องสัมผัส ใจรู้อารมณ์  ถ้าระวังอินทรีย์ทั้ง 6 ได้ สรุปสุดท้ายอินทรีย์  สำคัญที่สุดคือระวังใจ ถ้าระวังใจได้ ก็รักษาศีลได้ทุกข้อ แต่ถ้าระวังใจไม่ได้ ศีลข้อไหนก็รักษาไม่ได้ แล้วระวังใจ ระวังอย่างไร แค่ระวังให้มีความระอายชั่ว ระวังให้เกรงกลัวต่อผลที่จะทำผิดบาป อย่างนี้รียกว่าผู้รักษาศีล หรือผู้เจริญศีล </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                พระพุทธศาสนา เข้ามาเมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว ไม่ว่างานอะไรก็ต้องขอศีลก่อน แต่มีใครบ้างที่ได้ศีลและอนิสงค์ของศีลกลับมาบ้าง เพราะที่ผ่านมาเรารับศีลแต่เพียงลมปาก ศีลไม่จำเป็นต้องท่องศีลให้คนอื่นฟัง แต่เราควรปฏิบัติศีลให้คนอื่นดูว่าเรามีศีล ให้เราเลือกเอาสัก 1 ข้อ แต่ให้เป็นหัวใจของเราในการปฏิบัติ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศีเลนสุขติงยันติ                    ศีลย่อมยังให้สู่สุคติ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศีเลนโภคมัปทา                      ศีลย่อมยังให้เกิดโภคทรัพย์ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศีเลนพุทติงยันติ                     ศีลย่อมยังให้สู่พระนิพพาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                3) หิริ คือ ความละอายชั่ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                4) โอตะปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป  อันเป็นเหตุให้เราระวังตัวเอง เป็นการสร้างสติทางอ้อม เพราะคอยระวังไม่ให้กล่าวชั่ว กล่าวคำหยาบ ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน เมื่อมีความระวัง ก็จะรักษาศีลไปโดยปริยาย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                5) พาหุสัจจะ การได้ยิน ได้ฟัง ทำให้เราเจริญ ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น สิ่งที่เคยรู้แล้วก็จะได้กระจ่างมากขึ้น ก็ทำให้ทำลาย ความลังเลสงสัยได้ แล้วทำให้จิตนี้มีความเห็นถูกต้อง ทำให้จิตผ่องใส</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            6) จาคะ คือการบริจาค หัวใจของการให้ คือ การให้อภัย แต่หากไม่ใช้อภัยเขา เขาจะด่าว่าเรามือถือสากปากถือศีล สูงสุด คือการให้ออภัย มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                7) ปัญญา คือ ความเจริญ รุ่งเรือง เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">พระอาทิตย์สว่างเป็นบางเวลา แต่ปัญญาสว่างตลอดเวลา และทำตัวเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง และเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ คนที่อยู่ใกล้คนที่มีปัญญา จะเป็นคนเจริญรุ่งเรืองไปด้วย </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศีล 8 ไม่ได้ห้ามให้เข้าสังคม แต่ศีล 8 เป็นศีลของนักบวช พรหมจรรย์ น้ำที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ดื่มได้ คือ น้ำผลไม้ และเป็นน้ำที่ไม่มีสารอาหารที่เกี่ยวกับโปรตีน แต่หากเรากินเป็นยาก็ไม่ผิด แต่หากว่ากินเพื่อบำรุงบำเรอจะถือว่าผิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                การทำบุญจะถึงในเวลาที่ควรถึง และไม่ถึงในเวลาที่ไม่ควรถึง เมื่อใดญาติท่านไปเกิดเป็นเปตร บุญนั้นจึงจะสำเร็จแก่ญาติของท่าน แต่หากเมื่อใดญาติของท่านไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย สัตว์นรก มนุษย์ เทวดา บุญของเราจะไม่ถึงญาติ เพราะว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                - สัตว์เดรัจฉาน                                       มีก้อนข้าวและหยุดน้ำเป็นอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                - มนุษย์                                                   มีก้อนข้าวหยดน้ำ และปัจจัย 4 เป็นอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                - เทวดา                                                    มีทิพยสมบัติเป็นอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                - สัตว์นรก                                               มีความทุกข์ เป็นอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                - อสุรกาย                                                มีมูดคูด อุจจาระ ปัสสวะ ของเน่าเหม็นเป็นอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยกเว้นพวกเปรตที่จะมีผลบุญของญาติเป็นอาหาร เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่า ญาติของเราจะได้รับผลบุญหรือไม่ เป็นเรื่องตอบยากมาก แต่ก็มีคำถามว่าเป็นไปได้ไหม ที่เราจะไม่มีญาติเป็นเปรตเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่ามนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ ไม่มีใครเลย ไม่มีญาติเป็นเปรต ญาติข้างพ่อข้างแม่ คนที่รู้จักกันก็เป็นญาติทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ทำบุญแล้วอุทิศให้ ญาติเหล่านั้นจะได้พ้นจากอัตภาพ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                บารมี 10 ทัศน์ สำคัญทุกข้อ ถ้าปรารถนาพุทธภูมิ ไม่มีข้อใดด้อยกว่าข้อใด ปัญญาก็สำคัญ แต่หากมีปัญญาอย่างเดียวไม่ทำทานแล้วจะไปสอนใครถ้าหากตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าทานเป็นเหตุปัจจัยให้สร้างบริษัท  บริวาร มีพระสาวก  บารมี 10 ทัศน์ได้แก่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                1) ทาน เป็นเครื่องสร้างสัมพันธภาพ ระหว่างเราและสังคมรอบข้าง    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                2) ศีล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                3) เนกขัมมะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                4) ปัญญา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                5) วิริยะ  </p>                6) ขันติ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                7) สัจจะ  </p>                8) อธิฐาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                9) เมตตา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                10) อุเบกขา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ธรรมทุกข้อสำคัญหมด อยู่ที่ว่าเราจะทำข้อใด ๆ ให้ลุล่วงในชาติใด ๆ นิพพานไม่ได้มาอย่างสบาย ไม่ได้ได้มากจากการอ้อนวอน หรือขอภาวนา แต่นิพพานมาจากการวางและสลัด ไม่ปล่อยให้อะไรมาฉุดเราอยู่ นิพพานคือความผ่อนคลาย อิสระ โปร่งเบาสบาย แต่ถ้าเรายังติดอยู่ ยังผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ ก็คงอีกนานกว่าจะนิพพาน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                คาถาของหลวงปู่ คือ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">-          ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">-           มีใจอยู่กับกาย  ไม่ได้สอดส่ายไปข้างนอก ควบคุมจิตนี้ได้ก็พอแล้ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การกลัวความมือ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความกลัวติดตัวมาตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะว่ามีความกลัวจึงต้องอาศัยที่พึ่งพิง และที่พึ่งที่เราต้องการชนะความกลัว คือศาสนา และการที่มนุษย์มีศาสนา เพราะมนุษย์มีความกลัวจึงพึ่งสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด แต่ถ้าหากคุณทำวิปัสสนา แล้วยังกลัวอยู่แสดงว่า วิปัสสนาไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับคุณได้ และไม่ทำให้คุณเห็นแจ้ง เพราะคนที่กลัวที่สุดก็ตายไปแล้วเพราะฉะนั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได เพราะความตายเป็นสาธารณะ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และแท้ที่จริงที่กลัวนั้น คือความตาย ถ้าหากกลัวความตาย พระพุทธเจ้าให้เจริญมรณานุสติ ความตายมีอยู่ 3 อย่างคือ      </p>            1) ขณิกมรณะ         คือความตายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผิวหนังที่หลุดลอก ฟันน้ำนมที่หักไป ผมที่ร่วงหลุดไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                2) สมมุติมรณะ       เช่น แก้วแตก ไมค์เสีย  ไม้ผุกล่อน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                3) สมุเฉถมรณะ      คือตายขาดจากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ไม่ใช่ว่าธรรมะจะแก้กรรมได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ก็หนีกรรมไม่ได้ แต่การปฏิบัติธรรมเป็นกุศลกรรม หากรู้ตัวว่า อวิชชากำลังเกิดขึ้น ก็ต้องทำชีวิตให้เป็นผู้รู้ เพื่อพูดดี คิดดี ทำดี และทำมาก ๆ ทำถี่ ๆ ทำให้อกุศลกรรม ตามมาไม่ทัน จึงทำให้พ้นจากอกุศลกรรมให้ห่างไกล  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                จริตมี 6 จริต คือ ราคะ โทสะ โมหะ วิตก, พุทธิจริต ศรัทธาจริต การเจริญกรรมฐานว่าอยู่ในจริตไหนให้ดูหนังสือวิถีพุทธ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                การกรวดน้ำเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น แต่สำคัญที่สุดคือมีน้ำใจที่จะให้ </p>