ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ข้าพเจ้าเขียนนี้ สืบเนื่องมาจากหลวงปู่พุทธะอิสระ ได้มีบัญชาให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านทั้งหลายได้เขียนขึ้น เพื่อแสดงความรู้สึกจากประสบการณ์ของแต่ละคนว่าตั้งแต่ได้มาพบกราบหลวงปู่ได้ฟังธรรมะของท่านแล้วได้รับอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีการพัฒนาจิตวิญญาณของตนมากน้อยแค่ไหน รู้จักแก้ไขพฤติกรรมอุปนิสัยใจคอที่บกพร่องบ้างหรือไม่ ให้ทุกคนเขียนมาเพื่อจะได้พิมพ์เป็นหนังสือแจกในงานปิดทองฝังลูกนิมิตของวัดอ้อน้อย ที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 42 ซึ่งข้าพเจ้าก็มีประสบการณ์พอสมควรจะใช้ความพยายามเขียนจากความจำเท่าที่จะจำได้

ก่อนอื่นข้าพเจ้าจะต้องกล่าวย้อนหลังถึงเหตุที่มาของเรื่องนี้ก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไรและมีผลอย่างไรต่อตัวเองบ้าง

นั่นคือเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือ"มหาจักรฉบับคนพ้นโลก" เดือนกันยายน 2525 ของคุณปถัมภ์ เรียนเมฆ ปัจจุบันหนังสือนี้ได้เลิกกิจการไปแล้วและคุณปถัมภ์ก็ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ในหนังสือได้เล่าถึงพระภิกษุรูปหนึ่งว่า เป็นพระที่มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ได้อภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณรู้วาระจิตของคน ได้กล่าวขนานนามท่านว่า"หลวงปู่โลกอุดร" หรือ"พระครูเทพโลกอุดร" ท่านเป็นพระที่"เจริญอิทธิบาทสี่"จนมีอายุยืนนาน มีพลังจิตสูง มีความเป็นอมตะ ท่านจะมาในร่างของพระหนุ่มหรือสามเณรหรือพระผู้เฒ่าก็ได้ ตามแต่ท่านจะให้เราได้พบ ประการสำคัญก็คือท่านมีความเมตตาสูงมาก และท่านจะธุดงด์ไปทั่วอยู่ไม่เป็นที่ เพื่อโปรดสัตว์ตามวิสัยขอท่าน ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะพบท่าน เพื่อขอบารมีท่านให้ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ เพราะเชื่อมั่นว่า ท่านเท่านั้นที่จะช่วยข้าพเจ้าได้ เป็นความรู้สึกลึก ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อได้อ่านพบเรื่องราวของท่าน

จนกระทั่ง วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2528 ข้าพเจ้าได้ไปทำบุญทอดกฐินกับคณะธรรมยาตรานิมิต นำโดยคุณณรงค์ ที่วัดปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีพระครูบาล่นเป็นเจ้าอาวาสและเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ ก่อนไปทอดกฐินคุณณรงค์ได้ทำพิธีหล่อรูปเหมือนหลวงปู่โลกอุดรและสร้างเหรียญรูปหลวงปู่เพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาในองค์หลวงปู่ได้เช่าไว้บูชา ส่วนเหรียญไว้แจกแก่ผู้ไปร่วมงานทอดกฐิน และข้าพเจ้าก็ได้เช่าเอาไว้หนึ่งองค์และได้รับแจกเหรียญรูปหลวงปู่ในงานบุญครั้งนี้ด้วย ซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาบูชาจนทุกวันนี้

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528 (หลังจากไปทำบุญทอดกฐินแล้ว) ตอนสาย ๆ คุณณรงค์ได้โทร.มาบอกว่าตอนเย็นจะมีพระมาโปรดที่บ้าน และบอกให้ข้าพเจ้าไป ซึ่งข้าพเจ้ายังได้ย้อนถามไปว่า "ใช่หลวงปู่หรือเปล่า" คุณณรงค์ตอบว่า "ไม่ทราบ" และได้สั่งข้าพเจ้าว่า ห้ามถามชื่อ อายุ และที่อยู่ของท่าน คือไม่ให้ถามที่มาที่ไปของท่าน

ตอนเย็นข้าพเจ้าก็ไปที่บ้านคุณณรงค์กับพี่ชาย พร้อมดอกบัวและธูปเทียน เพื่อที่จะไปกราบพระที่คุณณรงค์บอก เมื่อไปถึงเข้าไปในบ้านก็พบพระหนุ่นรูปหนึ่งอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณผ่องใส นั่งอยู่ในท่าที่สงบ สำรวม น่าเลื่อมใสมาก ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นและรู้จักท่านมาก่อน แต่นึกไม่ออก ว่าเคยพบเคยเห็นที่ไหน เกิดความศรัทธาท่านมาก ท่านยิ้มให้ข้าพเจ้าและถามข้าพเจ้าว่าไปเรียนมโนมยิทธิกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าตอบท่านว่าหลวงพ่อ ให้รักษาศีลและกำหนดคำภาวนาว่า "นะ มะ พะ ธะ" จะได้ตัดขันธ์ห้า ทำจิตม่งสู่พระนิพพานให้ทำดังนี้ทุกวันก่อนนอนจนเคยชิน และข้าพเจ้าได้ถามท่านว่าการทำดังนี้จะทำให้ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานได้หรือไม่ ท่านตอบว่า พระนิพพานไม่ใช่ของใคร ทุกคนมีสิทธิไปได้ทั้งนั้นถ้าปฏิบัติจริง

ข้าพเจ้าได้ถามท่านไปอีกว่า "หลวงปู่โลกอุดรท่านเจริญอิทธิบาทสี่จนมีอายุเป็นพัน ๆ ปี นั้นจริงหรือไม่" ท่านตอบว่า "จริง" และกล่าวต่อไปว่า การมีอายุยืนนานเป็นกรรมอย่างหนึ่ง และพูดถึงกรรมคือการกระทำว่า กรรมใดที่ทำโดยไม่เจตนาถือว่ากรรมนั้นเป็นโมฆะ มีผู้เข้าใจว่าท่านคือพระพุทธเจ้า แต่ท่านปฏิเสธว่าท่านยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แต่มีความปรารถนาในพระโพธิญาณมานานแสนนาน

หลังจากนั้นพระหนุ่มองค์นี้ก็จะมาโปรดที่บ้านคุณณรงค์เป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา 3 ปี คือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2528 ถึงเดือนพฤษภาคม 2530 ซึ่งข้าพเจ้าก็จะไปกราบท่านทุกครั้ง เพื่อฟังธรรมะจากท่าน เพราะธรรมะที่ท่านแสดงนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยได้ฟังจากที่ใดมาก่อนเลย ท่านใช้ภาษาง่าย ๆ ฟังแล้วเข้าใจทำให้เกิดความกระจ่างแจ้ง แถมยังสนุกมีรสชาติ ไม่ทำให้เบื่อ บางครั้งข้าพเจ้าปรารถนาจะฟังธรรมเรื่องใดเพียงสำรวมจิตตั้งความปรารถนา ท่านก็จะแสดงให้ฟังโดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปาก ยิ่งทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในความสามารถล่วงรู้ความคิดของผู้อื่น ท่านไม่ให้สนใจในตัวของท่านว่า ท่านคือใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน สอนให้เรียกตัวท่านว่า "ท่านอาจารย์"

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้กราบเรียนถามท่านว่า หลวงปู่โลกอุดรท่านเจริญอิทธิบาทสี่จนมีอายุเป็นพันปีนั้น เพื่อที่จะมาช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาใช่หรือไม่ ท่านไม่ตอบแถมโดนดุด้วย และถามว่าพระนิพพานเป็นรูปหรือนาม ท่านตอบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่เป็นความว่าง สงบ และเย็น ท่านสอนให้ทำจิตถึงผู้รู้ข้าพเจ้าก็ถามท่านว่าดวงจิตผู้รู้มีลักษณะเป็นอย่างไร ท่านตอบว่า ดวงจิตผู้รู้คือจิตที่นิ่งสงบ และอีกครั้งหนึ่งท่านมาโปรดที่บ้านคุณณรงค์ในตอนสาย ๆ และมาฉันเพลด้วย หลังจากฉันเพลแล้วท่านก็นั่งคุยกับญาติโยม สักพักหนึ่งท่านก็สั่งให้คุณณรงค์ไปเก็บใบมะม่วงมา 4-5 ใบ ล้างและเช็ดให้สะอาด แล้วใส่ในซองยาว บอกว่าจะนำไปเป็นค่ารักษาพระอาพาธที่โรงพยาบาลสงฆ์ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกแปลกใจว่าทำไมท่านทำอย่างนั้น (แต่ภายหลังก็เข้าใจ)

การแสดงธรรมของท่านเน้นในเรื่องของปัจจุบันไม่ให้นึกถึงอดีตหรืออนาคต ท่านสอนว่า "ให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด" และสอนให้มีสติให้ระลึกรู้อยู่ว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ นอกจากนี้ยังสอนการนั่งสมาธิกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หรืออานาปานสติ ท่านบอกว่ากรรมฐานข้อนี้เป็นกรรมฐานที่ใหญ่และสำคัญมากที่สุดในกรรมฐานทั้ง 40 กอง

ด้วยความศรัทธาในองค์ท่าน ข้าพเจ้าจึงนิมนต์ท่านมาโปรดที่บ้านบ้าง ซึ่งท่านก็เมตตามาให้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2530 ท่านให้ไปรับท่านที่วัดบวรมงคล (ลิงขบ) ในตอนบ่าย ข้าพเจ้าก็ไปกับพี่สาวระหว่างทางที่มาบ้านปรากฏว่าฝนตกหนัก มีรถเสียเพราะรถขัดข้องหลายคัน แต่แท๊กซี่คันที่ข้าพเจ้านั่งมากับท่านอาจารย์และพี่สาวไม่เป็นอะไร ถึงบ้านประมาณ 5 โมงเย็น ท่านมานั่งประมาณ 1 ชั่วโมง ข้าพเจ้าได้ถามปัญหาธรรมะท่านว่า "ธรรมะข้อใดที่ฆราวาสควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน" ท่านตอบว่า "ความอดทน" เพราะความอดทนทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ได้สำเร็จ เป็นธรรมะขั้นสุดยอด และกล่าวต่อไปว่า ถ้าอยากพบเราให้หมั่นปฏิบัติ ในวันนั้น (ที่บ้าน) มีผู้ตามท่านอาจารย์มา และขออนุญาตนำอาหารไปเลี้ยงเพลท่านที่วัดบวรมงคลในวันที่ 6 ก.ค. 30 ซึ่งข้าพเจ้าก็ขออนุญาตไปเลี้ยงเพลท่านด้วย นั่นคือการพบกันครั้งสุดท้าย ระยะนั้นใกล้จะเข้าพรรษาและคิดว่าออกพรรษาแล้วท่านจะมาโปรดอีก แต่ก็คอยหาย พยายามติดต่อตามข่าวจากบ้านคุณณรงค์ก็ไม่ได้เรื่อง ข้าพเจ้ามีความคิดถึงท่านมากเพราะมีความปรารถนาจะฟังธรรมะและเรื่องแปลก ๆ จากท่านอีก และจำได้ว่าท่านเคยบอกไว้ว่า "ถ้าอยากจะพบเราให้หมั่นปฏิบัติ" คำพูดประโยคนี้ช่างมีคุณค่าเป็นอย่างมากต่อข้าพเจ้า เพราะทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักการรักษาศีลเช่น ศีล 5 ศีล 8 การบำเพ็ญสมาธิภาวนา หรือที่เราเรียกรวมกันว่า การปฏิบัติธรรมนั่นเอง ไปทำบุญที่ไหน ๆ ข้าพเจ้าก็จะน้อมจิตถวายอานิสงฆ์แก่ท่านทุกครั้ง และอธิษฐานจิตขอให้ได้พบท่านอีก ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาถวายท่านเป็นเวลาถึง 6 ปี แล้วคำอธิษฐานของข้าพเจ้าก็สัมฤทธิ์ผล

เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือโลกทิพย์ ฉบับที่ 246 เดือนมีนาคม 36 มีผู้เขียนเล่าลงในคอลัมน์ คุยกับ บก. ถึงปฏิปทาของพระหนุ่นรูปหนึ่ง ท่านไม่ยอมบอกชื่อ อายุ เมื่อได้อ่านแล้วมีความรู้สึกว่าปฏิปทาคล้ายท่านอาจารย์ที่จากไปถึง 6 ปี คนอื่นเรียกท่านว่า "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ข้าพเจ้าจึงไปสืบถามตามที่อยู่ในหนังสือคือ สำนักสงฆ์ธรรมอิสระ ถนนมาลัยแมน ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปที่นั่นและพบกับหลวงพี่ปราโมทย์ ท่านถามข้าพเจ้าถึงความเป็นมาข้าพเจ้าก็เล่าให้ท่านฟัง เมื่อท่านฟังแล้วท่านก็บอกว่า หลวงปู่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ไปอยู่ถ้ำไก่หล่น อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ และได้นำรูปถ่ายของหลวงปู่พุทธะอิสระมาให้ดู ข้าพเจ้าดูแล้วก็ตอบว่าไม่เหมือนพระหนุ่มที่ข้าพเจ้าเคยพบ หลวงพี่จึงถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพระหนุ่มที่โยมเคยพบ ข้าพเจ้าจึงตอบว่า รูปร่างไม่สำคัญ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ถ้าได้ฟังธรรมะก็จะจำได้เพราะไม่มีใครแสดงได้เหมือน ดังนั้นหลวงพี่จึงบอกให้ข้าพเจ้าไปพร้อมกับท่านตอนปลายเดือนมีนาคม 36 เนื่องจากท่านต้องพาพระเณรที่บวชฤดูร้อนไปกราบหลวงปู่ที่ถ้ำไก่หล่น ข้าพเจ้าพร้อมเพื่อนเพื่อน 3 คน ก็ติดตามไปด้วย แต่ผิดหวังเพราะไม่ได้พบหลวงปู่ แต่ก็ไม่ได้ท้อถอย พอวันที่ 10 เม.ย.36 ก็ไปอีก พร้อมพี่ชาย ลูกสาว หลาน และเพื่อน คราวนี้ได้พบหลวงปู่ได้พรมน้ำมนต์และให้พร ท่านอ้างถึงอำนาจแห่งพระโพธิญาณที่ท่านปรารถนามานานแสนนาน จงเป็นพลวปัจจัยให้ท่านทั้งหลายคิดอะไรขอให้สมปรารถนา และที่น่าประทับใจอย่างยิ่งของข้าพเจ้าก็คือประโยคที่ว่า "...ที่ให้แก่เราโดยเฉพาะเจาะจงนั้นเราขอน้อมรับ" ทำให้ตัวเราเองรู้ว่าตลอดเวลา 6 ปีที่ไม่ได้พบกับพระหนุ่มองค์นั้น การที่ข้าพเจ้าทำบุญปฏิบัติธรรมแล้วน้อมจิตถวายอานิสงส์ถึงท่านนั้น ท่านรับรู้อยู่ตลอดเวลา ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่า หลวงปู่ก็คือ ท่านอาจารย์ หรือพระหนุ่มองค์นั้นนั่นเอง ทำให้ปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เวลาต่อมาข้าพเจ้าได้พาลูกและเพื่อนไปกราบท่านอีก และมีโอกาสได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ซึ่งการแสดงธรรมของท่านก็เหมือนกับท่านอาจารย์ไม่มีผิด คือใช้ภาษาง่าย ๆ ฟังแล้วสนุกเพลิดเพลิน เจริญใจทำให้ไม่เบื่อ จากนั้นจึงได้หาโอกาสไปกราบท่านเสมอโดยไม่เคยคิดเบื่อหรือท้อถอยเลย มีแต่จะเพิ่มศรัทธายิ่งขึ้นปัจจุบันก็ยังไปกราบท่านทุกวันเสาร์-อาทิตย์

การที่ได้มาพบหลวงปู่ทำให้รู้จักบุคคลต่าง ๆ ทุกชนชั้น ต่างอาชีพที่มาเป็นลูกศิษย์ท่านและหลวงปู่ก็ได้ดำริตั้งชมรมธรรมอิสระถ้ำไก่หล่นขึ้น เป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่เหล่า มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีความรักใคร่ปรองดองร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปลูกป่า เพื่อรักษาต้นน้ำลำธารเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อมีหน่วยงานอื่น ๆ มาขอความร่วมมือในการปลูกต้นไม้หลวงปู่ก็จะเป็นแกนนำพาลูกหลานไปช่วยและลงมือทำเอง นอกจากนี้ยังมีการซ่อมอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอยู่หน้าถ้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ปรับปรุงภายในบริเวณถ้ำให้ดูสวยงามอัญเชิญพระพุทธรูปปางลีลามาประดิษฐานในถ้ำเพื่อเป็นที่สักการะบูชาแก่ชาวบ้านที่มาเที่ยว ตั้งเป็นอุทยานเพื่อการศึกษาธรรมะ สร้างบันไดขึ้นถ้ำใหม่ให้มีทางลาดกว่าเดิม เพราะบันไดเก่าชันมาก และเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 36 หลวงปู่ได้ทำพิธีหล่อพระพุทธรูปปางคันธารราษฎร์ พระสังกัจจายน์ หน้าตัก 9 นิ้ว และ 5 นิ้ว พระกริ่งอวโลกิเตศวร เหรียญใบโพธิ์ พระมหาโพธิสัตว์จารึกชื่อพระมหาโพธิ์สัตว์ทั้งห้าขึ้นภายในถ้ำ เป็นการหล่อแบบโบราณที่ไม่เคยมีใครทำมานานนับพันปี และท่านจะทำขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และผสมเลือดของท่านลงในเบ้าหลอมด้วย ซึ่งพระพุทธรูปที่กล่าวมานี้สร้างขึ้นเพื่อให้ลูกศิษย์ผู้มีจิตศรัทธานำไปบูชา ซึ่งจัดว่าเป็นพิธีใหญ่พอสมควร ผู้ที่จะเข้ามาร่วมพิธีในถ้ำต้องแต่งชุดขาวทุกคน และมีการสวดมนต์ตลอดคืนจนถึงเวลาเช้า นอกจากนี้ยังได้สร้างเจดีย์ภายในถ้ำขึ้นอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า "เจดีย์ปัญจมหาโพธิสัตว์" เพื่อระลึกถึงพระมหาโพธิสัตว์ทั้งห้าที่ได้เคยมาพำนักยังถ้ำแห่งนี้

เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา มีการถวายเทียนจำนำพรรษา ผ้าอาบ ทำบุญเลี้ยงพระวันอาสาฬหบูชา ก็จะมีการเวียนเทียนรอบพระเจดีย์ นอกจากนี้หลวงปู่ยังทำพิธีหุงน้ำมันมนต์ กวนยาหม่อง ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรต่าง ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดคือพลังจิตของหลวงปู่ ทำให้น้ำมันและยาหม่องของท่านมีสรรพคุณสูงมาก มีคนนำไปใช้แล้วได้ผล นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น หลวงปู่ยังสอนให้พวกเราเคารพเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย เช่นในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทางชมรมฯก็จัดให้มีการบวชชีพราหมณ์ ถวายเป็นพระราชกุศลทุกปี และข้าพเจ้าจะร่วมกิจกรรมทุก ๆ ครั้ง จึงทำให้เกิดความคุ้นเคยเป็นกันเองกับลูกศิษย์หลวงปู่หลายคนซึ่งมีทุกชนชั้น

ถ้าจะพูดถึงการสอนธรรมะแล้ว ท่านจะสอนแบบลักษณะธรรมชาติ ให้รู้จักสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราไม่ว่าผู้คน สัตว์ ต้นไม้ อารมณ์ ความรู้สึก ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน และการแสดงออกของพวกเราก็ไม่รอดพ้นจากการสังเกตของท่าน ท่านจะอบรมสั่งสอนให้พวกเราเป็นผู้ขยันหมั่นเพียรต่อสู้อดทน ท่านกล่าวว่าการปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องมานั่งหลับตาภาวนาเพื่ออวดตัวเองว่าเราปฏิบัติเก่งการปฏิบัติธรรมคือการรู้เนื้อรู้ตัว มีสติสัมปชัญญะทุกอิริยาบถ เพราะถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะเกิดขึ้นเอง สอนให้มีคุณธรรม คือ ความเมตตา มีสัจจะวาจา เอื้อเฟื้อเฟือเผื่อแผ่ ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ เสียสละ อดทน และมีความอ่อนน้อม ถ่อมตน เหล่านี้เป็นข้อใหญ่ ท่านจะแสดงธรรมได้อย่างสนุกมีรสชาติ ฟังแล้วไม่เบื่อได้พบท่านแล้วสบายใจทุกครั้ง เพราะท่านให้ความเป็นกันเองเหมือนลูกหลาน ให้ความสนิทสนม ไม่ถือตัว ไม่เลือกชั้นวรรณะ มีแต่ความอบอุ่นและมั่นใจ

ข้าพเจ้าไม่เคยเบื่อที่จะไปกราบหลวงปู่เลย จะหาใครที่จะมาเหมือนหลวงปู่ไม่มีอีกแล้ว เพราะท่านมีคุณลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวท่านจริง ๆ เป็นทั้งปู่ ครู พ่อ พี่ เป็นได้ทุกอย่าง ถ้ามีปัญหาอะไรก็ตามมาปรึกษาขอความเห็นจากท่าน ท่านก็จะช่วยแก้ไขให้ได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าปัญหาธรรมะ ปัญหาชีวิต ท่านช่วยได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะดังได้กล่าวแล้วว่าหลวงปู่มีพลังจิตแก่กล้ามาก ธรรมะของท่านหาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ท่านเรียนรู้ด้วยตัวเอง ท่านบอกว่าไม่เคยมีครูที่ไหนมาสอนท่าน แต่ได้มาจากการฝึกฝนจนชำนาญ จึงเป็นธรรมอิสระไม่มีในตำรา เมื่อนำมาสอนจึงทำให้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วก็จะได้ผลดีจริง ๆ สมกับนามของท่านคือหลวงปู่พุทธะอิสระ ได้มีการอัดเทปธรรมะของท่านและถอดเทปออกมาเป็นตัวหนังสือ ตัวอย่างเช่น "พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต" "พลังบุญพลังจิต" เพื่อให้เราได้อ่าน ได้ศึกษาแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อให้เป็นผลดีแก่ตัวเรา ท่านเขียนบทโศลกต่าง ๆ มากมายหลายบท จะขอคัดตัวอย่างให้ดูสักหนึ่งบท ซึ่งเป็นบทที่มีความหมายมาก บทโศลกของท่านจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ลูกรัก ทุกบท ตัวอย่างเช่น

ลูกรัก ไม่ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือของพ่อจะพิเศษพิสดารขนาดไหน มันจะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย ถ้าเจ้าไม่นำมันไปปฏิบัติ

ท่านอ่านบทโศลกนี้แล้วคิดว่าเป็นจริงดังความหมายที่กล่าวในบทโศลกนี้หรือไม่ แต่ละบทจะมีความหมายเฉพาะตัว เป็นธรรมชาติและลึกซึ้งมากยากที่จะหาใครมาเทียบได้ เมื่อท่านอ่านแล้วนำมาปฏิบัติ ทำให้เกิดปัญญามีความสว่างในจิตใจ

จากประสบการณ์ที่ได้มากราบหลวงปู่ ทำให้ตัวเองมีความรู้สึกว่า มีความอดทน อารมณ์เย็นลง จิตใจหนักแน่น สติมั่นคง มีเหตุผล ได้รับความเมตตาอย่างสูงจากท่าน เพราะท่านสอนให้รู้จักการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตรงแนว เมื่อทำตามที่ท่านสอนก็ได้รับผลดีจริง ไม่เสียแรงที่ข้าพเจ้ามานะบากบั่น เสาะแสวงหาท่านมานานถึงหกปี ตั้งแต่ได้เคยไปกราบพระองค์อื่น ๆ มา จนกระทั่งได้มาพบหลวงปู่แล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะไปหาพระองค์ใดอีกเลย เพราะว่าได้พบพระที่แท้จริงที่แสวงหามาช้านาน เกือบชั่วชีวิตเลยทีเดียว ไม่เคยดื่มด่ำ ซาบซึ้ง อบอุ่นใจเหมือนหลวงปู่เลย พระคุณท่านนั้นเปี่ยมล้นในหัวใจ ไม่อาจที่จะพรรณาได้ นี้คือความเลื่อมใส ศรัทธา จากใจจริงที่ข้าพเจ้ามีต่อหลวงปู่บรมครูผู้อยู่เหนือโลก

แต่พอมานึกถึงหลวงปู่จะอยู่ให้เราได้ชื่นชมบารมีของท่านเพียงระยะเวลาอันน้อยนิดแล้วใจหาย เกิดความเศร้าเสียดาย อาลัย ไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลย เพราะจะไม่ได้ยินเสียงติติง บ่น หรือคำพร่ำสอน จะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ ลูกศิษย์อีก คงจะเงียบเหงาน่าดูทีเดียว ข้าพเจ้าเคยถามตัวเองว่า ถ้าไปวัดแล้วไม่พบหลวงปู่แล้วจะทำอย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะวันนั้นยังมาไม่ถึง พยายามเอาธรรมะของท่านมาใช้คือไม่ยึดมั่น ถือมั่น เพราะทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น พยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ถึงอย่างไรก็คงไม่มีใครสามารถยับยั้งหลวงปู่ได้ เพราะท่านต้องจาริกไปโปรดสัตว์ที่อื่นๆ ต่อไป ตามวิสัยของพระมหาโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ อย่างไรก็ตามหลวงปู่ไปแล้วอย่าไปลับ ขอให้กลับมาโปรดลูกหลานอีก ลูกยังหวังอยู่เสมอว่าจะได้พบได้กราบหลวงปู่อีก จะตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนของหลวงปู่ เพื่อคอยการกลับมาของหลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้มีความเป็นอิสระเหนือโลกองค์นี้ต่อไป

วันวารผ่านไปใจลูกหาย วันหลวงปู่จากไปใจยิ่งเศร้า
ขอหลวงปู่กลับคืนถิ่นเคยเนา ที่เราได้ร่วมกันสร้างสรรค์มา
ณ แห่งนี้คือที่ถ้ำไก่หล่น จักหมองหม่นทุกข์ทนอย่างไรหนา
ถ้าหลวงปู่จากไปไม่หวลมา อนิจจาลูกยาตั้งตาคอย.

กราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด
จากลูก วิภา อยู่เจริญ (ป้อม)
6 กุมภาพันธ์ 2541