พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก ตอน 38 (อาทิตย์ 12 ก.ค.) ช่วง 4


เมื่อ "สัญชัยมุนี" มาถึงที่พำนักของพระพุทธองค์
"สัญชัยมุนี" จึงมีปุจฉาว่า ...


สัญชัยมุนี : ท่านสอนเรื่องอะไร หลักการท่านคืออะไร แต่โดยส่วนตัวแล้ว ข้าไม่เชื่อในหลักการใดทั้งสิ้น

พระพุทธองค์ : ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านไม่เชื่อในหลักการใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านเชื่อว่า ท่านเป็นผู้ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ


สัญชัยมุนี : มันก็แค่คำพูดพลิกแพลง

พระพุทธองค์ : ไม่ใช่ มันคือกลของจิตใจท่าน

สัญชัยมุนี : ข้าไม่ได้ถามเรื่องความเชื่อหรือความไม่เชื่อของข้า ข้าถามว่า หลักการของท่านคืออะไร

พระพุทธองค์ : เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเรายึดมั่นในหลักการในชีวิตของเขา และเมื่อนั้นแล้ว เขาก็จะสูญเสียอิสรภาพ เขาจะกลายเป็นคนที่ยึดติด เขาจะคิดว่าหลักการของเขานั้น ถูกต้องทุกอย่าง และความเชื่อของตัวเองนั้นถูก ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องจริง และเมื่อเราเสียอิสระทางความคิด เราจะยึดติดกับความคิดเดียว มนุษย์เราก็จะยิ่งทุรนทุราย เป็นจุดเริ่มต้นของความดิ้นรนและความขัดแย้ง

ความเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งถึงจะเชื่อว่าไม่เชื่อ ก็ทำให้คนยึดติด ความคิดมีพลังมหาศาล และมันจับเราไว้ จับไว้อย่างแน่นหนา การยึดติดกับความคิด คืออุปสรรคที่ใหญ่สุดของการเติบโตจิตวิญญาณ หากเราติดอยู่ในนั้น ประตูแห่งความรู้อันนิรันดร์ก็จะไม่เปิดออก


สัญชัยมุนี : แล้วคนที่ทำตามคำสอนของท่าน พวกเราจะไม่ติดกับงั้นหรือ

พระพุทธองค์ : ข้าพูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง หนทางของข้าไม่ใช่หลักการ และก็ไม่ใช่ปรัชญา มันคือประสบการณ์ล้วน ๆ ประสบการณ์ของความจริงนิรันดร์


สัญชัยมุนี : ถ้าหากมีคนถือว่าหนทางของท่านคือหลักการล่ะ

พระพุทธองค์ : หนทางของข้าคือการเรียนรู้ มันไม่สามารถเอาเป็นเครื่องยึดติดหรือเครื่องยึดเหนี่ยวได้เลย ความรู้ของข้าก็เสมือนเรือเราหนึ่ง มีไว้ใช้ข้ามแม่น้ำเพียงครั้งเดียว แต่หลังจากข้ามแล้ว เราก็ไม่ต้องแบกเรือเอาไว้บนหัวอีกต่อไปใช่หรือไม่


สัญชัยมุนี : พอข้าได้ฟังอย่างนี้แล้ว ข้ารู้สึกเหมือนล้มลงตรงแทบเท้าของท่าน แต่ว่ายังมีอารมณ์ที่รั้งข้าไว้

พระพุทธองค์ : อารมณ์มีด้วยกัน ๓ รูปแบบ สุข ทุกข์ และวางเฉย ทั้ง ๓ แบบรวมอยู่ในกายของเรา และในจิตของเรา อารมณ์ก็เป็นเหมือนดั่งคลื่น ไม่นาน เดี๋ยวมันก็จางหายไป เราต้องเห็นความลึกของอารมณ์เหล่านี้เสียก่อน ต้องเข้าใจมัน รู้จักมัน รู้ว่ามันเกิดมาจากที่ไหน ไม่ว่าท่านจะสุข หรือว่าท่านจะเศร้า จงดูจากที่มาของมัน เมื่อค้นพบที่มาของมันแล้ว ท่านจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว มันว่างเปล่า มันว่างเปล่าเหมือนกันท้องฟ้า มันว่างเปล่าแต่ได้ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ข้างใน


สัญชัยมุนี : เหมือนกับผ้าชิ้นหนึ่ง

พระพุทธองค์ : ท่านต้องฝึกฝน เมื่อฝึกฝนแล้ว ท่านจะค่อยๆ พบว่า คลื่นนั้นมันจะหยุดซัดสูงขึ้น ความสงบอันนิรันดร์ในตัวของเรา ก็คือ ความจีรัง ท่านจะลงลึกลงไป และพบว่า ตนเองได้เดินทางผิด สิ่งที่เน่าเปื่อย ท่านจะคิดว่ามันทำลายไม่ได้ ความเขลาคือรากเหง้าของความชั่วร้าย ตอนนี้ข้าแค่พูดถึงการทำสมาธิ สมาธิทำให้ความเขลาหมดไป ความเขลาไม่ได้หมดไป โดยความเลื่อมใส โดยการอดอาหาร หรือโดยของถวาย หรืออย่างอื่น

ท่านหลับมานานแล้วสัญชัย ตื่นเถิด จงตื่น จงระลึกถึงตัวเอง


สัญชัยมุนี : ท่านคือ กระจกเงา หลังจากที่ข้าได้มองท่านครั้งแรก ข้าก็ได้เห็นความจริง ตอนนี้ข้าจะไม่อยู่อย่างมืดบอดอีกแล้ว ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด ข้ามาถึงที่พักของพุทธะ ข้ามาถึงที่พักของความถูกต้องที่ท่านอยู่แล้ว ข้ามาถึงที่พักของท่าน

พุทธัง สาระนัง คัจฉามิ

ธัมมัง สาระนัง คัจฉามิ

สัมฆัง สาระนัง คัจฉามิ


.....................................................................................................................................................


ตอนนี้เป็นตอนที่ผมประทับใจเป็นการส่วนตัว

โดยเฉพาะ "การยึดติด" ในหลักการหรือความเชื่อของตัวเอง

เพราะทุก ๆ วันก็มองเห็นคนที่คิดเช่นนั้น

ยึดติดจนไม่ฟังความคิดเห็นของผู้ใด
แล้วยังเชื่อว่าความคิดเห็นของตัวเองถูกที่สุด
ใครจะมาทลายความเชื่อของตนมิได้

ไม่ว่าจะหลักการใด ทุกหลักการย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน

ยิ่งยึด ยิ่งทุกข์
ยิ่งติด ยิ่งทรมาน

เหมือนมีใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเรา เราก็จะทุกข์มากมาย
หากปล่อยวาง แล้วคิดว่า หลักการนั้นไม่มี
มองให้เห็นความจริงแห่งทุกข์
แล้วทุกอย่างจะเบาลง

ความเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใด ๆ จึงขึ้นอยู่กับตัวเอง
พระพุทธองค์ท่านทรงให้คำแนะนำความจริงของชีวิตไว้เท่านั้น

แต่ทรงไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อที่พระองค์พูดทั้งหมด

โปรดรับสดับปัญญา

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...